
จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"
ทำไมฉันถึงรักในหลวง, ทำดี ให้พ่อภูมิใจ, “ในหลวง” คือต้นแบบของเรา (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันที่ 19 ตุลาคม 2559)
1.ทำไมฉันถึงรักในหลวง
วันหนึ่งในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน...วันนั้นพ่อแม่ปิดร้านแต่หัววัน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ (สมัยนั้นร้านหนังสือของเราปิดแค่ปีละหนึ่งวัน คือวันนักข่าว เพราะหนังสือพิมพ์จะหยุด ไม่พิมพ์ออกมาขาย แต่สมัยนี้ไม่หยุดกันแล้ว) พ่อใส่เสื้อแขนยาวผูกเนกไท (นี่ก็นานทีปีหนเหมือนกัน) ฉันถูกจับใส่ชุดกระโปรงสีชมพู แม่ก็แต่งตัวสวย แล้วพวกเรารวมทั้งญาติๆ ก็ยกขบวนกันไปที่วัดเขาศิริบรรพต
มีผู้คนมากมายมารอเป็นแถวเป็นแนว พ่อแม่บอกว่า พวกเรามารอรับเสด็จ “ในหลวง”
สำหรับเด็กอายุ 9 ขวบอย่างฉัน จำได้ว่ารอนานมากและอากาศก็ร้อนมาก แต่ทุกคนก็รออย่างสงบอดทน รู้แค่ว่าท่านเสด็จฯ แวะที่อื่นมาก่อนหลายแห่ง
ในที่สุดเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง...ในหลวงเสด็จฯ มาถึงพร้อมกับพระราชินี และเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินมาตามทางที่พวกเรารอรับอยู่ พวกเราทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล แล้วจู่ๆ พ่อฉันก็ทูลบอกท่านว่า ไม่ไกลจากที่นั่นมีน้ำตกชื่อ “น้ำตกวังก้านเหลือง” เผื่อว่าท่านจะได้เสด็จฯ ไปพักผ่อนให้หายเหนื่อย
ในหลวงสนพระราชหฤทัยมาก ทรงนั่งลงกางแผนที่ออกมาทอดพระเนตร ตรัสถามพ่อฉันว่าอยู่ตรงไหนในแผนที่ ทรงเรียกให้เจ้าหน้าที่มาช่วยดูพิกัดต่างๆ ฉันจำได้ว่าท่านทรงพูดคุยกับพ่อฉันนานมากเรื่องน้ำตกนี้ กลับมาถึงบ้าน ใครๆ ก็มาคุยกับพ่อฉันกันใหญ่ว่า มีบุญจริงๆ น่าอิจฉาที่ได้เฝ้าในหลวงตั้งนาน
สมัยนั้นมีคนรู้จักน้ำตกนี้น้อยมาก น้ำตกวังก้านเหลืองจะแปลกกว่าน้ำตกอื่นๆ คือ ต้นน้ำนั้นผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ไม่ใช่น้ำตกที่ไหลลงมาจากภูเขาอย่างน้ำตกส่วนใหญ่ ในบริเวณนั้นจะเป็นที่ราบ ไม่มีภูเขา ถ้าไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ว่ามีน้ำตกอยู่แถวนั้น ถนนก็ยังเป็นถนนลูกรังขรุขระ เวลาปิดเทอมพ่อจะขับรถกระบะพาไปเล่นน้ำ กลับมาถึงบ้านหัวหูพวกเราจะแดงเกรอะกรังไปด้วยฝุ่นลูกรัง
ตอนหลังแม่เล่าเพิ่มว่า ตอนที่พ่อทูลในหลวงว่าน้ำตกนี้สวยมาก มีน้ำเยอะตลอดปี ท่านทรงตอบว่า “ความสวยไม่สำคัญหรอก สำคัญที่มีน้ำ...”
