
วิกฤติ “ไวรัสซิกา” หญิงควรท้อง-ไม่ท้อง ?
มีการสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 80 รับรู้-ตื่นกลัวไวรัสซิกา แต่ไม่ได้จริงจังป้องกัน จึงถึงเวลาที่ต้องใช้มาตรการเข้มข้นเพื่อสกัดการะบาดเหมือนเพื่อนบ้านรึยัง
ประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามองของนักระบาดวิทยาด้านเชื้อไวรัสซิกา หลังกระทรวงสาธารณสุขประกาศยืนยันพบ “ทารกหัวเล็ก” 2 ราย ที่ติดเชื้อซิการะหว่างแม่ตั้งครรภ์ ถือเป็นประเทศแรกในเอเชีย...
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2559 คณะกรรมการด้านวิชาการตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า เด็กรายแรกยืนยันผลจากการตรวจปฏิกิริยาน้ำเหลือง และรายที่สองยืนยันด้วยการตรวจปัสสาวะ และมีแม่ตั้งครรภ์อีกประมาณ 30 รายที่กำลังเฝ้าระวังว่าทารกคลอดออกมาจะมีอาการผิดปกติหรือไม่
กลายเป็นคำถามสำคัญว่า ทารกทั้ง 2 รายนั้น อยู่ในพื้นที่ระบาดของไข้ซิกาหรือไม่ และทำไมไม่มีการเปิดเผยข้อมูลพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อให้ประชาชนเฝ้าระวัง ?
นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจไวรัสซิกา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การระบุพื้นที่นั้นไม่ได้เป็นสาระสำคัญ เนื่องจากเชื้อไวรัสซิกาแพร่ระบาดโดยยุงลาย ที่มีอยู่ทุกพื้นที่ของประเทศไทย และแม่ทั้ง 2 รายนั้น ปรากฏว่ารายหนึ่งมีอาการป่วยไข้ซิกา แต่อีกรายไม่มีอาการป่วย ดังนั้น การประกาศพื้นที่อาจทำให้ประชาชนตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น และผู้หญิงตั้งครรภ์ที่อยู่พื้นที่อื่นอาจไม่ระวังในการป้องกันยุงกัด
“สิ่งที่ควรทำคือ ทุกพื้นที่ทั่วไทยควรช่วยกันกำจัดยุงลาย ไม่ให้มีแหล่งน้ำท่วมขัง หากใครตั้งท้องต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษไม่ให้ถูกยุงกัด ส่วนผู้ชายที่ถูกยุงกัดแล้วเป็นไข้หรือไม่เป็นไข้ ก็ควรใส่ถุงยางป้องกันในช่วงนี้”
นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอธิบายต่อว่า ในประเทศแถบละตินอเมริกา เช่น บราซิล ได้ขอร้องให้ผู้หญิงระงับการตั้งครรภ์ไปก่อน เพราะพบทารกประมาณ 4 พันรายที่มีภาวะศีรษะเล็กจากไข้ซิกา รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการนี้จนกว่าจะควบคุมการระบาดของไวรัสซิกาได้ ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นนั้น ต้องเฝ้าระวังกันไปสักพัก เพื่อประเมินสถานการณ์ในอนาคต
