คอลัมนิสต์

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

03 พ.ย. 2559

ความฝันอันสูงสุด (อีกครั้ง)...ความในใจถึง "ในหลวง" จากคุณตาวัย 100 ปี, ในหลวงในดวงใจ, แรกก้าว...ตามรอยพ่อ (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันที่ 3 พ.ย.59)

1.ความฝันอันสูงสุด (อีกครั้ง)

ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ                 ขอสู่ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว

ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ               ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง

จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด                     จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง

จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง         จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

ไม่ท้อถอยคอยสร้างสิ่งที่ควร               ไม่เรรวนพะว้าพะวังคิดกังขา

ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา          ไม่เสียหายชีวาถ้าสิ้นไป

นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง                        หมายผดุงยุติธรรม์อันสดใส

ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด               ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน

โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่               เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน

คงยืนหยัดสู้ไปใฝ่ประจัญ                   ยอมอาสัญก็เพราะปองเทิดผองไทย

            เพลงพระราชนิพนธ์นี้ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ในพระบรมโกศทรงประพันธ์ทำนอง ส่วนคำร้องโดยท่านผู้หญิง ม.ล.มณีรัตน์ บุนนาค ผมได้ฟังครั้งแรกจากการบรรเลงของวงดุริยางค์ทหารซึ่งมีนักดนตรีประมาณ 50-60 คน และเสียงร้องที่ชัดเจนก้องกังวาลอย่างทรงพลังของคุณสันติ ลุนเผ่

            จากนั้นผมก็ได้ฟังอีกหลายครั้งต่อมา และผมซาบซึ้งจนขนลุกซู่ทุกครั้ง เพราะผมเป็นทหาร สำนึกในใจบอกว่า เพลงนี้คือคำปฏิญาณของพระองค์เองที่มีต่อประเทศชาติ และทรงมีปณิธานที่จะถ่ายทอดมาสู่คนชาติไทยให้ประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อให้อยู่รอดในท่ามกลางวิกฤติต่างๆ

            พระปรีชาและพระอัจฉริยะของพระองค์มีปรากฏในผลงานต่างๆในสื่อมวลชนมากมายจนนับแทบไม่ถ้วน ทั้งภาพและเรื่องราวเป็นตัวอักษร เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปยิ่งนาน ความสนใจเร้าใจที่มีอยู่ของพสกนิกรก็จะค่อยๆจางหายไป แม้ภาพและหนังสือเรื่องราวของพระองค์ท่านจะยังคงเก็บไว้มีอยู่ แต่มิได้เปิดดู นั่นเป็นเรื่องของธรรมชาติ ธรรมดา

            แต่เพลงพระราชนิพนธ์ ที่ชื่อว่า “ความฝันอันสูงสุด” นี้จะคงมีอยู่ให้คนไทยได้ยินได้ฟังได้คิดกันตลอดไป ไม่มีกาลเวลาสิ้นสุด ด้วยน้ำมือและน้ำใจของดุริยางคศิลปินและศิลปินนักร้องที่มีสืบเนื่องกันไป

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

พล.ท.แสวง ขมะสุนทร

ทหารเก่า-แก่

อายุ 100 ปี 9 เดือน

22 ต.ค. 59

+++++

2.ในหลวงในดวงใจ...

            ตั้งแต่เด็กๆ ผมรู้จัก"ในหลวง เพราะที่บ้านที่ตรัง ก็เหมือนบ้านคนไทยทั่วประเทศ นั่นคือมี "ภาพที่มีทุกบ้าน" โดยภาพที่บ้าน เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงอุ้ม"ฟ้าชาย"

            จนเรียนชั้นประถม เมื่อที่บ้านมีทีวีเครื่องแรก และในตอน 2 ทุ่ม ก็จะมี “ข่าวในพระราชสำนัก” ที่ภาพแรกๆในไตเติ้ลจะเห็นภาพรถยนต์ลุยน้ำ ตอนนั้นไม่ทราบหรอกว่ารถยนต์คันนั้น “ในหลวง” ทรงขับด้วยพระองค์เอง และมีสมเด็จพระเทพฯ นั่งประทับอยู่ด้วย แต่ภาพพระราชกรณียกิจที่เห็นก็คือ ในหลวง พระราชินี และทุกพระองค์ เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วประเทศ