นี่คือท่านทรงให้ความสำคัญกับการชลประทานมาโดยตลอด
แต่น้ำตกนี้เป็นน้ำตกเล็กๆ คงไม่มีศักยภาพในด้านชลประทานสักเท่าไหร่ หลังจากนั้นน้ำตกวังก้านเหลืองก็ถูกพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีการทำถนนให้ดีขึ้น ต่อมาอีกนานหลายปีก็มีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในบริเวณ จ.ลพบุรี สระบุรี เพื่อการชลประทานและแก้ปัญหาน้ำท่วม
นี่เป็นประสบการณ์ตรงที่ได้เห็นกับตาว่า ในหลวงท่านทรงสนใจการพัฒนาชนบทจริงๆ เวลาท่านเสด็จฯ มาเยี่ยมราษฎร ท่านไม่ได้มาเที่ยวเล่น แต่ท่านทรงรับฟังและเก็บข้อมูลไปใช้ประโยชน์
ประเทศไทยมีรัฐบาลมาแล้วไม่รู้กี่ชุด แต่ฉันมั่นใจว่าเมืองไทยมีความเจริญอย่างทุกวันนี้เพราะโครงการในพระราชดำริของในหลวงซะเป็นส่วนใหญ่
ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก
นางสาวนวรัตน์ รุ่งอรุณ
อาชีพนักเขียนและทำงานด้านภาพยนตร์
เฝ้ารับเสด็จในหลวง วันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2520 ณ วัดเขาศิริบรรพต อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี
+++
2.ทำดี ให้พ่อภูมิใจ
บ้านเกิดผมอยู่แถวถนนวิสุทธิกษัตริย์ สิ่งที่ผมชอบมากคือ ถนนเส้นนี้อยู่ใกล้ถนนราชดำเนินครับ ทำไมผมถึงชอบน่ะหรือ เพราะผมจะได้เห็นขบวนเสด็จฯ ของในหลวงอยู่บ่อยครั้ง
ด้วยความเป็นเด็กก็จะขออนุญาตปาป๊า มาม้า ออกมายืนดู เมื่อได้เห็นว่าเป็นในหลวง เด็กชายวีรพลจะดีใจมาก หลายครั้งที่มองเข้าไปในรถ แล้วเห็นพระพักตร์ของพระองค์ท่าน ความรู้สึกจะยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก จำความได้ว่าพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจบ่อยมาก เคยถามปาป๊าว่า “ในหลวงทำงานเยอะๆ ไม่เหนื่อยเหรอ”
ในปี 2540 ผมได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระองค์ท่าน จำได้แม่นยำว่า ตอนที่ท่านเสด็จฯ และประทับบนเวที ผมจ้องตาไม่กะพริบ ตั้งใจว่าเมื่อขึ้นเวทีจะขอมองพระพักตร์พระองค์ท่านให้ใกล้ที่สุดในชีวิตสักครั้ง เวลาผ่านไปไม่ถึง 1 นาที ผมลงมานั่งที่เก้าอี้พร้อมปริญญาบัตรที่อยู่ในมือ จำอะไรไม่ได้เลย มันสว่างวาบ ตั้งใจฟังอีกทีคือพระบรมราโชวาทที่สอนให้เราทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ
ขณะนี้ผมเป็นอาจารย์มา 13 ปีแล้ว จะด้วยเหตุอันใดก็ตาม ผมดำเนินชีวิตเพื่อการศึกษา เพื่อประเทศชาติ ตามพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่าน ยิ่งได้อ่านพระบรมราโชวาทอีกบทหนึ่งที่ว่า “ผู้ใดมีความรู้ใด ก็ควรจะแพร่ออกไปให้คนอื่นทราบ เพราะว่าการเผยแพร่ความรู้ความสามารถไปให้ผู้อื่นนั้นไม่ได้เสียประโยชน์ใดๆ เพราะว่าความรู้และความดีเมื่อเผยแพร่ออกไปยิ่งทวีคูณขึ้น ไม่ได้หมดไปจากตัว ยิ่งทำดียิ่งทำให้คนอื่นมีความรู้ ความรู้ของเราก็ไม่หมดลงไป ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น อันนี้เรียกว่าการสร้างบารมี”
