
ก้าวสู่ปีที่14 "ดีเอสไอ" ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง!
แต่นับจากการก่อตั้งกรมในปี 2546 ดีเอสไอ ยังก้าวไม่พ้น “กรมตำรวจสาขา2” : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย รายงาน
กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นให้เป็นหน่วยสอบสวนพิเศษ โดยวาดฝันให้เป็น “เอฟบีไอ” เมืองไทย แต่นับจากการก่อตั้งกรมในปี 2546 ดีเอสไอ ยังก้าวไม่พ้น “กรมตำรวจสาขา2” และไม่มีเกราะกำบังจากการแทรกแซงทางการเมือง องค์กรถูกกระแสการเมืองลากจูงไปมา
“อุ้มฆ่า สมชาย นีละไพจิตร” คดีที่ปิดไม่ลง
ขณะนั้นมีการลงพื้นที่สอบสวนโดยแกะรอยไปตามสัญญาณโทรศัพท์มือถือของตำรวจกองปราบปราม กลุ่มผู้ต้องสงสัย ที่เคลื่อนที่จากจุดเกิดเหตุย่านรามคำแหง ไปจนถึงจุดสุดท้าย จ.ราชบุรี และมีการเก็บรวบรวมหลักฐานหลายส่วน ดึง “พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์” มาร่วมเก็บดีเอ็นเอจากรถยนต์ของทนายสมชาย ปูพรมตีตาราง เก็บตัวอย่างกระดูกที่ถูกเผาทำลายศพใน จ.ราชบุรี และการนำเครื่องเอ็กซเรย์ใต้น้ำสแกนแม่น้ำแม่กลอง เพื่อค้นหาหลักฐานตามข้อมูลว่าทนายสมชายอาจถูกฆ่านำศพบรรจุถังน้ำมันถ่วงทิ้งแม่น้ำ แต่สุดท้ายตัวอย่างกระดูกที่พบไม่ตรงกับดีเอ็นเอของทนายสมชาย ชุดสอบสวนจึงต้องหยุดรอจนกว่าจะมีหลักฐานใหม่
เหตุเกิดในปี2533 โอนคดีมาให้ดีเอสไอในสมัย พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ แต่มีความชัดเจนเอาในช่วงปีสุดท้ายก่อนคดีครบอายุความ20ปี ในยุค พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นอธิบดี โดยมีการสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม พร้อมลูกน้อง ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ปิดบังซ่อนเร้นทำลายศพ ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว ข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำหรือไม่กระทำการใด ก่อนที่“ทวี สอดส่อง”จะถูกย้ายไปเป็นรองปลัดฯยธ.ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าดีเอสไอทำคดีนี้เพื่อดิสเครดิตพล.ต.ท.สมคิด คู่ปรับคนสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทย
โดยหลักฐานใหม่ที่ใช้ในการสั่งฟ้อง คือ แหวนทองที่หัวแหวนมีรูปพระจันทร์เสี้ยว แหวนประจำตระกูลของนาย่อัลรูไวลี ที่ พ.ต.ท.สุวิชัย แก้วผลึก อ้างว่าเก็บไว้ ซึ่งคดีนี้ต้องส่งประเด็นไปสืบพยานพ.ต.ท.สุวิชัย นอกราชอาณาจักร (ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) เนื่องจากพยานปากเอกมีสถานะเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่การพิจารณาคดีในชั้นศาลอาญาและศาลอุทธรณ์เห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ เพราะมีเพียงคำให้การของพยานแวดล้อม จึงสั่งยกฟ้อง
คดีเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีจำเลยคนสำคัญ คือ นาย แทน เทือกสุบรรณ บุตรชาย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์และรัฐมนตรีหลายสมัย โดยการบุกรุกที่ดินบนเขาแพง ถูกเปิดโปงในช่วงศึกซักฟอก “รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เมื่อวันที่ 31พ.ค.-1มิ.ย.2553 โดยพรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจและยื่นถอดถอน นายสุเทพ