            จำได้ว่ามีคนเคยบอกผมว่าใครได้พบพระเจ้าอยู่หัวฯ 3 ครั้งถือว่ามีบุญ

            ผมนั่งนึกแล้วจำได้แม่นยำว่าผมพบ “พระเจ้าอยู่หัว” ครั้งแรก เมื่อปี 2516 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาจังหวัดตรังพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ โดยผมและเพื่อนักเรียนโรงเรียนวิเชียรมาตุ มีโอกาสไปรอรับเสด็จที่สนามบินจังหวัดตรัง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก

            จำได้ว่าคำสั่งของครูที่บอกนักเรียนทุกคนก็คือ ให้ก้มกราบ อย่าเงยหน้า และนักเรียนทุกคนก็ทำตาม

            ท่ามกลางอากาศร้อนในขณะนั้น เมื่อเวลาผ่านไป พวกผมก็ได้ยินราชินีตรัสขึ้นมาว่า “ที่มากันนี่ อยากจะเห็นในหลวง ราชินีกันใช่ไหมจ๊ะ เงยหน้าดูได้นะจ๊ะ” ผ่านมา 40 ปีกว่าแล้ว ประโยคนี้ยังก้องอยู่ในหูผม...และโดยไม่ได้นัดหมาย ทุกคนก็เงยหน้าพร้อมกัน ซึ่งสำหรับผม การได้เห็น “ในหลวง” กับ “พระราชินี” รวมทั้งทูลกระหม่อมหญิงทั้ง 2 พระองค์ในระยะใกล้ ถือเป็นบุญตาที่ได้เห็น “พระเจ้าแผ่นดิน”

            จากนั้นก็เห็นในหลวงฯระยะไกลอีกครั้งเมื่อพี่ชายรับปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยงสงขลานครินทร์

            จนกระทั่งเมื่อทำงาน ก็เป็น “ครั้งที่2” ที่ผมได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั่นคือในวันที่ 30 กันยายน 2530 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดเขื่อนรัชชประภาและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ที่เขื่อนรัชชประภา บ้านเชี่ยวหลาน ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยพระองค์ท่านเสด็จผ่านในระยะไม่ไกลมาก และเป็นครั้งสำคัญในชีวิตที่ได้เห็นและฟังเสียงของพระองค์

            ผมไม่ได้พบพระเจ้าอยู่หัวฯครั้งที่ 3 ได้เห็นแต่ระยะไกลในงานเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรในขณะที่พระองค์ประทับบนรถยนต์พระที่นั่งหลายครั้ง

            แต่ถึงตอนนี้ ผมพบว่าผม“มีบุญ” เพราะผมได้พบ “พระเจ้าแผ่นดิน” ครั้งที่ 3 และพบได้ทุกวัน ทุกเวลา เพราะพระองค์ประทับอยู่ในดวงใจของผม

            ในการพบพระองค์ครั้งที่ 3 นี้ ผมได้เดินตามรอยพระบาทของในหลวงหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสบ่อย ที่ทำให้ผมใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ไม่เอาเปรียบใคร ไม่สะสมอะไรมากนัก รวมทั้งกินแบบพออยู่พอเพียง และที่สำคัญผมยังมีเวลาเล่นแบดมินตัน ซึ่งมีคนบอกผมว่าเป็นกีฬาทรงโปรดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯด้วย

            ผมได้พบ “พระเจ้าอยู่หัว” 2 ครั้ง ซึ่งในตอนแรกตามความเชื่อที่ผมได้ทราบมาว่า ใครพบพระเจ้าอยู่หัวฯ 3 ครั้งจึงจะถือว่า “มีบุญ” แต่ในวันนี้ผมรู้แล้วว่าผม “มีบุญ” เพราะผมสามารถพบ “พระเจ้าแผ่นดิน” หลังจากพบมา 2 ครั้งแรกได้ตลอดเวลา เพราะพระองค์ประทับใจอยู่ในใจผม

            เป็นบุญจริงๆที่ผมเกิดมาในสมัยรัชกาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

