คอลัมนิสต์

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

31 ต.ค. 2559

"พ่อ" ผู้เป็นครูต้นแบบ, “ผมโชคดีที่ได้เกิดบนแผ่นดินนี้”, “กัปตันการบินไทย” ตั้งใจทำความดีถวายพ่อ, My King, “อัครศิลปิน” (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับ 31 ต.ค.59)

“พ่อ" ผู้เป็นครูต้นแบบ

            ตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ครึ่งหนึ่งของชีวิตทำงานในวิชาชีพสถาปนิก และอีกครึ่งได้ใช้ชีวิตอยู่ในงานด้านการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เรียกผมว่า ครู–อาจารย์ บ่อยครั้งที่รู้สึกเหนื่อยกับระบบการศึกษาไทยที่ผลักดันไปผิดทิศผิดทาง เหนื่อยกับนักศึกษาที่ไม่มีเป้าหมายและความมุ่งหวังในชีวิต เหนื่อยกับผู้ปกครองที่สอนให้ลูกตัวเองหนีจากจริยธรรมและความรับผิดชอบด้วยการใช้คำว่าเมตตาเป็นข้ออ้าง และเหนื่อยกับอาจารย์ที่ทำงานเป็นอาชีพ แต่ไม่ได้มีจิตวิญาญาณของวิชาชีพครู

            จากประสบการณ์งานสอนและบริหารงานศึกษาที่ผ่านมา ผมคงจะถูกสภาพแวดล้อมกลืนกิน คงจะไม่อยากจะสร้างสรรค์อะไร เพื่อใคร ปล่อยวันคืนผ่านไป ผมพยายามประคับประคองความสิ้นหวังเหล่านี้ คงทำไม่ได้ด้วยตัวเองเป็นแน่ หากไม่ได้มีแรงบันดาลใจและแบบอย่างจาก “พ่อ” พ่อของเราทุกคน

            ผมคงไม่ต้องกล่าวถึงคุณูปการที่ท่านทำให้ลูกและแผ่นดินของท่าน สิ่งที่ผมนำมายึดมั่นและยังปรารถนาที่จะเป็นครูอยู่ทุกวันนี้ เพราะเรามีพ่อที่เป็นต้นแบบของครูอย่างแท้จริง

            ต้นแบบของนักศึกษา ผมได้แรงบันดาลใจเสมอเวลาเห็นพ่อพยายามค้นคิด พัฒนาอะไรสักอย่าง ท่านเป็นนักคิด นักแก้ปัญหา และเป็นนักเรียนที่ดี ไม่ได้หมายความถึงความสุภาพ เชื่อฟังครูบาอาจารย์ แต่หมายถึงท่านเป็นผู้ใฝ่รู้ เป็นนักทดลอง นักวิเคราะห์ เพื่อรู้ให้ลึก รู้ให้กว้าง นำผลมาต่อยอดและถ่ายทอดเพื่อการศึกษาต่อไป ดังนั้นต้นแบบครูที่ดีต้องเป็นนักเรียน และนักศึกษาที่ดีด้วย อีกทั้งนักเรียนนอกจากเรียนวิชาการจากองค์ความรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติแล้ว ยังต้องเรียนรู้หลักการทำงานและความใฝ่รู้ที่ครูนั้นแสดงให้เห็นเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้นักเรียนด้วย

            ต้นแบบของจริยธรรมและศีลธรรม ใช่แต่จะใจดี มีเมตตา ผมสอนวิชาการนั้นง่ายกว่าการสอนระเบียบวินัย สิ่งที่ผมยึดหลักและปฏิบัติตามมาตลอดตามแบบพ่อ ที่อุทิศตนแสดงถึงความรับผิดชอบ และวินัยการใช้ชีวิตของตัวเอง เพื่อเป็นต้นแบบอย่างแท้จริง

            เราต้องสร้างระเบียบวินัยการใช้ชีวิตตัวเองก่อนในเรื่องการทำงาน รักษาเวลา และความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม อนาคตของนักเรียน นักศึกษาก็ต้องรู้ผิดชอบ ซื่อสัตย์ รู้ผิด รู้ถูก ต้องรับผลอย่างภูมิใจ โดยเฉพาะงานวิชาชีพสถาปัตยกรรม งานออกแบบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและชีวิตผู้อื่น