คดีนี้ดีเอสไอเริ่มต้นสืบสวน ในยุค ธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ ผลการสืบสวนของพ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เป็นผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เสนอความเห็นต่อบอร์ด กคพ. ที่มีสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานบอร์ดว่า ไม่สมควรรับเป็นคดีพิเศษ เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลเป็นยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรองนายกฯ ทำหน้าที่ประธานกคพ. เป็นเหตุให้พ.ต.ต.สุริยา ถูกย้ายพ้นสำนักคดี. ขยับพ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ขึ้นมาเป็นผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคฯแทน จึงมีการลงพื้นที่และบินสำรวจทางอากาศและพิสูจน์แนวเขตที่ดินในความครอบครองของ แทน เทือกสุบรรณ อีกครั้ง และมีการสรุปสำนวน เสนอให้อัยการสั่งฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญา
จนในที่สุดศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตัดสิน พิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา แทน เทือกสุบรรณ กับพวก ฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ้วถาง
ส่วนที่ดินในความครองของบริษัทชนาพันธุ์ จำกัด ที่มี “นิพนธ์ พร้อมพันธุ์” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ข้อเท็จจริงพบว่า ไม่ใช่การบุกรุกแต่เป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ดีเอสไอจึงส่งสำนวนให้ป.ป.ช.ไต่สวนเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ
เกิดเหตุในยุคที่ ธาริต เป็นอธิบดีฯ เรียกได้ว่าแกนนำม็อบโดนคดีกันถ้วนหน้า แจกข้อหาครบทุกคน เริ่มด้วยม็อบเสื้อแดงปี 53 โดนคดีก่อการร้ายตั้งแต่เบอร์ 1 “ทักษิณ ชินวัตร” ไปจนถึงการ์ดนปช.ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล
ส่วนผู้สั่งการสลายม็อบเสื้อแดง “อภิสิทธิ์-สุเทพ” โดนคดีร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล ซึ่งศาลสั่งยกฟ้อง โดยสำนวนคดีฆ่าถูกป.ป.ช.ส่งคืนมาให้ดีเอสไอสอบสวนแยกเป็นรายศพและผู้บาดเจ็บ เพื่อค้นหามือยิงมาดำเนินคดี ส่วนคดีม็อบ กปปส.ดีเอสไอก็สรุปสำนวนสั่งฟ้อง สุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมแกนนำม็อบ ให้ตกเป็นผู้ต้องหาคดีกบฏ ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ
ถือว่าเป็น “คดีฮอตติดชาร์ต” ที่อยู่ระหว่างการสอบสวน โดยค้างการสอบสวนตั้งแต่ยุค พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นอธิบดี มีการสอบปากคำพยานนับ100 ปาก กระทั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินว่าเป็นการทุจริตสั่งจำคุกกราวรูด ดีเอสไอในยุคพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง จึงหยิบสำนวนคดีขึ้นมาปัดฝุ่น พบว่าปากคำพยานที่สอบไว้นับ 100 ปากใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย ต้องเรียกสอบใหม่ทั้งหมด รวมถึง “พานทองแท้ ชินวัตร” หนึ่งในผู้ที่รับเงินจาก บ.กฤษดามหานคร
ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยจะครบอายุความภายในปี 2561
เกิดจากการเซ็นเช็คเกือบ 1,000 ฉบับ ของ “ศุภชัย ศรีศุภอักษร” ที่พัวพันไปถึง “พระธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และเครือข่ายพระลูกวัด-กลุ่มทุนธรรมกาย
เป็นอีกคดีในการพิสูจน์ตัวเองของดีเอสไอ ด้วยการเดินหน้าดำเนินคดีเรียกคืนภาษีกับขบวนการรถจดประกอบเกือบ 7,000 คัน ซึ่งมีรถเบนซ์คลาสสิคในความครอบครองของ “สมเด็จฯช่วง” และจากัวร์โบราณของ “หลวงพี่น้ำฝน” รวมอยู่ด้วย
ปริศนา “ธวัชชัย อนุกูล” เสียชีวิตคาห้องขังดีเอสไอ
ดีเอสไอต้องเผชิญกับปริศนาการเสียชีวิตภายในห้องขังของ “ธวัชชัย อนุกูล” ผู้ต้องหาคดีทุจริตออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน โดยดีเอสไอยืนยันหนักแน่นมาตลอดว่าไม่มีมูลเหตุต้องทำร้ายผู้ต้องหา หรือฆ่าตัดตอน เพราะคดีนี้มัดแน่นด้วยเอกสารหลักฐานที่ปรากฏชัด ผู้ร่วมขบวนการก็ปรากฏตัวตนตามเอกสารสิทธิ์ การเสียชีวิตของผู้ต้องหารายนี้ไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อรูปคดี ซึ่งท้ายที่สุด คดีการตายผิดธรรมชาติในห้องคุมขังยังต้องรอฟังผลการไต่สวนของศาล



