
กักตัว “โจชัว หว่อง” คำถามคาใจรัฐไทย - จีน
กลายเป็นประเด็นร้อน กับการเดินทางเข้าไทยของ“โจชัว หว่อง” หนุ่มนักศึกษานักเคลื่่อนไหวทางการเมืองในฮ่องกง ถูกกักทันเมื่อเหยียบผืนดินไทย เพื่อร่วมงานรำลึก 6 ตุลา
ตามกำหนดการที่วางไว้ หนุ่มน้อยผู้ที่ต้องมานั่งอยู่หน้าทีมข่าวเนชั่นต้องเป็น “โจชัว หว่อง” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้นำนักเรียนนักศึกษาและชาวฮ่องกงกว่า 5 แสนคนออกมาปิดถนนประท้วงรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่...
จากการวางแผนนัดหมายนานกว่า 3 อาทิตย์ โจชัว หว่อง เตรียมเปิดใจสัมภาษณ์พิเศษถึงเบื้องลึกเบื้องหลังที่มาเยือนเมืองไทย เนื่องในงานครบรอบ 40 ปีวันประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเฉพาะการวิเคราะห์ถึงพลังของนักศึกษาทั่วโลกที่ช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งในอดีตและอนาคต
แต่ค่ำคืนวันที่ 4 ตุลาคม 2559 ก่อนเวลานัดหมายไม่กี่ชั่วโมง เขาถูกทางการไทยกักตัวที่สนามบินสุวรรณภูมินานกว่า 10 ชั่วโมง ก่อนส่งตัวขึ้นเครื่องบินกลับฮ่องกง เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา
จากนั้น สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ทั่วโลกรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการตรวจสอบสืบเสาะข้อหาที่รัฐไทยไม่อนุญาตให้ “โจชัว” นักศึกษาวัยเพียง 19 ปี เข้ามาร่วมงานสำคัญของไทยว่าเป็นเพราะอะไร จนถึงตอนนี้ไม่มีใครตอบได้แน่ชัด อ้างเพียงประโยค “เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกี่ยวกับภัยความมั่นคง”
ทำไมเด็กหนุ่มฮ่องกงหน้าใส สวมแว่นหนาเตอะผู้นี้ จึงกลายเป็นภัยความมั่นคงของประเทศไทย ?
ย้อนไป 2 ปีที่แล้ว เขาโด่งดังระดับขึ้นปกบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ และสำนักข่าวเอเอฟพีจัดให้เป็น 1 ใน 100 ของบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดในโลก
เดือนกันยายนปี 2557 “โจชัว” วัยเพียง 17 ปี ได้ปลุกเร้านักเรียนฮ่องกงให้เอาสมุดการบ้านมานั่งทำกลางท้องถนน เพื่อเรียกร้องให้จีนเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ให้เป็นการเลือกตั้งแบบเสรีและยุติธรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เล่นพรรคเล่นพวกอย่างที่ผ่านมา การชุมนุมของพวกเขาก่อกำเนิดในนามกลุ่ม “ออคคิวพาย เซ็นทรัล” สามารถปิดถนนสำคัญย่านเศรษฐกิจของฮ่องกงได้นานกว่า 70 วัน ด้วยเครื่องมือง่ายๆ นั่นคือ “ร่ม” ที่ใช้ป้องกันตัวเองจากอุปกรณ์สลายม็อบของตำรวจ ภาพนักเรียนหลายพันคนกางร่มหลากสีสันสวยงามถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก
กลายเป็นรูปแบบการประท้วงด้วยวิธีสันติ หรือ “ขบวนการปฏิวัติร่ม” "Umbrella Movement"
ในวันนั้น “โจชัว หว่อง” ถูกบันทึกว่าเป็นแกนนำอายุน้อยที่สุดและสร้างประวัติศาสตร์การชุมนุมครั้งใหญ่สุดของฮ่องกง สามารถปิดถนนได้ยืดเยื้อยาวนานกว่า 2 เดือน ก่อนถูกรัฐบาลจีนสั่งสลายการชุมนุม หลังจากนั้นแกนนำหลายคนถูกตำรวจจับเข้าคุก แต่สุดท้ายต้องปล่อยออกมา เพราะมีการส่งสัญญาณกดดันและคัดค้านการจับตัวพวกเขาจากรัฐบาลหลายประเทศ
รวมถึงรัฐบาลไทยในวันนี้ แม้ว่าจะรีบส่ง “โจชัว” กลับฮ่องกง แต่ก็โดนโพสต์ประณามจากสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียทั่วโลก ทั้งที่ “โจชัว” กับ “ไทย” ไม่เคยมีประเด็นเกี่ยวข้องกันมาก่อน
“เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล” หนุ่มน้อยนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เป็นแกนนำติดต่อ “โจชัว” เข้ามาประเทศไทย ได้แสดงความรู้สึกผิดหวังและขอโทษ ทำให้เขาต้องกลายเป็นผู้นั่งให้สัมภาษณ์แทน
