
“มือพระองค์ท่านเป็นมือคนทำงาน”
ไตรเทพ ไกรงู เรื่อง กฤชนันท์ ธรรมไชย ภาพ
อัครศาสนูปถัมภก หมายถึง พระมหากษัตริย์ผู้ทะนุบำรุงศาสนาต่างๆ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ฉบับแรกเป็นต้นมากำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธศาสนิกและอัครศาสนูปถัมภก คือ ผู้ทะนุบำรุงศาสนาทั้งหลายที่รัฐรับรอง ทั้งนี้ เพราะเป็นประเพณีมาแต่เดิมที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงเปิดให้มีการเผยแผ่ศาสนาทั้งหลายในแว่นแคว้นและทรงอุปถัมภ์การเผยแผ่ด้วย
นับตั้งแต่พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในวันเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม” สยามประเทศแห่งนี้ก็ร่มเย็นด้วยพระบารมี จากพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดินโดยยึดหลักธรรมแห่ง “พระพุทธศาสนา” โดยแท้
ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปกราบนมัสการพระอริยสงฆ์หลายรูป เช่น พระป่าวิปัสสนากรรมฐานสาย พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต หรือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระภิกษุฝ่ายวิปัสสนาธุระสายธรรมยุต ที่ถูกยกให้เป็นพระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า ที่พระองค์ทรงนับถือเป็นพระอาจารย์ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร หลวงพ่อเกษม เขมโก ณ สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ หลวงปู่โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ เขตบางกอกใหญ่ กทม. และ อาจารย์นำ ชินวโร วัดดอนศาลา อ.ควนขนุน จ.พัทลุง พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี เป็นต้น
พระเทพวิทยาคม หรือ คูณ ปริสุทฺโธ พระเกจิแห่งวัดบ้านไร่ ซึ่งลูกศิษย์ ตั้งสมญาว่า “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” ก็เป็นหนึ่งในพระอริยสงฆ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปกราบนมัสการ
เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2538 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปที่วัดบ้านไร่ เพื่อทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่บุษบกเหนืออุโบสถวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เหล่าพสกนิกรชาวบ้าน โดยเฉพาะชาวบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา และพื้นที่ใกล้เคียง ต่างมารวมตัวกันเพื่อชื่นชมพระบารมี เฝ้ารับเสด็จทั้งสองพระองค์อย่างเนืองแน่น ทั้งนี้มีการจัดสร้าง พระยอดธงรุ่นแรก หรือ รุ่นทูลเกล้า เนื่องในโอกาสดังกล่าว
การเสด็จฯ ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทราบถึงความลำบากยากแค้นของชาวด่านขุนทด ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำทุกปี จึงพระราชทานพระราชดำริและเงินจำนวนดังกล่าวแก่กรมชลประทานดำเนินการโครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวด่านขุนทด ภายใต้ชื่อ “โครงการพัฒนาลำน้ำสาขาห้วยสามบาท อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ”
ในครั้งนั้น พระเทพวิทยาคม หรือ คูณ ปริสุทฺโธ พระเกจิแห่งวัดบ้านไร่ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินปัจจัย 72 ล้านบาท เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย คนกว่า 2 แสนชีวิตต่างพากันปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้ โดยเฉพาะหลวงพ่อคูณ ที่เป็นผู้ที่เรียกได้ว่า เนรมิตงานประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นได้สำเร็จ