ชาย ซีโฮ่

อายุ 56 ปี

นักข่าว

+++++

3."แรกก้าว...ตามรอยพ่อ"

            ไม่กี่วันที่ในหลวงสวรรคต ครอบครัวเราได้รับรูปนี้มาจากไลน์กลุ่ม เป็นรูปที่ในหลวงและพระราชินีเสด็จมาที่ จ.สุพรรณบุรี

                              จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

            หลังเห็นรูป แม่ย้อนความทรงจำให้ฟังว่า "ตอนนั้นแม่อายุ 8 ขวบ ครูบอกให้เตรียมตัวไปรับเสด็จในหลวงและพระราชินี แม่และเพื่อนๆ วิ่งไปเข้าแถวเพื่อรอรับเสด็จทั้งสองพระองค์ ที่ประตูน้ำโพธิ์พระยา อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค แม่และเพื่อนๆ ได้ร่วมกันเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ทั้งสองพระองค์หันมาแย้มพระสรวล พร้อมทรงโบกพระหัตถ์ตอบ"  แม่บอกว่า "พระองค์ยิ้มให้ด้วย แม้วันเวลาผ่านมานานถึง 61 ปี แม่ยังจำได้มิรู้ลืม"

            จากเรื่องที่แม่เล่านั้น เราจึงเริ่มค้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นของแม่เพิ่มเติม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจและปลื้มปิติอย่างมาก จากข้อมูลระบุว่าการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรของในหลวงและพระราชินีในครั้งนั้น เป็นการเสด็จมายังจังหวัดนครปฐมและจังหวัดสุพรรณบุรี ในวันที่ 20-21 กันยายน 2498 และที่สำคัญคือเป็นการเยี่ยมพสกนิกรของพระองค์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอีกด้วย

            จากนั้นเราเริ่มค้นเรื่องอื่นๆของในหลวงเพิ่มเติม กะว่าจะอ่านเรื่องของในหลวง วันละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พระองค์ทรงพระราชดำริโครงการ จำนวน 4,000 กว่าโครงการ รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่ในหลวงทรงพระปรีชาสามารถในด้านต่างๆ เช่น ทรงพระราชนิพนธ์เพลง (48 บทเพลง) ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ ทรงเล่นดนตรี ทรงเล่นกีฬา (เรือใบ, แบตมินตัน, เทนนิส, ...) ทรงเป็นนักประดิษฐ์คิดค้น (ไม่ว่าจะเป็นเรือใบ ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นเอง หรือกังหันชัยพัฒนา สำหรับเติมออกซิเจนในแหล่งน้ำ หรือการคิดค้นฝนเทียม สำหรับการเกษตร เป็นต้น) และเรื่องอีกมากมายของในหลวงนั้น ถ้าคิดจะอ่านวันละเรื่อง ต้องเกิน 5,000 กว่าวัน ก็เกิน 15 ปี (ซึ่งข้าพเจ้ามิรู้ว่าจะได้อ่านเรื่องราวของพระองค์ได้ครบหรือไม่ เพราะเกรงว่ามะเร็งที่เคยเป็น จะกลับมาคร่าชีวิตของข้าพเจ้าจากไปก่อน)

            จึงคิดได้ว่าเพียงแค่การอ่านเรื่องราวของพระองค์วันเวลาของข้าพเจ้าก็อาจไม่เพียงพอ

            เราจึงควรทำตามรอยในหลวงหรือตามรอยพ่อเลยจะดีกว่า ซึ่งตอนนี้ข้าพเจ้าขอเริ่มเดินตามรอยในหลวงก้าวแรก ด้วยการบำรุงรักษาดินให้อุดมสมบูรณ์ ถึงแม้จะเริ่มในพื้นที่ของตนเอง โดยการปลูกหญ้าแฝก เพื่อที่จะพูดได้อย่างภูมิใจว่า “แรกก้าว...ตามรอยพ่อ” อย่างภาคภูมิใจ

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

กัญญ์ณภัค ทรัพย์สมบูรณ์

อายุ 47 ปี

อาชีพอิสระ

จ.สุพรรณบุรี

+++++