คอลัมนิสต์

พระมหากษัตริย์ กับ อำนาจนิติบัญญัติ

พระมหากษัตริย์ กับ อำนาจนิติบัญญัติ

01 พ.ย. 2559

นายประสพสุข บุญเดช อดีตประธานวุฒิสภา เขียนบทความพิเศษถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

            ผมรับราชการเป็นผู้พิพากษามานานกว่า 30 ปี ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2551 ผมได้มีโอกาสทำงานการเมือง โดยได้รับการสรรหาเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และได้รับเลือกจากสมาชิกวุฒิสภาให้ทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา 3 ปี จึงนับเป็นครั้งแรกที่ผมสัมผัสกับการเมือง

            ผมมีความรู้สึกว่ารัฐสภาในฐานะองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติที่เป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้ผ่านรัฐสภา จึงสมควรที่ ส.ส. และ ส.ว. จะต้องน้อมนำพระบรมราโชวาทมาเป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นธรรม และยุติธรรมเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเช่นเดียวกับศาล ให้สมกับที่ในห้องประชุมรัฐสภาก็มีพระบรมสาทิศลักษณ์ของพระองค์ท่านอยู่เหนือบัลลังก์ประธานสภาเช่นเดียวกับในบัลลังก์ศาล

            ในการตรากฎหมายโดยรัฐสภานั้น เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบในร่างกฎหมายแล้ว ก็ส่งให้วุฒิสภาพิจารณา เมื่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้วก็เสนอไปให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ในการที่พระองค์ท่านจะลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายฉบับใดนั้นในทางปฏิบัติคณะองคมนตรีซึ่งมีจำนวน 19 ท่าน จะทำหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระองค์ท่านว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่เพียงใด ซึ่งในคณะองคมนตรีนี้มีอดีตประธานศาลฎีการวมอยู่ด้วย 4-5 ท่าน ความเห็นต่อร่างกฎหมายจึงมีเหตุผลและมีความเป็นกลาง

            เท่าที่ผ่านมาพระองค์ท่านก็ได้พิจารณาความเห็นของคณะองคมนตรีประกอบพระบรมราชวินิจฉัยและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายเพื่อให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้แทบทุกกรณี พระองค์ทรงให้เกียรติและไว้วางพระราชหฤทัยในรัฐบาลที่มีส่วนใหญ่เป็นผู้เสนอร่างกฎหมาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยที่เห็นชอบกับร่างกฎหมายมาโดยตลอด แม้กฎหมายนั้นจะกระทบถึงสิทธิในทรัพย์สินส่วนพระองค์ เช่น กฎหมายภาษีการรับมรดกก็ตาม

            ตามรัฐธรรมนูญและประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจที่จะยับยั้งร่างกฎหมายได้ โดยพระราชทานคืนมายังรัฐสภา เท่าที่ผ่านมาพระองค์ทรงใช้พระราชอำนาจนี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2535 ที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ให้เพิ่มโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท ในความผิดฐานหมิ่นประมาท และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดค่าสินไหมทดแทนในการละเมิดกรณีหมิ่นประมาทให้คิดค่าสินไหมทดแทน 2 เท่าของค่าปรับทางอาญา

            ร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการจำกัดดุลพินิจของศาล ไม่สอดคล้องกับเสรีภาพของสื่อมวลชน นายกรัฐมนตรี ได้นำร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับขึ้นทูลเกล้าฯ พระองค์ท่านไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ยังไม่ได้มีการส่งกลับคืนก็มีการยุบสภา ทำให้เรื่องเงียบไป

            อีกครั้งหนึ่งกรณีร่างพระราชบัญญัติเหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีการพิจารณาในปี 2546 ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ นั้น ได้พบความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในมาตรา 3 ซึ่งอธิบายลักษณะของเหรียญว่ามีพระรูปสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่าง ๆ ประกอบด้วย“เหรียญรัตนาภรณ์ รัชการที่ 8” เป็นต้น โดยความเป็นจริงเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลอื่น

            ทำให้เกิดปัญหาขึ้นเนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องนำร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 20 วัน และไม่สามารถเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาได้เนื่องจากมิใช่กรณีร่างพระราชบัญญัติมีข้อความขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจึงต้องนำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แก้ไขเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น พระองค์ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวคืนรัฐสภา เท่ากับเป็นการใช้พระราชอำนาจในการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ให้มีโอกาสแก้ไขความคลาดเคลื่อนได้โดยชอบด้วยกระบวนการนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ

