คอลัมนิสต์

พ่อสร้างพ่อทำ ธ มิ่งขวัญกสิกรรมไทย

พ่อสร้างพ่อทำ ธ มิ่งขวัญกสิกรรมไทย

16 ต.ค. 2559

พ่อสร้างพ่อทำ ธ มิ่งขวัญกสิกรรมไทย

 

          “...เกษตรมีความสำคัญจริง ถ้าไม่มีการเกษตรก็เกือบจะพูดได้ว่าเราจะต้องตายกันหมด เพราะจะไปอาศัยอาหารวิทยาศาสตร์ก็รู้สึกว่าลำบากอยู่และกินไม่อิ่ม แต่ว่าทำไมคนถึงนึกว่าการเกษตรนี่เป็นสิ่งที่ต่ำต้อยที่ไม่สำคัญ ทั้งๆ ที่ความจริงเราต้องอาศัยการเกษตรเพื่อชีวิตของเรา ไม่ใช่เฉพาะสำหรับอาหารเท่านั้น สำหรับสิ่งอื่นทั้งหลายด้วยที่เราต้องอาศัยการเกษตร...”

 

พ่อสร้างพ่อทำ ธ มิ่งขวัญกสิกรรมไทย

 

          ตอนหนึ่งของพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ถูกบันทึกในหนังสือ ‘พระบิดาของแผ่นดิน’ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2540

          ยากที่จะปฏิเสธคำพูดที่ว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก ทุกพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงทำขึ้นก็เพื่อปวงชนชาวไทยของพระองค์ 70 ล้านคนอย่างไม่เลือกปฏิิบัติให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และหนึ่งในนั้นแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพด้านความเป็น “กษัตริย์นักเกษตร” ที่ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินสยามด้วย

 

พ่อสร้างพ่อทำ ธ มิ่งขวัญกสิกรรมไทย

 

          “...การเกษตรนั้นไม่ใช่เฉพาะการเอาเมล็ดผักไปหยอดในร่องแล้วมันจะขึ้นมาเป็นผลผลิตที่เหมาะสมได้ หากแต่ต้องอาศัยวิชาการอย่างอื่นทุกด้าน ตั้งแต่การหยอดเมล็ดพันธุ์ลงไปในร่อง จนกระทั่งให้ฝักหรือสิ่งนั้นงอกขึ้นมาเป็นประโยชน์ได้ ต้องอาศัยทุกอย่างในชีวิตของคน คือทุกสาขาของความรู้ที่ต้องผ่านมา...”

 

พ่อสร้างพ่อทำ ธ มิ่งขวัญกสิกรรมไทย

 

          นับเป็นความโชคดีของพวกเราที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในยามสุขทุกข์แค่ไหนหรือคับขันเพียงใด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ไม่เคยทอดทิ้งพวกเรา พระองค์จะทรงดูแลพัฒนาและให้การศึกษาในทุกทาง ทั้งด้านความเป็นอยู่ การทำมาหากิน เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาคนให้รู้จักใช้ชีวิต ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาท ที่พระราชทานแก่คนไทยหลายๆ ครั้ง 
พระวิสัยทัศน์ต่อภาคเกษตรในทุกมิติ

 

พ่อสร้างพ่อทำ ธ มิ่งขวัญกสิกรรมไทย

 

          ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ในการพัฒนาภาคการเกษตรในทุกมิติ ที่จะต้องอาศัยความรู้ ทางวิชาการ พร้อมๆ กับเทคโนโลยี และวิทยาการสมัยใหม่ ที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตจร-อุตสาหกรรมในมิติใหม่ ภายใต้โมเดล “ไทยแลนด์ 4.0” ตามที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนในปัจจุบัน เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน

          นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้คำนิยม “กษัตริย์นักเกษตร” ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีวิสัยทัศน์ต่อภาคการเกษตรที่ยาวไกลครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่เกษตรยังชีพ เกษตรพอเพียง ตลอดจนเกษตรที่ต้องใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ หรือเกษตรอุตสาหกรรมในเชิงพาณิชย์ ถือเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาภาคการเกษตรที่ยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้ ดั่ง

          

พ่อสร้างพ่อทำ ธ มิ่งขวัญกสิกรรมไทย

 

