คอลัมนิสต์

“คำชี้แจง”ผู้บริหาร“เนชั่น”

“คำชี้แจง”ผู้บริหาร“เนชั่น”

08 ต.ค. 2559

ค้านคำสั่ง แบล็กลิสต์ก.ล.ต.

ฉับพลันที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีคำสั่งห้ามกรรมการและอดีตกรรมการของ “เนชั่นกรุ๊ป” ดำรงตำแหน่งกรรมการ หรือผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้มีผลทันทีในวันที่ 6 ตุลาคม 2559 จนตลอดระยะเวลาที่ถูกดำเนินคดี อันประกอบด้วย 1.นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 2.นายเสริมสิน สมะลาภา 3.น.ส.ดวงกมล โชตะนา 4.นายปกรณ์ บริมาสพร 5.นายเชวง จริยะพิสุทธิ์ 6.นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ 7.น.ส.เขมกร วชิรวราการ และ 8.นายพนา จันทรวิโรจน์

“คำชี้แจง”ผู้บริหาร“เนชั่น”

จากคำสั่งของ ก.ล.ต.ที่ออกมานั้น  คณะผู้บริหารเนชั่นนำโดยนายสุทธิชัย  นายเสริมสิน น.ส.ดวงกมล นายอดิศักดิ์ นายพนา และนายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น เห็นว่า “ไม่เป็นธรรม” จึงเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเพื่อชี้แจงกรณีคำสั่งดังกล่าว ที่สตูดิโอ NOW 26 เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม

นายสุทธิชัย หยุ่น กล่าวว่า คำสั่งของสำนักงาน ก.ล.ต.ที่ออกมานั้น กรรมการ รวมทั้งอดีตกรรมการเนชั่นกรุ๊ป มองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และขัดกับคำพิพากษาของศาลจังหวัดพระโขนง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 ที่ออกมาว่ากรรมการชุดเดิมทั้ง 8 ราย ไม่ได้มีส่วนร่วมในการสั่งห้ามผู้ถือหุ้นให้เข้ามาร่วมประชุม และไม่ได้กระทำการอันใดที่ถือเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ จึงไม่ต้องรับผิด และไม่มีเหตุให้ต้องออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท

“คำชี้แจง”ผู้บริหาร“เนชั่น”

“คำพิพากษายืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ประธานกรรมการ (นายณิทธิมน หัสดินทร ณ อยุธยา) เป็นผู้รับผิดชอบ และท่านยืนยันว่าได้ทำหน้าที่ประธานเพื่อปกป้องบริษัท และผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัท จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นหน้าที่ของประธานที่พึงกระทำ และพร้อมจะต่อสู้ในศาลต่อไป”

อย่างไรก็ตาม คำสั่ง ก.ล.ต.ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะอ้างว่าประสานกับอัยการและตัดสินบนพื้นฐานของอัยการ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต.เคยตัดสินแล้วว่าผู้ถูกกล่าวโทษมีคนเดียว และส่งอัยการไปคนเดียว แต่วันดีคืนดี อัยการบอกว่ามีปัญหาอื่นและจะยื่นฟ้องทั้ง 8 คน ทั้งๆ ที่การทำหน้าที่ของอัยการ และก.ล.ต. ควรเป็นอิสระจากกันและบางครั้งทำหน้าที่ถ่วงดุลกัน แต่ครั้งนี้ ก.ล.ต.กลับนำคำฟ้องของอัยการมาตัดสิน จึงเป็นอีกข้อที่น่าสงสัยถึงการทำงานของก.ล.ต. และเป็นข้อสงสัยที่ยังไม่มีคำตอบ

“คำชี้แจง”ผู้บริหาร“เนชั่น”

“เราตกใจกับคำสั่งของก.ล.ต. ที่กรรมการทั้ง 8 ท่านถูกแบล็กลิสต์ ทั้งที่ไม่เคยได้รับเชิญไปบอกกล่าวว่า ก.ล.ต.มีข้อกล่าวหา หรือมีอะไรจะแจ้งให้ทราบมาก่อน ซึ่งต่างจากคุณณิทธิมน ที่ก.ล.ต.เชิญไปถึง 3 ครั้ง จึงถือว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เราจึงสงสัยในมาตรฐานของผู้ใช้อำนาจของ ก.ล.ต.ว่านำมาจากไหนและใช้มาตรฐานอะไร การที่บอกว่า กรรมการทั้ง 8 ท่านเป็นบุคคลไม่น่าไว้วางใจ คำนี้ถือเป็นคำที่รุนแรงสำหรับเราที่เป็นคนทำสื่อ ถือเป็นการประหารชีวิตในการทำหน้าที่ เป็นถ้อยคำที่รุนแรงมาก เพราะความน่าเชื่อถือมีคุณค่าสำคัญที่สุด”

