คอลัมนิสต์

เชื่อมทางสร้างถนน มากล้นพระปรีชา

เชื่อมทางสร้างถนน มากล้นพระปรีชา

31 ต.ค. 2559

บายไลน์ ทีมข่าวไพรม์ไทม์

จะมีพระมหากษัตริย์กี่พระองค์ในโลก ที่ใส่พระราชหฤทัยในการแก้ปัญหาทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องจราจร ที่ควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารของประเทศ

แต่คำถามที่มากไปกว่านั้นก็คือ จะมีพระมหากษัตริย์กี่พระองค์ที่มี “ความฝัน” เป็นการสร้างถนน แก้รถติดให้พสกนิกรในวันฉลองการครองราชย์ของพระองค์

พุทธศักราช 2514 เป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ เพราะเป็นปีที่ความฝันของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้นเป็นจริง และความฝันของพระองค์นั้น ไม่ใช่ของขวัญที่รัฐบาลตั้งใจทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระองค์เอง แต่กลับเป็นความฝันที่พระองค์ทรงตั้งใจพระราชทานแก่ “คนไทย” ในปีแห่งพระราชพิธีรัชดาภิเษก เพื่อฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี นั่นก็คือ “ถนนรัชดาภิเษก”

“ขอเถิด อนุสาวรีย์อย่าเพิ่งสร้าง สร้างถนนดีกว่า สร้างถนน เรียกว่า วงแหวน เพราะมันเป็นความฝัน เป็นความฝันมาตั้งนานแล้ว เกือบ 40 ปี อยากสร้างถนนวงแหวน...”

เชื่อมทางสร้างถนน มากล้นพระปรีชา

พระราชดำรัส ที่ พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (เลขาธิการ คจร.) เล่าว่า รัฐบาลสมัยนั้นกราบบังคมทูลว่า จะขอสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ถวายพระองค์ แต่พระองค์รับสั่งตอบดังว่า นั่นจึงเป็นที่มาของถนนเส้นนี้ ที่เป็นวงแหวนเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย รองรับปัญหาจราจรด้านในของกรุงเทพมหานครทั้งหมด

“รัชดาภิเษก” เป็นถนนวงแหวนรอบในของกรุงเทพฯ ความยาวกว่า 45 กิโลเมตร เริ่มจากสะพานข้ามคลองบางกอกใหญ่ ผ่านสะพานกรุงเทพ ตัดผ่านถนนพระราม 3 สุขุมวิท เพชรบุรี พระราม 9 ลาดพร้าว-วิภาวดีรังสิต ประชาชื่น ข้ามสะพานพระราม 7 เข้าเขตบางกรวย จ.นนทบุรี แล้วรวมกับถนนจรัญสนิทวงศ์ บรรจบที่แยกท่าพระ

เชื่อมทางสร้างถนน มากล้นพระปรีชา

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทรงวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างถนนรัชดาภิเษก ณ บริเวณเชิงสะพานกรุงเทพตัดกับถนนเจริญกรุงเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2514 เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ชั้นในทั้งหมด แต่เมื่อถนนรัชดาภิเษกเปิดใช้งานในปี 2519 ได้ไม่นาน พระองค์ยังทอดพระเนตรเห็นว่าถนนเส้นนี้อาจสร้างปัญหาต่อการใช้งานของประชาชนได้ในอนาคต

ด้วยการจราจรที่หนาแน่น รถวิ่งด้วยความเร็วสูงบนถนนรัชดาภิเษก หน้าศาลอาญา และมีประชาชนเดินทางไปมาอยู่ตลอดเวลา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์กว่า 3 ล้านบาท เพื่อให้กรุงเทพมหานครก่อสร้างสะพานลอยข้ามถนนรัชดาฯ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนของพระองค์

หากวงแหวนรอบในอย่างถนนรัชดาภิเษกเกิดขึ้นเพื่อรองรับปัญหาการจราจรชั้นในของกรุงเทพฯ ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล วงแหวนรอบนอกอย่าง “กาญจนาภิเษก” หรือ “ทางหลวงหมายเลข 9” จึงเกิดขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ปริมณฑลและต่างจังหวัด

