จากใจ “ลูก” ถึง “พ่อ”
“หมอกธุมเกตห่มคลุม”, ไกลกังวล..., “คำสัญญา” จากลูก, “พ่อ” ของลูก (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคาร 18 ตุลาคม 2559)
1.“หมอกธุมเกตห่มคลุม”
ทั้งๆ ที่ผ่านมาแล้วคืนหนึ่ง เมื่อตื่นเช้ามาอ่านเจอข่าวว่ามีหมอกธุมเกตุห่มคลุมบริเวณพระบรมมหาราชวัง น้ำตามันก็รื้นขึ้นมาอีก
คนชอบอ่านอะไรเก่าๆ เช่นพระราชพงศาวดาร พระนิพนธ์ ‘เมื่อแผ่นดินสยามร้องไห้’ ของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล นวนิยายเรื่อง ‘ฟ้าใหม่’ ของคุณศุภร บุนนาค ฯลฯ ก็รู้กันอยู่ทั่วไปว่าหมอกนี้เป็นสิ่งบอกเหตุสำคัญ เพราะเกิดขึ้นเฉพาะในยามบ้านเมืองประสบความสูญเสียอันยิ่งใหญ่
จะว่างมงายหรืออะไรก็ตามที แต่หมอกนี้ยืนยันสิ่งที่ระคนในใจอยู่แล้วว่า เหตุสั่นสะเทือนนี้เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีหมุนกลับอีกแล้ว เป็นปฏิกิริยาอย่างเดียวกันกับการได้เห็นพาดหัวของหนังสือพิมพ์ในเช้าวันที่ 14 ตลอดจนบิลบอร์ดและป้ายถวายความอาลัยต่างๆ ซึ่งเห็นแล้วคอยจะทำให้ตามันอุ่นขึ้น มาอยู่เรื่อย
ความจริง คุณวิเศษของชีวิตในหลวงย่อมไม่จำเป็นต้องได้รับการยืนยันโดยสิ่งเหนือธรรมชาติใดๆ และตัวเองก็ไม่มีบุญวาสนาพอจะได้เห็นหมอกธุมเกตุกับตา แต่ที่กระทบจิตใจมาก ก็เพราะรู้สึกว่าหมอกในบรรยากาศและในตำนาน เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นหมอกในใจผู้คนยามนี้ชัดเข้าไปอีก
สังเกตดูไปรอบๆ จะว่าผู้คนดำเนินชีวิตไปตามปกติก็ใช่ แต่ถ้าจะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่เหมือนกัน มีความเงียบ ความขมุกขมัวบางอย่างที่อบอวลไปกับการดำเนินชีวิตของผู้คน คนบนรถไฟฟ้าดูจะไม่ดุเดือดเหมือนเดิม วินมอเตอร์ไซค์ดูจะไม่เอะอะเท่าเดิม เรื่องเสียดสีเฮฮาในออฟฟิศเองก็อ่อนไปหลายดีกรี ทำให้นึกถึงทฤษฎีวรรณกรรมตะวันตก ที่บอกว่าเมื่ออ่านนิยายแล้วปรากฏว่าท้องเรื่องมีหมอก ให้สังหรณ์ว่าอาจเป็นองค์ประกอบที่ผู้เขียนใส่เข้ามาเพื่อสะท้อนความสับสน คลุมเครือในจิตใจตัวละคร และถ้ามีใครมาบอกว่าในใจคนไทยยามนี้มีความสับสน ก็รู้สึกว่าเป็นคำบรรยายที่ไม่ผิดความจริง
ตอนที่ฟังนายกฯ ประกาศแถลงการณ์การสวรรคตอยู่ด้วยกัน พ่อพูดขึ้นมาสั้นๆ ว่า “ใจหาย ตอนพ่อเกิดมาท่านก็เป็นในหลวงอยู่แล้ว”
ฟังพ่อพูดแล้วก็สะอึก เพราะคำพูดของพ่อไม่ได้เพียงสะท้อนข้อเท็จจริงว่าในหลวงทรงครองราชย์มาอย่างยาวนาน แต่ยังสะท้อนว่าบุคคลคนหนึ่ง ขอเพียงเกิดมาในประเทศไทย จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม หรือคิดเห็นเป็นอย่างไรก็ตาม ย่อมมิใช่แค่ได้ร่วมเวลาในปฏิทินกับในหลวงอย่างเป็นเอกเทศ หากอยู่ในอิทธิพลแผ่คลุมมาจากพระองค์ท่านทั้งสิ้น
คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากพระบรมราโชบายหรือโครงการตามพระราชดำริต่างๆ อาจเป็นของง่ายที่ตระหนักได้ก่อน แต่กระทั่งสิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับความเป็นไทย การใช้ชีวิตที่มีคุณค่า ศาสนา การเมือง อาหารที่เรากิน ของที่เราใช้ หรือแม้แต่พันธุ์ของสุนัขที่เราอยากเลี้ยง ฯลฯ เหล่านี้ล้วนถูกทาบทาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และไม่มากก็น้อยโดยอิทธิพลจากพระองค์ท่าน
สำหรับคนไทย การเสด็จสวรรคตของในหลวงจึงมิใช่แค่การจากไปของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นการสิ้นสุดลงของยุคยุคหนึ่ง ที่เคยโอบอุ้มครอบคลุมเราไว้ในหลายมิติ
กวี Henry Wadsworth Longfellow เคยประพันธ์บทกวีอันเป็นที่รู้จักดีไว้ว่า
“Lives of great men all remind us We can make our lives sublime, And, departing, leave behind us Footprints on the sands of time”
บทกวีบทนี้ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์โคลงแปลไว้งดงามว่า
“ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา
ว่าอาจจะยังชนม์ เลิศได้
และยามจะบรรลัย ทิ้งซึ่ง
รอยบาทเหยียบแน่นไว้ แทบพื้นทรายสมัย”
นัยว่าบุคคลที่ยิ่งใหญ่ย่อมทิ้งรอยเท้าไว้ บนผืนทรายแห่งกาลเวลา แต่สมดังพระฉายาตามขนบว่า ‘พระทรงภพ’ และพระนามว่า ‘ภูมิพล’ ในหลวงท่านมิใช่เพียง ‘รอยพระบาท’ บนผืนทรายแห่งกาลเวลา หากทรงคือ ‘ผืนทรายแห่งกาลเวลา’ ที่เคยธำรงอุ้มชูทุกชีวิตในรัชกาลไว้ให้มีโอกาสสร้างร่องรอยของตัวเอง
หากวันนี้ ผู้คนจะสับสนสั่นสะเทือน จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะทุกก้าวต่อจากวันที่ 13 ตุลาคม ปีนี้ คือก้าวที่ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะดำเนินต่อไปโดยพ้นจากผืนดินและทรายที่พระองค์เคยทรง เป็นกำลังให้เสมอมา
ธนกร จ๋วงพานิช
พนักงานเอกชน
อายุ 30 ปี
14 ตุลาคม 2559
+++
2.ไกลกังวล...
คำไทยที่ผมชอบมากที่สุดในชีวิต คือคำว่า “ไกลกังวล” ที่พูดขึ้นมาแล้ว นึกถึงอะไรไปไม่ได้เลย นอกจาก บ้านหลังหนึ่งที่อยู่ติดทะเล ที่ผมเชื่อว่า หลายครั้งเจ้าของบ้านต้องไปนั่งอยู่คนเดียว แล้วคิดอะไรหลายๆ เรื่องในใจเกี่ยวกับบ้านและลูกๆ ของท่าน...
ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่า ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ท่านจะรู้สึกเหมือนชื่อบ้านของท่านแม้แต่วินาทีเดียวในชีวิต ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่บ้านแห่งนี้หรือไม่ก็ตาม จนกระทั่งวันนี้ที่ เจ้าของบ้าน ไปอยู่บนสวรรค์ นั่นล่ะครับ ผมถึงเชื่อว่า เป็นวันที่พ่อรู้สึกแบบนี้ได้จริงๆ สักที...