ทั้งนี้ การตรวจพบทารกศีรษะเล็กในไทย 2 ราย ที่เป็นครั้งแรกในเอเชียนั้น ไม่ได้หมายความว่ามีการระบาดของไวรัสซิกาในไทยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพียงแต่ประเทศไทยมีการตรวจตราอย่างใกล้ชิด หลังจากองค์การอนามัยโรคประกาศเตือนภัยตั้งแต่ต้นปี 2559
หนึ่งในทีมผู้เชี่ยวชาญไวรัสซิกาจากกระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ให้ฟังว่า ประเทศไทยตรวจหาเชื้อซิกาทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นราย โดยเฉพาะในผู้หญิงตั้งท้อง และ 2 รายที่ยืนยันว่าทารกเกิดมาหัวเล็กจากซิกานั้น พบจากการตรวจภายใน 1 เดือนหลังทารกคลอด ตรวจเลือดหรือปัสสาวะ แต่หลายครั้งอาจตรวจหาเชื้อซิกาไม่พบเพราะขั้นตอนการเก็บตัวอย่างและการตรวจพิสูจน์ค่อนข้างซับซ้อนและมีหลายขั้นตอน
“การพบทารกหัวเล็กจากไวรัสซิกาในไทย ประกาศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเอเชีย แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นไม่มี เช่น ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ที่มีไข้ซิการะบาดเป็นโรคประจำท้องถิ่น อาจมีทารกเกิดมาแล้วอาการหัวเล็กจากเชื้อซิกาก็ได้ เพียงแต่เขายังไม่มีอุปกรณ์การตรวจที่เหมาะสม หรือตรวจหาแล้วไม่พบไม่กล้ายืนยัน”
อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องการประกาศเตือนพื้นที่พบเด็กศีรษะเล็กนั้น ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นยอมรับว่ามีทั้ง “ข้อดีและข้อเสีย” สำหรับข้อดีคือประชาชนได้เฝ้าระวังอย่างเต็มที่ หญิงตั้งท้องบางรายอาจออกไปอาศัยอยู่พื้นที่อื่นสักพัก หรือฉีดยากันยุง อยู่ในห้องแอร์ ห้องที่มีมุ้งกันยุง หรือบางรายถ้าไม่จำเป็นต้องตั้งท้องช่วงนี้ อาจยืดระยะเวลาโดยใส่ถุงยางอนามัยช่วงมีเพศสัมพันธ์
สำหรับข้อเสียนั้น อาจทำให้คนตื่นตระหนกมากเกินไป ทำลายเศรษฐกิจ หรือส่วนอื่นๆ โดยไม่จำเป็น เช่น การท่องเที่ยว และที่สำคัญการระบาดของเชื้อซิกานั้น ยังเป็นปริศนาอยู่หลายส่วน วันนี้นักวิทยาศาสตร์เองยังไม่แน่ใจว่า ที่ผ่านมามีทารกหัวเล็กจากสายพันธุ์ซิกาเอเชียมากน้อยเพียงไร เนื่องจากบราซิลเป็นประเทศแรกที่พบและเชื่อมข้อมูลเหล่านี้ไว้ด้วยกัน ส่วนของไทยไม่สามารถบอกได้ว่า ที่ผ่านมามีทารกเกิดมาหัวเล็กมากน้อยเพียงใดที่เกิดจากไวรัสซิกา? หรือเพิ่งเกิดขึ้นเพราะเชื้อไวรัสซิกากลายพันธุ์?
ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวอีกว่า “ส่วนทารกที่เกิดมาหัวเล็กนั้น จะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน ต้องพิจารณาจากการดูแลของครอบครัว และอาการผิดปกติของร่างกายเด็กแต่ละรายไม่เหมือนกัน ส่วนมากอยู่ได้ประมาณ 1–5 ปี ทำให้หลายประเทศห้ามผู้หญิงตั้งท้องไปเลย เพื่อป้องกันปัญหา หรือให้เอาทารกในครรภ์ออกได้ ถ้าตรวจพบแล้วยืนยันแน่ชัดก่อนคลอดออกมา”
กระทรวงสาธารณสุข ระบุสถิติผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาของไทยปี 2558 ตรวจเชื้อซิกาผู้ป่วยประมาณ 100 ราย พบติดเชื้อ 5 ราย ปี 2559 ตรวจประมาณ 1 หมื่นราย พบติดเชื้อ 392 ราย รวมเป็นประมาณร้อยละ 3-5
สำหรับวิธีป้องกันการระบาดของยุงลายนั้น หลายประเทศในเอเชียสั่งให้ฉีดยาฆ่ายุงตามแหล่งน้ำขัง โดยเฉพาะที่สิงคโปร์หลังตรวจพบผู้ติดเชื้อกว่า 300 รายภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน รัฐบาลขอความร่วมมือทุกบ้านให้กำจัดแหล่งน้ำขัง ล่าสุดกำหนดบทลงโทษว่า
หากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสุ่มตรวจบ้านหรืออาคารใดแล้วพบว่ามีแหล่ง “ลูกน้ำ" จะปรับเป็นเงิน 5 พันดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1.25 แสนบาททันที
ส่วนในประเทศไทยนั้น นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารสุข กำลังเป็นห่วงข้อมูลการพบลูกน้ำยุงลาย เนื่องจากวัดหรือศาสนสถาน พบมากถึงร้อยละ 61 โรงเรียนร้อยละ 41 โรงงานร้อยละ 38 และโรงพยาบาลร้อยละ 28 สำหรับบ้านเรือนประชาชนทั่วไปนั้น พบในภาชนะที่เก็บน้ำกินน้ำใช้ถึงร้อยละ 70
เมื่อสอบถามข้อมูลการรับรู้เรื่องไวรัสซิกา ปรากฏว่ามีคนรับรู้และตื่นกลัวถึงร้อยละ 80 แต่ยังไม่ได้จริงจังกับการปฏิบัติเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสซิกา โดยเฉพาะยุงลายที่หากกัดผู้ที่มีเชื้อไวรัสซิกา ยุงจะกลายเป็นพาหะแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสซิกามีอาการป่วยเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น อีกร้อยละ 80 ไม่มีอาการเป็นไข้ ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อไวรัสซิกาหรือไม่ จึงไม่ได้ใส่ใจป้องกัน
หรือว่ารัฐบาลไทยอาจต้องสั่งมาตรการเฉียบขาดเหมือนสิงคโปร์ หากพบลูกน้ำยุงลายที่พื้นที่ใด หรือบ้านใคร ต้องมีการลงโทษปรับเงิน หรือคาดโทษอื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการตื่นตัวและรับผิดชอบมากกว่านี้ ?
การยุติการตั้งครรภ์
1 “หญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสซิกา”
- มีอาการ ไข้ ออกผื่น ปวดข้อ ตาอักเสบ ส่งตรวจอัลตราซาวด์ทันที
- ตรวจเจอทารกศีรษะเล็กในช่วงอายุครรภ์น้อยกว่า 24 สัปดาห์ : ปรึกษาร่วมกันคณะแพทย์อย่างน้อย 2 คน ร่วมกับบิดา มารดาเจ้าของบุตร
- ตรวจเจอหลังอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ :แพทย์ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและพิจารณาเป็นรายกรณี
2 “หญิงตั้งครรภ์ไม่แสดงอาการของโรคซิกา”
-ทำอัลตราซาวด์ 2 ครั้ง 18-20 สัปดาห์ และ 28-30 สัปดาห์ ดูความผิดปกติของทารก
นิยามผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค “ผู้ป่วยซิกาหญิงตั้งครรภ์” หมายถึง
-หญิงตั้งครรภ์มีผื่น (maculopapular rash) และมีอาการอย่างน้อย 1 ใน 3 อาการ ดังนี้ ไข้ ปวดข้อ ตาแดง
-หญิงตั้งครรภ์ที่มีไข้ (fever) และมีอาการอย่างน้อย 2 ใน 3 อาการ ดังนี้ ปวดศีรษะ ปวดข้อ ตาแดง
- หญิงตั้งครรภ์ที่มีผื่น (maculopapular rash) ที่อาศัยอยู่ หรือมีประวัติเดินทางเข้าไปในตำบลที่พบผู้ป่วยยืนยัน และยังอยู่ในระยะเวลาควบคุมโรค
ทีมข่าวรายงานพิเศษ