ทำให้ผมมั่นใจว่าผมจะเป็นอาจารย์ที่ดีตามคำสอนของพ่อไปตลอดชีวิตครับ
อ.วีรพล สวรรค์พิทักษ์
ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด ม.ธุรกิจบัณฑิตย์
+++
3.“ในหลวง” คือต้นแบบของเรา
เราทั้งคู่มีโอกาสได้รับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อยู่ 2-3 ครั้งในสมัยเรียน ถ้าทราบข่าวว่าท่านจะเสด็จฯ มาเราจะไปทุกครั้ง ขอให้ได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านแม้เสี้ยวหนึ่งของวินาทีก็ยังดี
ตั้งแต่เด็กเราทั้งคู่ได้เห็นพระองค์ท่านทรงงานหนักมาตลอด ตามข่าวบ้าง ตามสื่อต่างๆ บ้าง ภาพพระมหากษัตริย์ที่มือหนึ่งถือดินสออีกมือหนึ่งถือสมุดจดและแผนที่พร้อมคล้องกล้องที่คอเป็นภาพที่คุ้นชินที่เราจะได้เห็นทุกๆ วัน โดยเฉพาะในข่าวพระราชกรณียกิจ พระองค์ท่านทรงใช้เวลาอยู่กับประชาชนแทบจะตลอดเวลา บุกป่าฝ่าดงไปในถิ่นทุรกันดารทุกๆ ที่ ภาพเหล่านี้มันซึมซับเข้ามาอยู่ในใจของเราทั้งคู่
จนวันหนึ่งเราได้เป็นแพทย์ เรามีโอกาสที่จะเข้าไปตรวจชาวบ้านบริจาคยาและสิ่งของในถิ่นทุรกันดาร เราจึงทราบดีว่าชาวบ้านขาดอะไรหลายๆอย่างและยังต้องการความช่วยเหลือต่างๆ มากแค่ไหน นี่คงเป็นเหตุผลกระมังที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเราถึงต้องใช้เวลากับประชาชนให้มาก ถ้าหากประชาชนยังไม่สบาย ยังไม่มีความสุข พระองค์ท่านก็จะเสด็จฯ ไปหา แม้หนทางจะลำบากยากเย็นเพียงไรไม่สำคัญ
เราทั้งคู่หาโอกาสไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆ อีกหลายครั้ง เพราะที่เหล่านั้นยังต้องการแพทย์และสิ่งอุปโภคบริโภคหลายๆ อย่าง ยิ่งหนทางยิ่งยากเรายิ่งนึกถึงพระองค์ท่าน พระองค์ท่านไม่เคยท้อถอย เราเองก็ท้อถอยไม่ได้เช่นกัน
เราเองยังไม่มีโอกาสถวายงานรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ท่าน แต่กิจกรรมที่เราทั้งคู่ทำตลอดเรื่อยมาทำให้เรารู้สึกว่าเราได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านเหมือนทำงานกับพระองค์ ทำให้เราทั้งคู่มีความสุขดังพระราชดำรัสของพระองค์ที่ว่า “ทำงานกับฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากมีความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น” และเราก็รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ไม่ว่าอุปสรรคจะยากเย็นแค่ไหนเมื่อเราได้เห็นรอยยิ้มของชาวบ้านทำให้เรามีความสุขและหายเหนื่อยได้จริงๆ
พระราชกรณียกิจและพระราชดำรัสต่างๆ ที่เราได้เห็นได้ฟังมาตลอดนั้นเหมือนเป็นแรงผลักดันให้เราทั้งคู่ยังอยากจะทำสิ่งต่างๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส เพราะเรามีต้นแบบที่ดี ต้นแบบที่เราได้เห็นมาตลอดช่วงชีวิตของเรา ไม่ว่าเราทั้งคู่จะไปไหนก็จะมีพระองค์ท่านอยู่ในใจของเราเสมอ
นพ.พลกฤษณ์ จันทรโสภาคย์
พญ.ปานใจ วงศ์วิริยะ