            ต้นแบบการให้โดยแท้ การหาคนเก่งที่รู้วิชาการดีและสอนได้ดีนั้นมีมาก แต่คนที่จะเป็นครู อุทิศให้ใจแก่นักศึกษาโดยเนื้อแท้เหลืออยู่น้อยมากในปัจจุบัน การให้ ไม่ได้หวังเพื่อซื้อใจหรือซื้อความเคารพจากนักศึกษา คงไม่ใช่การให้โดยแท้ พ่อพิสูจน์ให้เราเห็นมาตลอด 70 ปี ว่า การให้โดยสุจริต ทำสิ่งที่เชื่อมั่นเพื่อประโยชน์ของลูกทุกคน ไม่เคยห่วงว่าใครจะคิดอย่างไร จะชอบหรือไม่ พ่อใช้ใจที่หนักแน่นอุทิศตนเสมอ

            “งานของครูเป็นงานพิเศษผิดแปลกกว่างานอื่นๆ กล่าวในแง่หนึ่งที่สำคัญก็คือว่า ครูจะหวังผลตอบแทนเป็นยศศักดิ์ ความร่ำรวยหรือประโยชน์ทางวัตถุเป็นที่ตั้งไม่ได้ ผลได้ส่วนสำคัญจะเป็นผลทางใจ ซึ่งผู้เป็นครูแท้ก็พึงใจและภูมิใจอยู่แล้ว” (พระราชดำรัสแก่ครูอาวุโสในโอกาสที่เข้ารับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ เมื่อพุทธศักราช 2516)

            การเป็นผู้ใฝ่รู้ เป็นนักศึกษาที่ดี ส่งเสริมจริยธรรมและศีลธรรม และเป็นผู้ให้โดยแท้จริง คือหลักการและความหมายของครูที่แท้จริงที่ได้จากพ่อผู้เป็นครูต้นแบบ ของชีวิตผมและจะเป็นตลอดไป

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

อาจารย์ ดร.สรรพวัฒน์ จตุพัฒน์วรางกูร

อายุ 37 ปี

คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

+++++

“ผมโชคดีที่ได้เกิดบนแผ่นดินนี้”

            ทำไมคนไทยรักในหลวง เป็นคำถามที่ผมเชื่อว่าทุกคนไม่สามารถร้อยเรียงความคิดจากใจให้ครบถ้วนออกมาเป็นคำพูดได้ สิ่งที่พวกเราได้เห็นพระราชจริยวัตรที่งดงาม พระราชกรณียกิจอันมากมายนับไม่ถ้วน อีกทั้งคำสอนของในหลวงที่พระราชทานแก่พวกเราชาวไทยทุกคน ซึ่งผมคิดว่าท่านได้ใช้เวลาทั้งหมดของท่านคิดและทำให้พวกเราทุกคนจนมีวันนี้ ผมอยากให้ทุกคนได้น้อมนำคำสอนของในหลวงมาใช้ในชีวิตซึ่งผมคิดว่ามีประโยชน์และเป็นคำสอนที่ผมจะจดจำและนำไปใช้

            ผมอยากตอบแทนพระคุณของในหลวง

            คำสอนของในหลวงที่ผมจำได้ขึ้นใจคือ คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ ทุกวันนี้ผมได้มีโอกาสเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ ผู้รับคือผมได้รับโอกาสจากลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่ร้านผม จนทุกวันนี้ผมมีโอกาสเป็นผู้ให้แก่เด็กผู้ด้อยโอกาสทางสังคม และผมจะให้แบบนี้ตลอดไป เพราะผมมีในหลวงเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของผม

            ผมคิดว่ามีพระราชาในโลกนี้ไม่มากนักที่ทำให้ประชาชนรัก และหวงแหนได้เช่นในหลวงของเรา และทุกคนอยากทำความดีเพื่อในหลวงของเรา นี่คือความยิ่งใหญ่ของท่านและคือความภูมิใจของพวกเราชาวไทยทุกคน ผมจึงอยากทำความดีให้แก่สังคม และแผ่นดินที่ผมเกิดในสมัยรัชกาลที่ 9