“วินาทีที่รู้ว่า ตม.กักขังโจชัวไว้ ผมผิดหวังมาก แล้วมีคนบอกว่าไทยถูกจีนกดดัน มันสะท้อนถึงความไม่ถูกต้องอะไรบางอย่าง ตอนที่ประสานชวนโจชัวมางานเวทีครบรอบ 40 ปี 6 ตุลา 19 เรารู้ดีว่าโจชัวไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเมืองไทย หรือสถานการณ์ในไทย แต่เราเชิญเขามาแสดงความเห็นในเรื่องพลังของเยาวชนคนรุ่นใหม่ในแง่การเมืองทั่วไป แง่มุมที่อยากให้โจชัวได้แลกเปลี่ยนถึงพลังของวัยรุ่นที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตของโลกใบนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองไทยเลย”
เนติวิทย์ เปิดเผยถึงแผนการของเขาว่า ทีมงานกำลังพยายามติดต่อโจชัวเพื่อขอโทษ และหาวิธีการร่วมกันที่จะใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้สามารถประสานเชื่อมเวทีระหว่างฮ่องกงกับจุฬาฯ ให้ได้
“เราจะพยายามทุกวิถีทาง แต่ถ้าวันนี้โจชัวไม่สามารถออนไลน์ร่วมเวทีกับเราได้จริงๆ ผมจะเดินทางไปฮ่องกงสัมภาษณ์เขาที่นั่นเอง” เนติวิทย์พูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
ขณะที่ “ภูริชญา ยิ้มแต้” นิสิตสาวรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาไม่ได้สนใจเรื่องราวของโจชัวสักเท่าไร แต่พอมาเห็นข่าวว่าเจ้าหน้าที่ไทยกักตัวเขาไม่ให้เข้าประเทศไทย ก็รู้สึกแปลกใจและรู้สึกว่าไม่ค่อยถูกต้องที่ไปทำแบบนี้ ถ้าจะไม่ให้มาก็น่าจะแจ้งล่วงหน้าต่อทีมงานหรือเจ้าตัว เพราะการจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่ความลับอะไร รู้อยู่แล้วว่าจะเชิญใครมาบ้าง
“คิดว่าจะมีคนเยอะแยะเลยไปร่วมงานนี้ เพราะอยากรู้ว่ารัฐบาลจีนมาเกี่ยวข้องอย่างไร ทำไมต้องกักตัวเขาไว้ มันสะท้อนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยหรือเปล่า” ภูริชญากล่าวด้วยความสงสัย
ช่วงเที่ยงวันที่ 5 ตุลาคม ระหว่างที่ไม่มีใครติดต่อกับ “โจชัว หว่อง” ได้นั้น กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและตัวแทนพรรคการเมืองเดโมซิสโตของฮ่องกงได้ไปรวมตัวกันทำป้ายประท้วงที่หน้าสถานกงสุลไทยในฮ่องกง กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ตอกย้ำด้านลบของรัฐไทยอีกครั้ง
หากย้อนกลับไปค่ำคืนวันที่ 4 ตุลาคม รัฐไทยปล่อยให้ “โจชัว หว่อง” เดินทางเข้ามาและไปร่วม “จัดเวทีการเมืองของคนรุ่นใหม่” ที่จุฬาฯ ตามกำหนดการที่วางไว้ เพียงไม่กี่วันเขาก็จะบินกลับฮ่องกง ประเทศไทยอาจไม่กลายเป็นข่าวใหญ่ในด้านลบขนาดนี้
“นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กล่าวเสมอว่าภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกเป็นเรื่องสำคัญ สุดท้ายคงต้องไปตั้งคำถามว่า ใครชงเรื่องทำให้รัฐไทยตัดสินใจแบบนี้ ?
ในวันนี้ “โจชัว หว่อง” นอกจากเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ “โอเพ่น ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ฮ่องกง” แล้ว กิจกรรมสำคัญของเขาคือการพัฒนาพรรคการเมือง “เดโมซิสโต” ให้กลายเป็นหอกแหลมคมทิ่มแทงรัฐบาลจีน
หลังจาก “นาธาน ลอว์” คู่หูแกนนำขบวนการปฏิวัติร่ม ประธานพรรคเดโมซิสโต คว้าชัยชนะได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น กลายเป็นสมาชิกรัฐสภาวัย 23 ปี อายุน้อยที่สุดของฮ่องกง
“โจชัว หว่อง” กำลังรออายุถึง 21 ปี จึงลงสมัครรับเลือกตั้งได้
“พรรคเดโมซิสโต” หาเสียงด้วยนโยบายเรียกร้องให้เปิดลงประชามติ “แยกตัวเป็นเอกราชจากจีน”
เดิมพันการต่อสู้ไม่ใช่แค่เพื่อชาวฮ่องกง
เป้าหมายยิ่งใหญ่ของพวกเขา คือ จุดพลังเยาวชนทั่วโลก ให้ออกมาต่อสู้ปลดแอกจากระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรม !!
ทีมข่าวรายงานพิเศษ