พ.อ.วินัย สมพงษ์ อดีต รมว.คมนาคมและอดีตรองผู้ว่าฯ กทม.เล่าว่า "ประชาชนที่ต้องการเดินทางจากภาคเหนือไปภาคใต้ หรือจากตะวันตกไปตะวันออก ไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้ามาในกรุงเทพฯ เลย สะดวกสบายมาก เพราะไม่ต้องวิ่งเข้าตัวเมืองกรุงเทพฯ แต่สามารถใช้ถนนวงแหวนรอบนอกได้เลย จะอ้อมจากใต้ไปเหนือ จะเหนือไปใต้ จากตะวันตกไปตะวันออก หรือออกไปตก ก็นับว่าสะดวกที่สุด ทั้งทุ่นระยะทาง ทุ่นระยะเวลา นับเป็นพระปรีชาสามารถของพระองค์อย่างแท้จริง”

“กาญจนาภิเษก” เชื่อมต่อกันเป็นวงแหวนล้อมรอบตัวเมืองกรุงเทพฯ เริ่มต้นก่อสร้างปี 2521 ในช่วงตลิ่งชัน-บางบัวทอง จนเสร็จสมบูรณ์ครบทุกส่วนในปี 2550 ครอบคลุมทั้งทิศตะวันตก ในพื้นที่ จ.นนทบุรี ปทุมธานี กรุงเทพฯ รวมถึงด้านใต้ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ

ถนนกาญจนาภิเษกมีระยะทางกว่า 168 กิโลเมตร ตลอดทั้งสายมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 2 แห่ง ทั้งสะพานเชียงราก จ.พระนครศรีอยุธยา และสะพานกาญจนาภิเษก ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการและยังเชื่อมต่อกับสะพานภูมิพล และถนนวงแหวนอุตสาหกรรม บรรเทาปัญหารถติดนอกเมืองได้เกือบทั้งหมด

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อ “กาญจนาภิเษก” อันหมายถึงพระราชพิธีที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี 2539 และ “กาญจนาภิเษก” ก็ได้กลายเป็นทางหลวงหมายเลข 9 จากกรมทางหลวงนับแต่นั้นมา

แม้ความคับคั่งของการจราจรในกรุงเทพฯชั้นในและพื้นที่ปริมณฑลจะบรรเทาลงด้วยวงแหวนชั้นในและวงแหวนรอบนอก แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทอดพระเนตรเห็นปัญหาการระบายรถออกนอกเมืองที่ล่าช้าและมีพระราชหฤทัยตั้งมั่นที่จะบรรเทาปัญหานั้นโดยเร็ว

พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาฯ คจร.เล่าว่า “ตอนนั้นพระองค์ทรงพระประชวร ช่วงปี 2538 ต้องเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราชอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังรับสั่งถามว่า ตรงแยกอรุณอมรินทร์พอจะขยายถนนได้หรือไม่ เพื่อระบายรถที่ลงมาจากสะพานพระปิ่นเกล้า ที่ต้องการออกนอกเมือง ตอนนั้นกรุงเทพมหานครกราบบังคมทูลว่า ด้วยความกว้างถนนที่คับแคบ ที่ตึกอาคารรอบถนน จึงไม่สามารถขยายออกไปได้อีก พระองค์จึงรับสั่งว่า ขยายบนพื้นไม่ได้ ก็เอาขึ้นฟ้า เป็นพระอัจฉริยภาพของพระองค์อย่างยิ่ง”

“ทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี”  ตามพระราชดำริ จึงกลายเป็นหนึ่งในทางออกของปัญหาการระบายรถออกนอกเมืองในขณะนั้น

ทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี จะเริ่มต้นตั้งแต่ทางลงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ยกระดับขึ้นที่แยกอรุณอมรินทร์ มุ่งหน้าผ่านแยกต่างระดับสิรินธรที่โค้งนี้ และไปสิ้นสุดช่วงรอยต่อถนนพุทธมณฑลสาย 3 มีระยะทางยาวกว่า 14 กิโลเมตร ระบายรถออกต่างจังหวัดได้อย่างรวดเร็ว และตอนนี้ยังมีทางเชื่อมต่อกับทางด่วนพิเศษ สายศรีรัช–วงแหวนรอบนอก ที่เพิ่งเปิดใช้งาน รถยนต์คล่องตัวและสะดวกสบายมากขึ้นเป็นเท่าตัว

ภายหลังทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนีก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเปิดการใช้งานเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2541

มีพระราชดำรัสว่า “การก่อสร้างเส้นทางนี้ทำได้ยาก การจราจรมีปัญหา 2 หน่วยงานร่วมกันทำดีมาก ทำสำเร็จได้ ขอชมเชย”  

นับจากนั้นการระบายรถยนต์ออกจากกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด ทั้งฝั่งภาคใต้และตะวันตกก็คล่องตัวนับแต่นั้นมา

แม้การระบายรถออกจากกรุงเทพฯ จะคลี่คลายลง แต่ปัญหารถสะสมขาเข้ากรุงเทพฯ จากต่างจังหวัด ก็ยังเป็นอุปสรรคใหญ่ ที่พระองค์ไม่ได้วางพระราชหฤทัย “สะพานพระราม 8”  จึงเกิดขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริ เพื่อบรรเทาปัญหานั้น

สะพานนี้เชื่อมต่อกับทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี ช่วงแยกอรุณอมรินทร์และไปสิ้นสุดทางลงที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ เข้าสู่กรุงเทพฯชั้นในได้ทันทีที่ถนนราชดำเนินนอก โดยไม่ต้องแออัดกันบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

กว่า 14 ปี นับจาก 7 พฤษภาคม 2545 ที่สะพานพระราม 8 เริ่มเปิดใช้งาน นอกจากจะช่วยเชื่อมการเดินทางระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีเข้าด้วยกันแล้ว ยังช่วยระบายรถบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าและสะพานกรุงธนบุรีได้ถึง 30%

“สะพานพระราม 8” ถูกออกแบบเป็นสะพานขึง แบบมีเสาสะพานหลักเสาเดียว ไม่มีเสาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา จึงไม่เป็นปัญหาต่อการสัญจรทางน้ำ และยังกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเมืองหลวงในที่สุด

แต่ปัญหาเดิมที่รถยนต์มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน จากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ผ่านเข้าสู่ถนนราชดำเนิน ต้องเผชิญสภาพการจราจรที่ติดขัด เพราะถนนคับแคบ และมีไฟแดงหลายจุด แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในการแก้ปัญหา ทำให้ทุกอย่างคลี่คลายลงอีกครั้ง

เส้นทางที่ลงมาจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเคยคับแคบกว่านี้ แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริให้ขยายถนนเป็น 4 เลน และเลนซ้ายสุดสร้างให้เป็นทางวนกลับรถเข้าสู่ถนนเจ้าฟ้า ลอดใต้เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเข้าสู่สนามหลวงได้ทันที โดยไม่ต้องไปแออัดกันในเลนขวา หรือต้องไปเสียเวลากลับรถที่ถนนราชดำเนิน

  “เส้นทางวน” เส้นทางนี้ ยังมองดูคล้าย “หยดน้ำ” หากมองจากฟากฟ้า ประหนึ่งน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

+++++++++++++++++

“ทรงมองทุกปัญหาอย่างละเอียด”

 

ด้วยพระปรีชาสามารถ ที่ทำให้ปัญหาการจราจรในเมืองหลวงคลี่คลาย กลายเป็นคำถามตามมาว่า เพราะอะไรพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล และมองเห็นถึงปัญหานั้นอย่างละเอียด