นี่คือความรู้สึกจากใจเวลาผ่านบ้านหลังนี้ ตอนพาครอบครัวไปพักผ่อน แล้วชี้ให้ลูกชายดูว่า พ่อชอบชื่อบ้านหลังนี้ของท่านที่สุดในบรรดา บ้านของท่านทั้งหมด...แต่ผ่านไปครั้งหน้า เจ้าของบ้านก็ไม่อยู่แล้วครับ
เมื่อปี 2536 ระยะห่างแค่กระดาษแผ่นเดียวครับ ระหว่างผม กับพระองค์ท่าน...แต่กระดาษ แผ่นนี้ที่พระราชทานจากพระหัตถ์ของพระองค์ จากมหาวิทยาลัยของพระองค์นี่ล่ะครับ ที่สร้างหน้าที่การงาน ชีวิตและครอบครัวผมจนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม... ไม่ใช่แค่รอยพระหัตถ์ของพระองค์ที่จะจารึกอยู่ ด้านใดด้านหนึ่งของใบปริญญาใบนี้ตลอดไปเท่านั้น แต่รวมถึงพระราชปณิธานของพระองค์ที่ส่งผ่านมาถึงผม ที่จะทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไม่เนรคุณต่อแผ่นดิน ที่ผมและครอบครัว ใช้เป็นธรรมในการดำเนินชีวิตอยู่ทุกวันนี้ และตลอดไป
พงศ์ธร วงศ์เกียรติขจร
อาชีพอิสระ
อายุ 46 ปี
16 ตุลาคม 2559
+++
3.“คำสัญญา” จากลูก
เหมือนจะไม่จริง ไม่น่าจะเป็นความจริง แต่นี่คือความจริง การยอมรับความจริง ยากยิ่ง ยากจะยอมรับความจริง จริงๆ เวลายาวนานเพียงใดหนอ จึงจะทำใจยอมรับความจริงได้ แม้จะหาคำสอนของพระมาข่มใจ. ก็ยัง มิวาย.. เย็นวาบในใจ ในวันที่ไม่มีพ่อ
วันนี้พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ ท่านเทศน์ถึง...ในหลวงว่า ท่านมิได้เสด็จฯ ไปไหน ท่านเพียงเปลี่ยนภพภูมิที่สูงขึ้น ความดีของท่านยังสถิตอยู่ในใจเรา เรามีหน้าที่ทำดีต่อไปตามพ่อสอน
มีพระพุทธพจน์ กล่าวว่า ผู้ทำความดี แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็..มีค่า แต่คนไม่ดี แม้มีอายุยืนยาว ก็ชื่อว่า... ไร้ค่า จึงสัญญาว่า วันเวลาที่เหลืออยู่ จะประพฤติปฏิบัติตน เป็นข้าราชการที่ดี ทำความดี ซื่อสัตย์สุจริต เป็นลูกที่ดีของพ่อ ตลอดไป
สมัย ลาเกลี้ยง
ผอ.โรงเรียนชัยบาดาลวิทยา จ.ลพบุรี
อายุ 59 ปี
14 ตุลาคม 2559
+++
4.“พ่อ” ของลูก
ผมสอนน้องเนย ลูกสาวผมมาตั้งแต่เธออายุ 2-3 ขวบ ว่า เห็นภาพในหลวงท่านที่ไหน เมื่อไหร่ ให้ยกมือไหว้เสมอ น้องเนยจำคำสอนมาตลอด จากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาไปไหน สาวน้อยจะคอยชี้ภาพในหลวงทุกครั้งที่เธอเจอ แล้วก้มศีรษะน้อยๆ พร้อมพนมมือไหว้ไปที่ภาพนั้น
ค่ำคืนวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นค่ำคืนที่ยากสำหรับคนเป็นพ่อ เป็นคืนที่ยากสำหรับการตัดสินใจบอกลูกสาวถึงการจากไปของ “พ่อหลวง” ว่า “วันนี้ในหลวงเสียแล้วนะลูก” (ในใจขณะนั้นขอเลี่ยงคำว่าสวรรคตจากความไม่เข้าใจของเด็ก)
ด้วยความสงสัย เด็กน้อยวัย 5 ขวบ ถามกลับมาทันที “ทำไมเสียล่ะ” ผมจึงตอบกลับไปว่า “ในหลวงท่านทำงานหนัก ทำงานมาหลายปี ทำงานมาทั้งชีวิต ทำฝนหลวงเหมือนที่น้องเนยเรียนมาไง”
“ทำไมท่านไม่พัก” ความไร้เดียงสาถามด้วยความเป็นห่วงพระองค์ ผมนิ่งไปสักพัก เพราะหาคำตอบนี้มาให้ไม่ได้ ก่อนลูกสาวจะถามกลับมาอีกเป็นชุด ว่า ...
“ในหลวงให้พระราชินีทำงานแทนได้มั้ย?”
“ใครเป็นคนคลอดในหลวง?”
“ทำไมในหลวงไม่ให้ตำรวจทำงานเอง?”
ผมไม่ได้ตอบอะไรมากนัก นอกจากคำถามสุดท้ายในค่ำคืนนั้นว่า “เนยรักในหลวงที่ตรงไหน”
เด็กน้อยบอกกลับทันที “ก็ในหลวงมีหัวใจ ทำดีกับชาวบ้าน มีฝนหลวง ดูแลเขื่อน มีกังหันชัยพัฒนา...”
ค่ำคืนนั้นผมไม่ได้สนทนาอะไรต่อ นอกจากดึงลูกสาวเข้ามากอดแล้วบอกเพียงแค่ว่า “จากนี้ รักในหลวงให้มากๆ นะ...”
ธนัชพงศ์ คงสาย พ่อ ด.ญ.ธัญดา คงสาย (น้องเนย) วัย 5 ขวบ
นักข่าว
อายุ 33 ปี
16 ตุลาคม 2559