            ในช่วงที่ผมทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาในต้นปี 2551 ขณะนั้นเป็นช่วงวิกฤตทางการเมือง ซึ่งได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 และเริ่มเป็นวิกฤตที่ชัดเจนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในปี พ.ศ. 2551 เริ่มมีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มประชาชนเพื่อขับไล่รัฐบาล เกิดมีประชาชนสองกลุ่มที่แสดงความเห็นขัดแย้งกันอย่างชัดเจน คือ กลุ่มต่อต้านรัฐบาล และกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล ความเห็นขัดแย้งได้ลุกลามเข้ามาสู่การทำงานของสมาชิกวุฒิสภาเช่นเดียวกันด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ โดยแท้ ผมได้น้อมนำพระบรมราโชวาทของพระองค์ ที่ได้พระราชทานแก่ผู้พิพากษาที่ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ มาปรับใช้ในการทำหน้าที่ในการนำการประชุม และในการแก้ปัญหาข้อความเห็นต่างระหว่างสมาชิก โดยการรับฟังทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นกลาง พยายามอะลุ่มอล่วย ให้ความเป็นธรรม และใจเย็นจนทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

            ขอเล่าถึงความประทับใจเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 ประธานวุฒิสภาญี่ปุ่น ฯพณฯ นายซัทสุกิ เอดะ ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของวุฒิสภา เพื่อกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างองค์กรนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ ในโอกาสนั้น พระองค์ท่านได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผมและรองศาสตราจารย์ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา นำท่านประธานวุฒิสภาญี่ปุ่น และคณะเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เวลา 17.17 นาฬิกา

            หลังจากได้ทรงมีพระปฏิสัณฐานกับประธานวุฒิสภาญี่ปุ่น ในเวลาอันสมควร และอาคันตุกะได้กราบบังคมทูลลาออกไปแล้ว พระองค์ท่านได้มีพระราชกระแสรับสั่งกับผม และรองประธานฯ ทัศนา ซึ่งรอกราบบังคมทูลลาเป็นสองคนสุดท้าย โดยได้ทรงขอบใจที่ได้นำประธานวุฒิสภาญี่ปุ่นไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และได้พระราชทานดำรัสชมเชยว่า ทำหน้าที่ประธานในวุฒิสภาได้ดี ทั้งยังได้ทรงมีพระราชปรารภพระราชทานว่า บ้านเมืองมีเรื่องยุ่ง ๆ อยู่ต้องช่วยกันดูแลประคับประคอง ขอฝากด้วย

            ผมและรองประธานฯ ทัศนา ได้กราบลงพื้นด้วยความตื้นตันใจและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้และได้ปวารณาร่วมกันว่า จะปฏิบัติภารกิจให้ดีที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะทำได้

            ผมได้เรียนรู้จากพระราชกระแสรับสั่งที่ได้รับในครั้งนั้นว่า ได้ทรงติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิดจริง ๆ เป็นบุญของคนไทยที่มีพระมหากษัตริย์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการเสวยราชสมบัติ พระองค์ท่านทรงทำงานหนักในการสร้างประโยชน์สุขให้อาณาประชาราษฎร์ พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงทุ่มเท เสียสละ เพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์

            การที่ประชาชนต่างพร้อมใจกันร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นแสน ๆ คนก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่แสดงถึงความผูกพันต่อพระองค์ท่านอย่างสุดซึ้ง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ปกแผ่คุ้มเกล้าให้ประชาชนชาวไทยมีความสุข ความสงบร่มเย็น ตามคำร้องที่ว่า“เย็นศิระเพราะพระบริบาล ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์”แสดงให้เห็นถึงการที่พระองค์ทรงครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามดังพระปฐมบรมราชโองการอย่างแท้จริง

            ผมขอให้นักกฎหมายและผู้มีอำนาจในการใช้กฎหมายน้อมนำพระราชดำรัสและหลักแนวคิดของพระองค์ท่านทุกองค์ในเรื่องการทำหน้าที่ด้วยความถูกต้องตามกฎหมาย มีความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นธรรม และยุติธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าสิ่งใด ดังพระราชดำรัสความว่า “กฎหมายนั้นมีไว้สำหรับให้มีช่องโหว่ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าจะทำได้ตรงไปตรงมาตามตัวบท จำต้องใช้ความพินิจพิจารณาอยู่เสมอ จึงต้องมีศาลไว้ถึงสามศาล และต้องสำนึกว่ากฎหมายไม่ใช่เครื่องจักร แต่เป็นสิ่งที่ต้องใช้สมองคิด และสมองนี้สามารถที่จะยืดหยุ่นได้” และมิให้นำช่องโหว่ของกฎหมายไปใช้ในทางทุจริต ดังพระราชดำรัสความว่า “กฎหมายนี้มีช่องโหว่เสมอ ถ้าเราถือโอกาสในการมีช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อการทุจริตนั้นเป็นสิ่งที่เลวทราม และทำให้นำไปสู่ความหายนะ แต่ถ้าใช้ช่องโหว่ในกฎหมายเพื่อสร้างสรรค์ก็เป็นการป้องกันมิให้ใช้ช่องโหว่ของกฎหมายในทางทุจริต”

            สำหรับประชาชนนั้นควรเคารพต่อกฎหมาย และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งและหยุดรถเมื่อได้สัญญาณไฟแดงเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปด้วย

 

นายประสพสุข บุญเดช

อดีตประธานวุฒิสภา

พระมหากษัตริย์ กับ อำนาจนิติบัญญัติ