พ.อ.วินัย สมพงษ์ อดีต รมว.คมนาคมและอดีตรองผู้ว่าฯ กทม.เล่าว่า “ทุกครั้งที่มีการก่อสร้างเส้นทาง จะเกิดขึ้นจากพระองค์เสด็จฯ ไปยังจุดต่างๆ ด้วยพระองค์เอง จึงทรงมองเห็นถึงปัญหา ทั้งที่หลายจุดแทบจะไม่มีใครมองเห็น ไม่มีใครรู้ แต่พระองค์รู้ จากนั้นจึงมีพระราชดำริ เพื่อให้แก้ไขปัญหา ณ จุดนั้นให้ลุล่วง”

“อย่างจุดเล็กจุดน้อยที่ถนนทางเลียบทางรถไฟสายใต้ตรงบางกอกน้อย มีพระราชดำริให้ขยายถนนเพียงนิดเดียว รถก็คล่องตัวทันที หรืออย่างโครงการสร้างถนนจตุรทิศ ตรงราชดำเนิน ที่เชื่อมตั้งแต่สะพานพระราม 8 เรื่อยไปจนบรรจบถนนพระราม 9 ก็ทำให้รถคล่องตัว หรือแม้แต่สมัยผมเป็นทหาร เดินอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ด้วยการจราจรคับแคบ แต่เพียงแค่มีพระราชดำริให้ขยายเพิ่มเติมนิดเดียวก็คล่องตัวทันทีเช่นกัน นับเป็นพระอัจฉริยภาพของพระองค์”

เชื่อมทางสร้างถนน มากล้นพระปรีชา

แต่คำถามที่มากไปกว่านั้นก็คือ ด้วยพระราชกรณียกิจที่มากล้น พระองค์ทรงใช้เวลาใด เพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังจุดที่เป็นปัญหานั้น

พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาฯ คจร.เล่าว่า "ในช่วงที่เคยเข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลความคืบหน้าแต่ละโครงการ ยังเคยนึกตั้งสมมุติฐานในใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ช่วงเวลาบางช่วงบางตอน เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ในช่วงเวลาที่ปลอดผู้คน เพื่อไปดูปัญหาในจุดนั้นด้วยพระองค์เอง เพราะทุกจุดที่พระองค์มีพระราชดำริให้แก้ไขนั้น เวลาแค่ชั่วขณะหนึ่งในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินตามปกติคงไม่พอที่เห็นปัญหานั้นโดยละเอียด และที่บอกว่าละเอียดนั้น ผมยืนยันว่าละเอียดจริงๆ ถึงขนาดเราที่รับผิดชอบหน้าที่แก้ไขตรงจุดนั้น ตามพระราชประสงค์ของพระองค์โดยตรง ยังมองไม่เห็นปัญหาในจุดเล็กจุดน้อยจริงๆ”

หากจะพูดว่า ด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็น่าจะเพียงพอแล้วต่อการคลี่คลายปัญหานั้น แต่ความเชื่อมั่นต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกคน คือสิ่งที่พระองค์ให้ความสำคัญเสมอ

พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า “ช่วงนั้นต้องเข้าเฝ้าฯ พระองค์บ่อยๆ เพราะต้องกราบบังคมทูลความคืบหน้าการดำเนินโครงการจราจรหลายโครงการหรือแม้แต่ตอนต้องทูลถาม เสนอโครงการในการแก้ไขปัญหาจราจรทุกครั้ง พระองค์จะรับสั่งเสมอว่า แล้วคุณยงยุทธว่าอย่างไร.. คิดว่าดีแล้วหรือยัง.. หากยังไม่เหมาะ พระองค์ก็จะพระราชทานคำแนะนำเพิ่มเติมทุกครั้ง ทรงเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล อย่างไม่ถือพระองค์เสมอ และความเห็นของเจ้าหน้าที่ที่รับสนองพระราชดำริทุกคน คือสิ่งแรกที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญมาก นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ อย่างหาที่สุดมิได้”

+++++++++++++++++++