
จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"
คำถามที่ไม่ต้องตอบ, ปลื้มใจ..ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายงานแนบชิดพระบาท 2 ครั้ง, น้อมนำ“ความพอเพียง”มาปรับใช้, จะดูแล ต้นไม้ของพ่อ (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก 1 พ.ย.59
1.คำถามที่ไม่ต้องตอบ...
วันนี้ ไม่มีแล้ว องค์ราชัน
พสกนิกร ขวัญหาย พะวงหา
น้อมรำลึก พระราชกรณียกิจ ทรงยาตรา
ขอเป็นข้า รองพระบาท ทุกชาติไป
ภาพที่ชินตาตั้งแต่เด็ก และจ้องดูตั้งแต่ที่บ้านมีทีวีขาวดำจนดูทีวีสี คือ ข่าวพระราชกรณียกิจของในหลวง สมเด็จพระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เสด็จฯ ไปยังท้องถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ มองรูปถ่ายที่แม่พาไปนั่งเฝ้ารับเสด็จ ที่วัดเทวสังฆาราม (พระอารามหลวง) หรือวัดเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ตอน 6 ขวบ เมื่อวันอังคารที่ 4 ธันวาคม 2516 ยิ่งซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
ผมชอบถามแม่เสมอถึงภาพความประทับใจในครั้งนั้น
แม่เล่าให้ฟังว่า ลูกบอกอยากเข้าไปกราบในหลวง แล้วก็คลานออกไปกราบพระบาท ในหลวงและสมเด็จพระราชินี ทรงแย้มพระสรวล ทอดพระเนตรสักครู่ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไป
พอมาเรียนกรุงเทพฯ ผมจะมีรูปตอนกราบในหลวงอยู่ในกระป๋าสตางค์ตลอด นับเป็นบุญหัวของเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง เป็นสิริมงคลกับชีวิตอย่างหาที่สุดมิได้
เมื่อได้เดินทางไปตามที่ต่างๆ จะเห็นโครงการพระราชดำริที่ทรงคิดค้นเพื่อแก้ปัญหาให้แก่พื้นที่นั้นๆ ยิ่งทำให้เกิดความภาคภูมิใจมากว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมาก ทรงดูแลพสกนิกรด้วยทศพิธราชธรรม
พระราชกรณียกิจที่โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจออกอากาศให้ชมกันทุกวันในวันนี้เป็นคำตอบให้แก่เด็กรุ่นใหม่ได้ดี โดยผู้ใหญ่ไม่ต้องตอบคำถามว่าทำไมคนไทยถึงจงรักภักดี และ “รักในหลวงมาก”
อภิมาศ พงษ์ไพบูลย์
ผู้ช่วยหัวหน้าข่าว หนังสือพิมพ์ข่าวสด
+++
2.ปลื้มใจ... ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายงานแนบชิดพระบาท 2 ครั้ง
คืนวันที่ 13 ตุลาคม สิ้นเสียงประกาศอย่างเป็นทางการว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต ผมพยายามตั้งสติเเละให้เหตุผลกับตัวเองถึงวัฏจักรของชีวิต แต่ก็ต้านความรู้สึกลึกๆ ของจิตใจไม่ได้ นาทีนั้นน้ำตาของผมไหลออกมาไม่หยุด
ผมยังจำภาพเมื่อครั้งเคยเข้าเฝ้าฯ ถวายงานแนบชิดพระบาท เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552 ได้ว่า เป็นเวลา 17.40 น. ที่วังไกลกังวล ตอนนั้นผมรับตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และคณะ ได้เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวาย “เหรียญข้าวทองคำ” สดุดีพระเกียรติคุณ เทิดทูนพระอัจฉริยภาพ พร้อมสิทธิบัตรยีนข้าวหอม
ต่อมาได้เข้าเฝ้าฯ ถวายงานอีกครั้ง เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2553 เวลา 18.03 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช พร้อมมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช และ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นำเฝ้าฯ
ทั้งสองเหตุการณ์นี้ผมไม่สามารถหาถ้อยคำมาพรรณนาบรรยายเหตุการณ์นาทีนั้นได้ โดยเฉพาะในภาพความจำเเรก เมื่อสิ้นสุดพระราชกรณียกิจ พระองค์เสด็จฯ ออกจากห้องที่ประทับ โดยคณะเฝ้าฯ ยังยืนพูดคุย เเลกเปลี่ยนความรู้สึกและร่ำลากัน