ภาพที่ผู้คนทั้งประเทศตื้นตันจนน้ำตาไหลก็คือ ภาพขณะเสด็จพระราชดำเนินลงมาพร้อมกับหลวงพ่อคูณตามบันไดนาคราชของโบสถ์เซรามิก ที่ได้รับการยกย่องว่า สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย
ทั้งนี้ หลวงพ่อคูณบอกกับลูกศิษย์ภายหลังว่า “กูรู้สึกดีใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ บุญทานอื่นทำมามาก แต่ทำบุญกับพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ได้ทำ ทำบุญกับท่านยิ่งใหญ่นัก ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย 72 ล้านบาท ภูมิใจมหาศาล เงินที่ลูกหลานบริจาคทีละเล็กละน้อยสะสมรวมไว้เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย พี่น้องจะได้รับอานิสงส์ด้วย พี่น้องรู้ว่าทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าอยู่หัวก็ดีใจมาก ชาวต่างประเทศก็มากันมาก จีนก็มา เกาหลีก็มา อินเดียก็มา ทำแล้วแต่กำลัง คนละสิบบาท ยี่สิบบาท มากันทุกวัน ยิ่งถ้ามาช่วยกันแล้วก็ไม่ได้มาหาสิ่งตอบแทนอะไร เขามาด้วยศรัทธากันจริงๆ”
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นที่จะมีงานใหญ่ บรรดาลูกศิษย์ต่างก็พากันเป็นห่วงกลัวว่าหลวงพ่อคูณจะพูดราชาศัพท์ไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้หลวงพ่อท่านบอกว่า “จะไปยากอะไร ก็พูดว่าขอถวายพระพรมหาบพิตร หรือไม่ก็ถวายพระพรคุณโยม ท่านสบายดีหรือ ท่านคงจะไม่ถือ เพราะท่านเป็นจอมปราชญ์ พูดอย่างไรกับท่าน ท่านก็ย่อมรู้ดี”
ไหวพริบและวิจารณญาณของหลวงพ่อคูณช่างน่ายกย่อง ท่านเลือกใช้คำพูดอย่างถูกกาลเทศะ และทราบถึงพระจริยวัตรและน้ำพระราชหฤทัยอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชดีว่า พระองค์ท่านไม่ทรงเคยถือพระองค์ว่าเป็นพระมหากษัตริย์เลย เป็นจอมปราชญ์ดังที่หลวงพ่อคูณกล่าวยกย่องอย่างแท้จริง ยังความปลาบปลื้มและความสุขอันประมาณไม่ได้มาสู่ชาวบ้านไร่และหลวงพ่อคูณยิ่งนัก
คราวนั้นทั้งสองพระองค์ทรงปลูกต้นคูณไว้ด้วย ที่สามารถเห็นได้ที่ลานกลางวัด และว่ากันว่าเป็นวันที่หลวงพ่อคูณภูมิใจมากที่สุดในชีวิต และจากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ใกล้ชิดและเคยถามหลวงพ่อว่า ในหลวงรับสั่งอะไรกับหลวงพ่อบ้าง
หลวงพ่อคูณเงียบเพียงครู่ ก่อนจะตอบมาเบาๆ ว่า “มึงรู้ไหม มือพระองค์เป็นมือคนทำงานอย่างกะชาวไร่ชาวนา แข็งกระด้างมากๆ”
และเมื่อถูกถามอีกว่า “หลวงพ่อใช้คำเรียกพระองค์ว่าอะไร”
หลวงพ่อคูณเงียบ แล้วก็ตอบว่า พระองค์ตรัสประโยคแรกให้หลวงพ่อพูดได้ตามปกติ
เมื่อถึงวันที่ 5 ธันวาคมของทุกๆ ปี พ่อคูณได้กล่าวถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นภาษาบาลี ซึ่งแปลความได้ว่า “ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จงทรงพระเจริญ”
และคราวใดที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระประชวร หลวงพ่อพ่อคูณจะถวายพระพรผ่านสื่อต่างๆ ขอทรงทุเลาโดยเร็วว่า “ก็ขอให้พระองค์จงทรงทุเลาหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพสกนิกรประชาชนชาวไทย ยั่งยืนยาวนานตลอดกาลสืบไป”
ขณะเดียวกันทุกครั้งที่หลวงพ่อคูณอาพาธ ไม่ว่าจะเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช หรือโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรี หรือผู้แทนพระองค์ เชิญแจกันดอกไม้พระราชทานเพื่อเยี่ยมอาการอาพาธของหลวงพ่อคูณด้วยทุกครั้ง
นอกจากนี้ในวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อหลวงพ่อคูณมรณภาพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโกศโถในการบรรจุศพเป็นกรณีพิเศษ และยังรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทรงเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม 7 วัน และพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ



