
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ถางทาง “สืบทอดเจตนา”
น่าสนใจว่าสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ “ตีกลับ” เพื่อให้นำมาแก้ไขในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในมุมที่ทุกคนจับตาดู : โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นไปตามคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติหรือไม่ ก็ออกมาอย่างที่ทราบกัน หากจะใช้คำง่ายๆ บ้านๆ ก็ต้องใช้คำว่า “ตีกลับ” ให้มาแก้ไขใหม่
แม้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญบางคนจะไม่สบายใจกับคำว่า “ตีกลับ” แต่นี่น่าจะเป็นคำที่ตรงที่สุด เพราะทางเดินของร่างรัฐธรรมนูญเมื่อมาถึงขั้นนี้นั้นมีสองทาง หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการแก้ไขของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญถูกต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของคำถามพ่วง ก็ไม่ต้องนำมาแก้ไขใหม่และเดินเข้าสู่กระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ศาลรัฐธรรมนูญมองว่า ร่างที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขมานั้นยังไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ และต้องนำกลับมาแก้ไข ก่อนที่จะเดินเข้าสู่กระบวนการทูลเกล้าฯต่อไป
น่าสนใจว่าสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ “ตีกลับ” เพื่อให้นำมาแก้ไขในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในมุมที่ทุกคนจับตาดู เพราะสิ่งที่สังคมสนใจในเบื้องต้นคือเรื่องอำนาจในการเสนอชื่อนายกฯ ที่ทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และ คนตั้งคำถามพ่วงอย่าง สนช. ยังมองต่างกัน
กรรมการร่างรัฐธรรมนูญมองว่า อำนาจในการเสนอชื่อนายกฯควรเป็นของ ส.ส. เพราะคำถามพ่วงที่ไปถามประชาชนนั้น สรุปคำถามได้ว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการที่ให้ ส.ว. มาร่วมโหวตเลือนายกฯ ซึ่งพวกเขามองว่าคำถามนี้น่าจะตรงตัวที่ว่า ร่วมโหวตคือการลงมติเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการเสนอชือ่ ขณะที่ สนช. กลับตีความอย่างกว้างว่า การร่วมโหวตนั้นหมายถึงการร่วมกระบวนการแต่ต้น รวมถึงการเสนอชื่อด้วย
อย่างไรก็ตามในประเด็นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมองว่า ต้องแยกกระบวนการเสนอชื่อและการโหวตออกจากกัน การเสนอชื่อนั้นควรเป็นหน้าที่ของ ส.ส. ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจของประชาชนที่เป็นเข้าของประเทศ
เรียกได้ว่าปลดล็อกไปได้หนึ่งเปลาะ เพราะต้องยอมรับว่าเรื่องนี้กระทบกับความีรู้สึกของประชาชนไม่ใช่น้อย เพราะดูเหมือนเป็นการได้คืบจะเอาศอก และอาจจะดูเป็นความปรารถนาของใครบางคนที่จะกลับเข้าสู่วงจรแห่งอำนาจเสียมากกว่าเป็นความปรารถนาของผู้กุมอำนาจในปัจจุบัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจกับคำวินิจฉัยจของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้คือ สองประเด็นที่ศาลส่งกลับไปให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพื่อ “ให้ชอบด้วยกับผลการออกเสียงประชามติ” หรืออย่างน้อยก็เพื่อ “ให้ชอบ” ตามที่ศาลเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของคำถาม
1.ผู้มีสิทธิของเสนอยกเว้นการใช้บัญชีนายกฯ ที่พรรคการเมืองเสนอระหว่างการเลือกตั้ง เป็นอำนาจของ ส.ว. ด้วย จากเดิมที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขียนให้อำนาจนี้ไว้กับแค่ ส.ส. เท่านั้น
และ 2. กำหนดเวลาและวันเริ่มนับเวลาตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคหนึ่งและวีคสองคือ “ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้” แปลได้ง่ายๆว่า ส.ว. ชุดนี้จะมีส่วนร่วมในการโหวตเลือกนายก รวมถึงการเสนอให้เลือกนายกฯคนนอก ตลอดระยะเวลา 5 ปี ซึ่งก็คือวาระของ ส.ว. นั่นเอง
คำวินิจฉัยนี้จะส่งผลเช่นไร โดยในประเด็นที่ 1 นั้น ศาลได้บอกไว้เสร็จสรรพในทำนองว่า หากส.ส. เลือกนายกฯ ที่มาจากบัญชีรายชื่อไม่ได้ แต่ไม่ยอมปลดล็อกให้เลือกนายกฯคนนอก ก็อาจกลายเป็นทางตัน เรียกง่ายๆว่า “ยื้อ” ดังนั้นศาลจึงอุดช่องให้เรียบร้อย โดยให้ใช้เสียง ส.ว. มาร่วมโหวตเรื่องนี้ด้วย
เมื่อศาลได้วินิจฉัย โดยมองไปข้างหน้าในขณะที่เหตุยังไม่เกิด เราจึงชวนท่านผู้อ่านมาลองจินตนาการไปข้างหน้ากันบ้างว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติเช่นนี้
สภาชุดหน้านั้น เชื่อได้ว่าจะเป็นรัฐบาลผสม จากระบบเลือกตั้งที่วางกันไว้ จะทำให้ไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ขณะที่ เสียงที่จะใช้โหวตสนับสนุนใครเป็นนายกฯต้องใช้เสียงถึง 375 เสียง เนื่องจากเสียงของ ส.ส. และ ส.ว. รวมทั้งหมดมี 750
แปลว่า ต่อให้มีพรรคการเมืองใดที่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาล่าง ก็ยังไม่เพียงพอที่จะได้รับเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกฯ หากไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. ดังนั้น หากไม่ต้องการเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. ก็ต้องหาพันธมิตรทางการเมือง ซึ่งแน่นอนว่าพรรคเล็กอาจไม่เพียงพอ จึงต้องจับมือกับพรรคใหญ่ หรือพรรคขนาดกลางหลายๆพรรค
ซึ่งเมื่อนั้นความยากลำบากในการเลือกนายกฯจะเกิดขึ้น เพราะแต่ละพรรคย่อมอยากให้คนที่ตัวเองสนับสนุนเป็นนายกฯ และน่าจะถึงขั้นตกลงกันไม่ได้ ลองนึกดูว่า หากเพื่อไทย จับมือประชาธิปัตย์ แล้วเสียงเพียงพอ ใครจะเป็นนายกฯ ค่อนข้างแน่ว่าประชาธิปัตย์คงไม่อยากได้ชื่อนายกที่มาจากเพื่อไทย หรือใกล้ชิดกับตระกูล “ชินวัตร” ขณะที่ เพื่อไทย คงไม่แฮปปี้กับชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หรือหากเป็นพรรคขนาดกลางพวกเขาก็อาจจะไม่พอใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่พรรคไหนก็อยากให้คนที่ตัวเองเสนอชื่อเป็นนายกฯ
หากเป็นไปตามกลไกปกติ ก็ต้องตกลงกันจนกว่าจะได้
แต่เมื่อกำหนดเช่นนี้ ส.ว. ก็จะมีบทบาทเข้ามา โดยเห็นว่าเมื่อ ส.ส. ตกลงกันไม่ได้ ก็จะเสนอปลดล็อกให้เลือกนายกฯคนนอก โดยญัตตินี้่ใช้เสียงกึ่งหนึ่ง กล่าวชื่อ ส.ว. 250 เสียง บวกเสียง ส.ส. อีก 125 ก็เพียงพอ
จากนั้นจึงเข้าสู่การโหวตซึ่งต้องใช้เสียงสองในสาม หากถึงขั้นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เรียกได้ว่าประตูสู่นายกฯคนนอกได้เปิดกว้างแล้ว
ดังนั้นมีทางเดียวที่จะสกัดกั้นนายกฯคนนอกได้คือ นักการเมืองต้องแพ็คกันให้แน่น จับมือกันให้ได้ ซึ่งถือว่าขัดกับหลักประชาธิปไตยและความจริงอย่างยิ่ง
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีกลไกผิดประหลาดอย่าง ส.ว. เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการด้วยนั่นเอง
มีผู้โต้แย้งว่าจริงๆแล้ว ส.ว. ไม่น่าจะต้องเขามามีส่วนในการเสนอปลดล็อกครั้งนี้ก็ได้ เพราะหาก ส.ส. ยื้อจริงๆ พวกเขาก็จะเสียประโยชน์ เพราะอายุของรัฐบาลมิได้เริ่มนับวันที่ตั้งนายกฯ หากแต่เริ่มนับ ณ ัวนเลือกตั้ง แปลว่ายิ่งนาน เวลาของรัฐบาลพวกเขาก็จะยิ่งสั้นลง
และหากยื้อจนนานจริงๆ รัฐบาล “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็ยังมีอำนาจเต็มไปเรื่อยๆ รวมถึงหากเห็นว่ากระทบก็อาจจะสั่งยุบสภาก็ได้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องบัญญัติเช่นนี้
นอกจากนี้ในประเด็นที่สอง ยังให้อำนาจ ส.ว. ในการกระทำการตลอดระยะเวลาห้าปีของวาระการดำรงตำแหน่ง แปลว่าจะเลือกนายกฯอีกกี่ครั้งพวกเขาก็จะอยู่ในกระบวนการนี้ อย่างน้อยที่สุดก็สองครั้ง ในกรณีที่รัฐบาลอยู่ครบวาระ ซึ่งจะหมายถึงการอยู่ในอำนาจ 8 ปี หากใครบางคนต้องการ
เหตผลสำคัญก็เป็นไปตามศาลรัฐธรรมนูญบอกไว้คือเพือ่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคำถามพ่วง คือ “เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ”
จึงชัดเจนว่าคำวินิจฉํยศาลรัฐธรรมนูญได้ขีดเส้นขยายทางของการการันตีเจตนารมณ์ของการ “ยึดอำนาจ” ให้ชัดเจนและสะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงทำให้เห็นว่า ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. จะเป็นกลไกสำคัญต่อจากนี้
และที่ชัดไปกว่านั้นคือ จากนี้ไปบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
“พวกเขากลับมาแล้ว”