          พระวิสัยทัศน์อันยาวไกล ผ่านกระแสพระราชดำรัสที่ว่า
          “...การทำการเกษตรกรรมนั้นจะต้องมีวิชาการ วิชาการแผนใหม่ สมัยใหม่ ที่ก้าวหน้า เช่น ใช้ปุ๋ย วิธีใช้ปุ๋ย วิธีใช้ยาต่างๆ วิธีใช้เครื่องกลต่างๆ อันนี้ทุกคนก็ปรารถนาที่จะก้าวหน้าเป็นคนสมัยใหม่ เป็นคนที่ใช้วิชาการวิทยาการแผนใหม่ คือ หมายความว่าอะไร เครื่องจักรกลทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ค้นคว้ามาก็ได้ใช้ ในข้อนี้ต้องคิดดีๆ บางคนมุ่งที่จะเป็นคนสมัยใหม่ มุ่งจะเป็นคนก้าวหน้า ใช้วิชาการ ใช้วิทยาการ ใช้ที่เรียกว่าเทคโนโลยี คำนี้ก็คงจะเข้าใจ เทคโนโลยีก็หมายความถึงเครื่องกลต่างๆ ที่เขาค้นคว้ามา เขาเอามาขายเราในราคาแพง แล้วก็เวลาปฏิบัติก็ต้องมีความรู้ช่างกล มีความรู้ในทางวิชาการมากขึ้น ข้อนี้เป็นข้อดีเหมือนกันที่จะก้าวหน้า แต่หมายความว่าทุกคน สมาชิกทุกคนต้องเรียนรู้วิชาการให้ใช้วิทยาการต่างๆ นี้ให้ถูกต้อง ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็จะเกิดผลเสียหายได้...”

 

          ทรงเนรมิต4,447โครงการพระราชดำริ
          แม้วันนี้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว ทว่า..ความเป็น “กษัตริย์นักเกษตร” ของแผ่นดิน ยังสถิตในดวงใจไทยชั่วนิรันดร์ ถือเป็นความภาคภูมิใจของเราชาวไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเห็นความสำคัญของภาคการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาตั้งแต่อดีต พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักเกษตร นักพัฒนา และนักคิดค้น ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก จะเห็นได้จากตั้งแต่ทรงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เป็นต้นมา พระองค์ทรงคิดค้นหาแนวทางการพัฒนาด้วยพระวิริยอุตสาหะ ทั้งทางด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาดิน และแหล่งน้ำ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทุกหมู่เหล่าทั่วราชอาณาจักร จนเป็นที่ประจักษ์ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน

 

พ่อสร้างพ่อทำ ธ มิ่งขวัญกสิกรรมไทย

 

          การพัฒนาด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีถึง 4,447 โครงการนั้น จะเป็นโครงการที่เกี่ยวกับน้ำถึง 3,031 โครงการ ด้านส่งเสริมอาชีพ 325 ด้าน การเกษตร 165 โครงการ ที่เหลือจะเป็นด้านอื่นๆ โดยทรงเลือกใช้วิธีการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ เน้นที่จะให้ราษฎรสามารถพึ่งตนเอง ทั้งในทางเศรษฐกิจ และสังคม ฝึกให้ราษฎรประหยัด ด้วยมรรควิธีที่นุ่มนวล กระชับและเรียบง่ายและสะดวกต่อการยอมรับ โดยวางแผนแต่ละโครงการอย่างสอดคล้องกับภูมิสังคมของแต่ละแห่งหน โดยแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ โครงการที่มีลักษณะศึกษา ค้นคว้าทดลองเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลแท้จริง และประสบการณ์ที่จะนำมาซึ่งความรู้ในวิธีการและแนวทางที่แก้ไขปัญหา และดำเนินการพัฒนาให้ได้ผลดี เหมาะสมกับสภาพสังคมและสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่นลักษณะหนึ่ง

 

พ่อสร้างพ่อทำ ธ มิ่งขวัญกสิกรรมไทย

 

          6 ศูนย์ศึกษาฯเน้นแก้ปัญหาในพื้นที่
          ดั่งที่เห็นชัดเจนคือศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง ที่ทรงให้จัดตั้งขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ประกอบด้วย ได้ทำการศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่จะนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรได้นำไปใช้ในการประกอบอาชีพในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร อย่างไรก็ตาม แต่ละศูนย์จะทำการศึกษาเน้นหนักแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิศาสตร์สังคมที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ นั้นตั้งอยู่ ประกอบด้วย