นายสุทธิชัย ย้ำว่า นอกจากนี้ การออกคำสั่งมาและมีผลในทันทีนั้น กรณีแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่กรรมการเกือบทั้งหมดถูกแขวนพร้อมๆ กัน แสดงว่าถ้าก.ล.ต.มีความเข้าใจในการทำธุรกิจปกติ ต้องเข้าใจว่าการหยุดทำงานทันที ธุรกิจของบริษัทจะหยุดชะงัก เพราะไม่มีผู้มีอำนาจบริหารงาน และไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆ ได้ กรรมการที่ถูกแขวนมี 3 ท่านที่เป็นซีอีโอ ทำให้ยังไม่รู้ด้วยว่าจะเซ็นเช็คได้หรือไม่ เงินเดือนจะจ่ายพนักงานได้อย่างไร ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงการเจรจาแบงก์และพันธมิตร จึงขอถามว่าความเสียหายนี้ใครจะรับผิดชอบ ด้านตลาดหลักทรัพย์เองก็สอบถามมาและให้ชี้แจง ซึ่งก็บอกว่าเราไม่รู้เรื่อง เราไม่รู้ว่าทำอะไรได้หรือไม่ได้ ความผิดของเราคืออะไร การไปนำข้อมูลจากอัยการมา ซึ่งเป็นเพียงข้อกล่าวหา และบอกให้ไปสู้กันในศาล แต่ตัดไม้ตัดมือเรา ชื่อเสียงเราก็เสียแล้ว สู้กันจนถึง 3 ศาลแล้วเราจะทำงานปกติได้อย่างไร เพราะมีคำว่าไม่ไว้วางใจติดอยู่กับเราตลอดเวลา

“คำชี้แจง”ผู้บริหาร“เนชั่น”

“นี่เป็นวิกฤติศรัทธาต่อผู้ใช้อำนาจของ ก.ล.ต. ซึ่งไม่ได้กระทบเราอย่างเดียว การใช้อำนาจเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้อีก ขนาดเรายังโดนขนาดนี้แล้ว และหากเป็นบริษัทที่ไม่มีปากไม่มีเสียงจะโดนหนักขนาดไหน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราเดือดร้อน และผู้ที่มีหน้าที่กำกับอย่างก.ล.ต.จะต้องแสดงความเป็นธรรมให้ปรากฏ แต่ดูจากการใช้อำนาจของ ก.ล.ต.ในครั้งนี้ ถือว่าเอียงไปในข้างที่เราคิดว่าไม่ให้ความเป็นธรรมกับเรา และอาจเกิดส่งผลเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของ ก.ล.ต.ด้วย ทั้งนี้ หากไม่ได้รับความเป็นธรรม เราก็จะยื่นศาลปกครองเพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต่อไป”

ขณะที่ นายเสริมสิน กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเราไม่ได้เสียใจ แต่เสียดายเพราะว่าตอนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อ โดยเฉพาะทีวีดิจิทัลที่แข่งขันรุนแรงมาก ซึ่งทุกคนต้องหาทางรอด แต่เราโชคดีที่ว่าเราหาทางรอดได้แล้วโดยเชิญพันธมิตรที่เป็นยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อพันธมิตรยักษ์ใหญ่ระดับโลก รวมทั้งการพูดคุยกับธนาคารพาณิชย์ อีกทั้งได้เซ็นเอ็มโอยูกับพันธมิตร เราทำทั้งหมดและมีทางรอดแล้ว ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการผ่าตัดครั้งใหญ่      

"ด้วยความสงสัยของก.ล.ต. ที่ออกมาสวนทางกับคำพิพากษาของศาล ทำให้ขณะนี้เหมือนสั่งให้หมอหยุดผ่าตัด หรือสั่งให้นักบินที่กำลังบินอยู่เลิกปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะทำให้มีผลกระทบหนัก จึงขอผู้มีอำนาจที่มีความยุติธรรม ต้องหาทางออกให้เรา ซึ่งเราไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง เราสามารถเซ็นใบลาออกได้ แต่จะต้องมีคนมาทำหน้าที่แทน ไม่เช่นนั้นบริษัทจะเดือดร้อนมาก”