            ผมโชคดีที่ได้เกิดบนแผ่นดินนี้... แผ่นดินของในหลวงของเรา

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

ธีรพัฒน์ เลิศสิริประภา

35 ปี

เจ้าของกิจการ

+++++

“กัปตันการบินไทย” ตั้งใจทำความดีถวายพ่อ

            ตั้งแต่จำความได้ ผมรับรู้มาตลอดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านทรงงานหนักมากเพื่อพสกนิกรชาวไทยหรือลูกๆของท่าน ท่านทรงสอนลูกทุกคนผ่านกระแสพระราชดำรัส และทรงปฏิบัติเป็นแบบให้ลูกได้คิด ปฏิบัติตาม และปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามมาตลอด ระยะเวลา 70 ปี

            ผมร้องไห้หนักมากเมื่อทราบว่าท่านสวรรคต สำหรับผมแล้ว ในหลวงเป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อพสกนิกรและประเทศชาติตลอดเวลา หลายครั้งที่ผมทำงานเพื่อส่วนรวมและประเทศ แต่ผลออกมาไม่ได้อย่างใจ หรือตามที่ตั้งความหวังเอาไว้ ทำให้รู้สึกเหนื่อยและท้อ แต่เมื่อผมนึกถึงในหลวงว่าท่านทรงทุ่มเทพระวรกายและจิตใจ เพื่อพสกนิกรชาวไทยอยู่ตลอดเวลา ทำให้กลับมามีพลังใจอีกครั้ง

            เพราะผมรู้สึกว่าผมเป็นเพียงคนตัวน้อยนิด และปัญหาที่ประสบอยู่นั้นก็เล็กมากเมื่อเทียบกับปัญหาใหญ่ๆ ที่พระองค์ทรงทุ่มเทแก้ไขเพื่อพสกนิกรชาวไทย ผมบอกกับตัวเองว่า เราต้องพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ และกลับมาทำงาน ตามที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ โดยน้อมนำพระราชกรณียกิจของพระองค์เป็นแบบอย่าง เป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต

            ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เกิดบนผืนแผ่นดินไทย ได้ทำประโยชน์เพื่อรับใช้แผ่นดิน เพื่อพ่อหลวง

            ผมระลึกอยู่เสมอว่า คุณความดีที่ผมตั้งใจทำอยู่นั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของสังคม หรือไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรับรู้ก็ตาม แต่ผมมั่นใจว่าพระองค์ท่านรับรู้ได้ ไม่ว่าท่านจะสถิตอยู่ ณ ที่ใด ขอดวงพระวิญญาณของท่านโปรดรับรู้ว่า ผมตั้งใจทำความดีต่อประเทศชาติและบ้านเมืองตลอดไปไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อน้อมถวายแด่ในหลวง นับจากวันนี้ไป ความรัก ความศรัทธาที่มีต่อพระองค์ท่านยังคงอยู่ตลอดไปไม่เปลี่ยนแปลง

            ผมตั้งปณิธานไว้ว่า เกิดมากี่ภพชาติก็ตาม ผมจะขอเป็นข้าฯรองพระบาททุกชาติไปครับ

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

นายวิชชุกร คำจันทร์

กัปตัน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

อายุ 50 ปี

+++++

My King

            13 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่ทำให้หัวใจแทบแหลกสลาย เมื่อต้องได้ยินสิ่งที่ไม่อยากได้ยิน และไม่คิดว่าจะได้ยิน

            ตั้งแต่เกิดมาในชีวิต สำนึกตลอดเวลาว่าเรามี “พ่อ” อยู่ 2 คน พ่อคนแรก คือพ่อผู้ให้กำเนิด พ่อผู้ให้ชีวิต และพ่อคนที่สองคือพ่อของลูกที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทย พ่อที่มีลูกถึง 70 ล้านคน

            ​ตั้งแต่เด็กจนโตทุกคืนเราจะได้เห็นข่าวในพระราชสำนักและได้ฟังพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่าน ทุกคืนเราจะได้เห็นว่าพ่อของพวกเราไปทำงานอยู่ที่ไหน ตอนนั้นเคยคิดอยู่เสมอว่าทำไมกษัตริย์ ต้องเดินลุยป่า ทำไมกษัตริย์ต้องเดินลุยน้ำ นั่งกับพื้นดิน กินข้าวกับชาวบ้าน ทำไมไม่เห็นเหมือนกษัตริย์ในนิทานที่อยู่ในวังและเต้นรำกับเจ้าหญิง พ่อคนนี้ทำงานแทบทุกวัน พ่อคนนี้ไปแทบทุกพื้นที่ของบ้านหลังใหญ่ๆ บางครั้งแอบคิดว่าท่านทำงานขนาดนั้นไปทำไม