          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่, และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส โดยแต่ละศูนย์จะมีแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิศาสตร์ สังคม ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ นั้นตั้งอยู่

 

พ่อสร้างพ่อทำ ธ มิ่งขวัญกสิกรรมไทย

 

          ทั้งนี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการศึกษาค้นคว้า วิจัย ซึ่งจะมีงานทดลองวิจัย ไม่น้อยกว่า 689 เรื่อง ตลอดจนแสวงหาแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและการประกอบอาชีพของราษฎร พร้อมนำผลสำเร็จของการพัฒนาออกสู่พื้นที่ของเกษตรกร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ราษฎรมีความเป็นอยู่อย่างพอมี พอกิน และพอเพียง ควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานแผนงานและความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามพระราชดำริ

          อีกลักษณะหนึ่งคือ เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาหลักของเกษตรกร ผู้ประสบปัญหาและอุปสรรคมากขึ้นทุกขณะในหลายๆ ด้าน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยใช้การพัฒนาแบบผสมผสาน (Integrated Development) ทรงเริ่มจากพื้นที่รอบๆ ที่ประทับในส่วนภูมิภาค แล้วขยายไปสู่สังคมเกษตรในพื้นที่กว้างขึ้น

          “เศรษฐกิจพอเพียง”แก้วิกฤติเศรษฐกิจได้
          หากย้อนอดีต ทุกครั้งที่ประเทศไทยประสบวิกฤติทางเศรษฐกิจ เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นับเป็นตัวบ่งชี้หนทางให้ผู้คนทั้งแผ่นดินใช้เป็นรากฐานในการประกอบอาชีพ เพื่อการยังชีพ และขยายสู่การค้า จนสามารถตั้งตัว ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างล้นพ้นที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถ มีน้ำพระราชหฤทัยพระเมตตาตลอดจนการทรงงานอย่างหนักตรากตรำอย่างต่อเนื่อง พร้อมทรงเสียสละทุ่มเทพระวรกายเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขและทรงขจัดความทุกข์ยากเดือดร้อนลำเค็ญให้กลับกลายเป็นความอยู่ดีมีสุขแก่ทวยราษฎร์ มิใช่เพียงขจรไปทั่วแผ่นดินไทยหากยังเป็นที่ทราบ จนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก และได้รับสมญาว่า ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก

 

พ่อสร้างพ่อทำ ธ มิ่งขวัญกสิกรรมไทย

 

          ยูเอ็นเทิดพระเกียรติ 5 ธันวาฯวันดินโลก 
          ที่น่าปลาบปลื้มและปีติยินดีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงคิดค้นหาแนวทางการพัฒนาด้วยพระวิริยอุตสาหะ และมีพระอัจฉริยภาพด้านความเป็น “กษัตริย์นักเกษตร” ที่มีพระวิสัยทัศน์อันยาวไกล ทั้งทางด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาดิน และแหล่งน้ำ ทำให้วันนี้ เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกแล้วว่าพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในด้านการเกษตร ด้านอนุรักษ์ แก้ไข และฟื้นฟูทรัพยากรดิน ที่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาดินที่เสื่อมโทรม ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ด้วยวิธีการต่างๆ เป็นต้น

          เนื่องจากทรัพยากรดินนั้น เป็นพื้นฐานหลักของการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและเป็นแหล่งผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรโลก เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ขจัดซึ่งความยากจนและความหิวโหยบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง จนองค์การสหประชาชาติมีมติรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันดินโลก หรือ World Soil Day เพื่อเทิดพระเกียรติตลอดไป 

          ตลอดระยะเวลา 70 ปีของการขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศไม่เคยหยุดพักพระองค์ ทรงตรากตรำพระวรกายอย่างหนักเพื่อพสกนิกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและพัฒนาไปแบบยั่งยืนโดยไม่รู้จักหน็ดเหนื่อย “การเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้นต้องเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาหยุดได้” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ยังอยู่ในใจของคนไทยชั่วนิจนิรันดร์