ทันใดนั้นเอง พระองค์ท่านเสด็จฯ กลับเข้ามายังห้องประทับอีกครั้ง ทั้งคณะทรุดตัวลงเเทบพื้นกราบฝ่าพระบาท ระคนความตื่นเต้นตื้นตัน ผมโชคดียิ่งที่ยืนบริเวณด้านหน้าพอดี จึงทรุดลงข้างพระบาทก้มกราบศีรษะแนบพระบาทที่สุด เท่าที่จะตั้งสติได้ในยามนั้น พระองค์ทรงยืนตรัสกับคณะอีกร่วม 20 นาที
ความตอนหนึ่งที่ผมประทับใจในพระอารมณ์ขันอย่างยิ่ง ถึงเรื่องรากฟันเทียม พระองค์รับสั่งกับคุณหญิงกัลยาว่า “โครงการรากฟันเทียมที่เราเรียกว่าฟันยิ้ม เพราะเราเห็นคุณมะลิ(แม่นมคุณทองเเดง)ทานอะไรไม่ค่อยดี น่าจะเจ็บฟัน เมื่อรักษาหายเราก็เห็นคุณมะลิยิ้ม” คณะทุกท่านยิ้มเเละปลาบปลื้มในพระอารมณ์ขันของพระองค์อยู่นานทีเดียวและได้เป็นที่มาของคำว่า โครงการฟันยิ้ม ในขณะนั้น
อีกความถัดมา พระองค์ตรัสถึงความห่วงใยราษฎรยากไร้ ซึ่งไม่อาจเข้าถึงระบบรากฟันเทียมเพราะมีราคาสูงมาก จึงตรัสว่า “อย่าลืมคนจน” คุณหญิงกัลยาจึงกราบบังคมทูลว่า ได้พยายามนำเข้าสู่ระบบประกันสังคมให้ได้มากที่สุด ขณะที่คุณหญิงกัลยากล่าวถึงคนจน พระองค์ท่านยกพระหัตถ์และทรงชี้ที่พระทนต์(ฟัน) ตรัสว่า “เราก็ใช้” เป็นที่ปลาบปลื้มแก่คณะขึ้นไปเป็นลำดับที่พระองค์ทรงคิดถึงลูกของพระองค์ทุกคนทุกเวลา ไม่ว่ายากดีมีจนหรืออยู่แห่งหนใดก็ตามบนผืนแผ่นดินนี้
ทั้ง 2 ภาพความทรงจำที่แล่นมากระทบความรู้สึกของผม ทำให้ตั้งสติมั่นกลับคืนมาว่า พระองค์ไม่ได้จากเราไปไหนเลย คงทรงสถิตในหัวใจของพวกเราเสมอไป สิ่งที่ผมคิดได้ช่วงนั้นคือ รวบรวมแรงกาย ใจ ไปกราบบังคมทูลลาพระองค์ชั่วคราวและส่งเสด็จ แล้วกลับมาดำเนินหน้าที่ลูกของพระองค์และคนไทยตามหน้าที่ โดยกำลังมุ่งตามรอยพระบาทที่เสด็จพระราชดำเนินไปตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์
ผมให้กำลังใจตัวเองและขอให้กำลังใจพี่น้องคนไทยในยามนี้ ให้แปรเปลี่ยนความเสียใจเป็นพลังกายใจก้าวเดินตามรอยพระบาทของพ่อจนกายจะดับสูญ จงภูมิใจร่วมกันที่เราเกิดบนเเผ่นดินเดียวกันในรัชสมัยนี้ เพราะเราชาวไทยได้เห็นพ่อหลวงของพวกเรา ที่ทำเพื่อพวกเรามาตลอดพระชนม์ชีพ ผมเชื่อว่าพระองค์ทรงเฝ้ามองลูกๆ ของพระองค์เสมอ
ขอกราบพระบาททุกชาติไป
ภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
อายุ 44 ปี
ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์
+++++
3.น้อมนำ “ความพอเพียง” มาปรับใช้ และท่องไว้ในใจเสมอ
ดิฉันเชื่อว่าเราทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า “เศรษฐกิจยุคฟองสบู่” เมื่อราวๆ 20 ปีที่ผ่านมา ยุคนั้นเป็นยุคที่เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ และธุรกิจทุกประเภทมีสภาพคล่องสูงมาก อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสูงมากกว่า 10% ติดต่อกัน 2-3 ปี ทุกๆ คนหลงละเลิงกับสภาวะเศรษฐกิจในยุคนั้น
จะเห็นว่ามีการกู้หนี้ยืมสินจากสถาบันการเงิน และการลงทุนที่เกินกำลังของตัวเองทั้งนั้น แต่อยู่ๆ ก็เกิดสถานการณ์ภาวะสงครามในต่างประเทศ และภาวะดังกล่าวก็ส่งผลกระทบมาที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน ยุคฟองสบู่ที่เฟื่องฟูจึงกลายเป็น “ยุคฟองสบู่แตก” เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น ส่งผลให้เศรษฐกิจและธุรกิจทุกประเภท ทุกคน ต่างเจ็บตัวกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะนักธุรกิจ ดังเราจะเห็นว่ามีข่าวฆ่าตัวตาย หนีภาระหนี้สินของนักธุรกิจตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยครั้ง
ดิฉันเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน บอกได้เลยว่า แทบเอาตัวไม่รอดจากภาระหนี้สิน ภาระค่าแรง เงินเดือนของลูกจ้างพนักงาน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็เดินหน้าไม่หยุด ต้องปรับโครงสร้างหนี้สินก้อนโต ต้องขอผ่อนชำระเงินให้เจ้าหนี้ทางการค้า ต้องทยอยแบ่งจ่ายค่าแรงเงินเดือนให้ลูกจ้างและพนักงานต้องประหยัด และอดทนเป็นที่สุด ผลพวงก็มาจากความประมาทและความโลภ อยากให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไร้ภูมิคุ้มกัน
ระหว่างที่เกิดความยากลำบากของชีวิตนั้น สิ่งที่ดิฉันนำมาใช้และท่องไว้ในใจตลอด คือ “ความพอเพียง” ตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย เราปรับตัวเองหันมายึดหลักความพอเพียง ทำธุรกิจตามกำลังที่สามารถทำได้ ทำธุรกิจด้วยความไม่ประมาทไม่ก่อหนี้สินจนเกินตัว ใช้เวลาฟื้นฟูตัวเองด้วยแนวคิดตามหลักความพอเพียง โดยใช้เวลาไม่ถึง 6 ปีก็สามารถกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งจากผู้ที่ต้องแบกภาระหนี้สินมากมาย มาสู่สภาพการทำธุรกิจโดยไม่ต้องมีภาระหนี้สิน ธุรกิจมีกำไรทั้งตัวเลขและเวลา
นี่เป็นแค่เพียงหนึ่งแนวทางเท่านั้นที่ในหลวงพระราชทานแก่ประชาชนทุกๆ คนด้วยความรัก ความเมตตา โดยแท้จริง ในทุกๆ คำสอนของพระองค์ท่านหากเราได้น้อมนำมาปฏิบัติปรับใช้กับชีวิตจริงได้ จะเป็นมงคลต่อชีวิตของเราทั้งสิ้น และยังมีโครงการพัฒนาต่างๆ อีกมากมายเหลือคณานับที่พระองค์ท่านทรงสร้างให้แก่ประชาชน ได้มีชีวิต ความเป็นอยู่ ความรู้ ความสามารถในการดำรงชีวิต สุขภาพที่ดีขึ้น
ตลอดเวลาดิฉันได้เห็นแต่สิ่งดีงามที่พระองค์ท่านพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย ทำให้เราสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
ดิฉันขอปฏิญาณว่าจะเป็นคนดีของสังคม ของประเทศชาติ จะน้อมนำแนวทางของพระองค์มาใช้กับชีวิตประจำวัน
นางชุมศิลป์ โสตถิปรีดาวงศ์
อายุ 52 ปี
นักธุรกิจ/ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอ่างทอง
+++
4.จะดูแล ต้นไม้ของพ่อ ให้งดงามตลอดไป
ดิฉันมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ เพียงครั้งเดียว คือในวันรับพระราชทานปริญญา แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชดำริ ตลอดจนการทรงงานของพระองค์ท่าน เป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตของดิฉันตลอดมา
ดิฉันภูมิใจเสมอที่ได้เกิดเป็นคนไทยและอาศัยบนผืนแผ่นดินไทย ในแผ่นดินรัชกาลที่ 9
ในสมัยยังเป็นเด็กนักเรียน เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกเย็นบ้านเราจะคุ้นเคยกับภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน และพระบรมวงศานุวงศ์ ผ่านช่องการสื่อสารต่างๆ ภาพที่พวกเราคุ้นตาคือ ภาพที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ที่พวกเราไม่เคยไป ซึ่งเป็นความตื่นเต้น และตื่นตาตื่นใจไม่น้อยกับภาพพระราชกรณียกิจเหล่านั้น
เมื่อโตขึ้น ดิฉันไม่เคยนึกเลยว่า สิ่งที่เป็นภาพติดตาตั้งแต่ยังเล็ก จะเป็นแรงบันดาลใจและฝังอยู่ในจิตใจของดิฉันกับกลุ่มเพื่อนสนิท
เราเห็นว่าในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อส่วนรวม แม้ว่าพวกเราไม่มีโอกาสทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติตลอดเวลาเหมือนคนอื่น แต่เมื่อมีโอกาสช่วงวันหยุดยาว เรามีกิจกรรมที่ทำร่วมกัน คือ สนับสนุนการเรียนของนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร และได้เดินตามรอยพระบาทไปในสถานที่ที่เคยทรงงาน ทำให้สุขใจทุกครั้งที่หวนนึกถึง
ย้อนกลับไปหลังจากที่เรียนจบ ดิฉันมีโอกาสรับราชการอยู่ 1 ปี ดีใจและภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสรับราชการตามรอยคุณทวด คุณปู่ คุณย่า และที่สำคัญได้เป็นข้าฯ ของพระราชา
แต่สถานการณ์ชีวิตก็ได้ทำให้ดิฉันมีโอกาสเข้าทำงานในหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้ได้มีโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน องค์การระหว่างประเทศ หน่วยงานเอกชน ธุรกิจครอบครัว จนในวันนี้ ได้กลับมาทำงานเพื่อส่วนรวมอีกครั้งในสถาบันการศึกษา
ดิฉันมุ่งมั่นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใด ก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคง รุ่งเรืองและสามัคคี ดิฉันจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งจากประสบการณ์ในการทำงาน การทำกิจกรรมต่างๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย
อีกแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันลืมเลย คือ แรงบันดาลใจจากการทรงงานของพระองค์ท่าน ในช่วงที่ดิฉันเรียนปริญญาเอก สาขาการบริหารการพัฒนา ซึ่งทุกคนที่เรียนปริญญาเอกจะเข้าใจดีว่า ช่วงหนึ่งของการเรียน คือการทำวิทยานิพนธ์ จะมีช่วงที่ “จิตตก” ช่วงที่เหมือนเดินไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ จะถอดใจอยู่แล้ว
แต่ได้ตระหนักทุกครั้งที่จะถอดใจว่า เรานี่นะได้มีโอกาสรับทุนกาญจนาภิเษก จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นทุนที่มีความหมายมาก เป็นทุนที่พัฒนาให้เกิดมันสมองของประเทศไทย ให้นำความรู้มาพัฒนาประเทศ เราควรที่จะต้องสู้ ต้องมีความพยายามมากกว่าที่เป็นอยู่ ทุกครั้งที่ถอดใจก็จะนึกถึงในหลวง คำที่พ่อสอนคนไทยทุกคนให้มี “ความเพียร”
ชีวิตในช่วงนั้น ถอดใจ ฮึดสู้ วนเวียนสลับไปมาพอสมควร แต่แล้วทุกครั้งที่ต้องทำจิตให้ตกผลึก นอกเหนือจากการทำจิตให้เกิดสมาธิ เพื่อให้เกิดสติ และปัญญา จะต้องคิดถึงคำสอนของพระองค์ท่าน ของพ่อและแม่ดิฉัน ครูอาจารย์ ไปจนถึงเสียงเพลงเพื่อให้เกิดกำลังใจ ซึ่งเป็นที่มาของเพลงสำคัญในการสร้างพลังฮึดเมื่อเจออุปสรรค เป็นพลังที่ช่วยทำจิตใจให้เข้มแข็ง ให้ชนะความอ่อนแอของตนเองให้ได้ คือเพลง “ต้นไม้ของพ่อ”
ครั้งหนึ่ง ดิฉันได้รับเชิญให้เข้าร่วมโครงการ “ในหลวงในดวงใจ” และได้รับโจทย์มาว่าเมื่อกล่าวถึง ในหลวง เราคิดถึงอะไร ดิฉันตอบไปว่านึกถึง “ต้นไม้” และ “ผืนแผ่นดินในประเทศไทย” เพราะ ต้นไม้คือแนวคิด คือ พระราชดำรัส ที่ได้แนะนำแนวทางในการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนของพสกนิกรของพระองค์ท่าน เหมือนพ่อที่โอบกอดลูกๆ พร้อมให้การคุ้มครองและความอบอุ่น ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อพวกเรารับฟังท่าน ฟังแบบมีเหตุผล มีสติ เพื่อให้เกิดปัญญา รับรู้และเข้าใจในสิ่งที่ท่านสอน เราก็จะสามารถนำแนวคิดเหล่านั้นมาปรับสู่การปฏิบัติที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของเรา
ถึงวันนี้ดิฉันไม่เคยลืมสัญญาที่ให้กับพระองค์ท่านว่า “จะดูแล ต้นไม้ของพ่อ ให้งดงามตลอดไป”
ดร.รัชดา ไชยคุปต์
อายุ 46 ปี
นักวิจัยอาวุโส / อาจารย์
ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
+++