“คำชี้แจง”ผู้บริหาร“เนชั่น”

ขณะที่ น.ส.ดวงกมล กล่าวว่า หลังจากนี้กรรมการทุกท่านจะทำหนังสือยื่นเรื่องอุทธรณ์ไปยัง ก.ล.ต.โดยเร็ว เพื่อให้ทบทวนคำสั่งของเลขาธิการ ก.ล.ต. โดยตั้งคณะทำงานขึ้นมาอุทธรณ์ หวังว่าคณะกรรมการจะสามารถพิจารณาด้วยความเป็นธรรมและรวดเร็ว คิดว่าความยุติธรรมควรมาให้ทันเวลาก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้น เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม หากล่าช้าและเป็นความล่าช้าที่บิดเบี้ยวจะส่งผลกระทบ ซึ่งไม่เฉพาะกรณีเนชั่นเท่านั้น กระทบถึงใครก็ได้เพราะด้วยมาตรฐานการกล่าวโทษด้วยข้อหาความไม่ไว้วางใจ ที่เป็นข้อหาสำคัญ

“การที่บอกเราว่าเราไม่เก่ง ไม่โกรธนะ แต่บอกว่าเราไม่สามารถไว้วางใจได้ เป็นอะไรที่ยอมรับไม่ได้ เพราะความไว้วางใจเป็นหัวใจของการทำงานสื่อมวลชนของทุกที่ไม่เฉพาะเนชั่น ดิฉันทำงานเนชั่นมา 30 ปี เราถือเป็นเครือเดียวที่วางรากฐานด้านจริยธรรมอย่างเข้มแข็ง และเป็นเครือแรกๆ ที่มีคู่มือจริยธรรมเป็นของตัวเอง”

น.ส.ดวงกมล กล่าวยืนยันว่า สามารถยื่นอุทธรณ์ได้อย่างแน่นอน และนักกฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจตามประกาศไม่ถูกต้อง เพราะในข้อประกาศต่างๆ ระบุชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการได้ในกรณีที่มีความเกี่ยวโยงกับที่ก.ล.ต.ดำเนินการมาก่อน แต่กรรมการทั้ง 8 ไม่เคยถูกก.ล.ต.ดำเนินการมาก่อน และ ก.ล.ต.เองก็เคยตัดสินไปแล้วว่าเราไม่เกี่ยวข้องกับฐานความผิดนั้น แต่อยู่ๆ บอกว่าอัยการสั่งฟ้อง จึงขอนำมาเป็นบรรทัดฐานในการกล่าวโทษ

นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างมีความหวั่นไหว และถูกสั่นคลอน เพราะ บมจ.หลายแห่งพบว่ามีข้อพิพาทกรณีต่างๆ มากมาย ซึ่งหากยึดมาตรฐานที่ ก.ล.ต.ทำกับเนชั่น คิดว่าคณะกรรมการครึ่งตลาด จะถูกห้ามปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน 

"ความพยายามทำให้กฎหมาย ก.ล.ต.มีความศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นเรื่องที่ดีและควรทำมานานแล้ว แต่ก็ควรคำนึงถึงการแยกแยะขาวและดำ ถูกหรือผิด ขออย่าตกเป็นเครื่องมือของความขัดแย้งระหว่างกัน เพราะว่ามีหลายกรณีที่มีการสร้างหลักฐาน หรือเป็นเพียงข้อกล่าวหา และนอกเหนือจาก ก.ล.ต.ดูแลข้อปฏิบัติแล้ว ศาลยุติธรรมน่าจะเป็นอีกส่วนที่ต้องคำนึงถึง"

ขณะที่ นายเทพชัย กล่าวว่า กลุ่มบุคคลทั้งหมดนี้ถือเป็นบุคคลที่น่าไว้วางใจ จึงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมากที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดในเรื่องที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง ผิดหวังที่ไม่สามารถแยกแยะได้ถึงว่าเกิดกรณีพิพาท หรือกลุ่มไหนน่าเชื่อถือ 

“ในฐานะองค์กรสื่อ ขอยืนยันว่าสื่อในเครือเนชั่นจะเดินหน้าและทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะเกิดความท้าทายหรือแรงกดดันหรือถูกยั่วยุแค่ไหนก็ตาม”