            วันนี้คำตอบมันชัดเจนอย่างที่สุด ทุกอย่างที่พ่อทำ ทำให้ลูกๆ เกือบ 70 ล้านคนของพ่ออยู่ได้ดีในบ้านของเรา มีคำสอนมากมายเหลือเกินที่ท่านเคยตรัสไว้

            สิ่งหนึ่งที่ไม่เพียงแต่คำพูดเท่านั้น ท่านทรงทำให้ลูกทุกคนเห็นถึง “ความพอเพียง” ของพ่อ จำได้ขึ้นใจท่านเคยสอนไว้ว่า พอเพียงคือเพียงพอ ถ้าเรารู้จักความเพียงพอ เราจะเข้าใจความพอเพียงที่แท้จริง

            ​การก้าวผ่านช่วงเวลาที่ทรมานหัวใจของลูกๆ คนไทยทุกคนมันยากเหลือเกิน วันนี้วันที่พ่อไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้วจริงๆ พวกเราพยามทำความเข้าใจกับความจริงของธรรมชาติ แต่ก็อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ฝันร้าย สุดท้ายในเมื่อเป็นแบบนั้นไปไม่ได้

            ในฐานะลูกของท่านคนหนึ่ง จะขอใช้ชีวิตตามแบบอย่างที่ท่านเคยสอนไว้ให้ดีที่สุด เราเชื่อแน่ว่าพระองค์ยังไม่ได้จากพวกเราไปไหน ทุกครั้งที่คิดถึงพระองค์ ลองจับหัวใจตัวเองดู ท่านจะยังคงอยู่กับเราตลอดจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

            ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป รักพระองค์สุดหัวใจ

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

หนึ่งธิดา กุลเสวต

อายุ 39 ปี

ผู้เชี่ยวชาญการตลาด

ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)

+++++

“อัครศิลปิน”

            พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนัก แม้พระองค์จะมีพระราชกรณียกิจอย่างมากมายก็ยังคงมีเวลาสร้างสรรค์พระราชนิพนธ์ทางดนตรี ซึ่งไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดที่ทรงงานหนักและเสียสละเวลาเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่พสกนิกร

            ไม่แปลกที่ท่านได้รับการถวายคำยกย่องในฐานะทรงเป็นนักดนตรีแจ๊สที่มีอัจฉริยภาพสูง ส่วนตัวผมเองได้ข้อคิดที่ดีมาจากพระราชดำรัสที่พระองค์ตรัสไว้ว่า “...ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของข้าพเจ้าจะเป็นแจ๊สหรือไม่แจ๊สก็ตาม ดนตรีล้วนอยู่ในตัวคนทุกคน เป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเรา สำหรับข้าพเจ้า.. ดนตรีคือสิ่งประณีตงดงามและทุกคนควรนิยมในคุณค่าของดนตรีทุกประเภท เพราะว่าดนตรีแต่ละประเภทต่างก็มีความเหมาะสมตามแต่โอกาสและอารมณ์ที่แตกต่างกันไป...” (พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาในปี 2503 พระองค์ได้พระราชทานให้สัมภาษณ์แก่วิทยุเสียงอเมริกา)

            ผมในฐานะนักดนตรีและครูที่สอนดนตรีได้มีพระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องของ “การให้” ในด้านดนตรี พระองค์ทรงริเริ่ม สร้างสรรค์ถ่ายทอดแนวทางและบทเพลงไว้ให้แก่ปวงชนชาวไทยและผู้คนทั่วโลก จากจุดนี้จึงทำให้ผมได้ร่วมงานกับ Jazz happens และมีโอกาสถ่ายทอดความรู้แก่ผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหรือผู้ที่สนใจ โดยที่ผมหวังว่าความรู้ที่ผมถ่ายทอดไปนั้นจะมีประโยชน์ต่อคนอื่นๆ อีกมากมาย

            ผมว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดเทียบเท่าพระองค์ที่ทรงเป็นอัครศิลปินยิ่งใหญ่ในใจคนไทยได้อีกแล้ว

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"   

เกียรติกุล สินันตา

38 ปี

นักดนตรี

+++++