
กฎหมายเลือกตั้ง อย่าตั้งโจทย์ผิด
บายไลน์ : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะยังไม่ประกาศใช้ แต่กระบวนการหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติก็กำลังเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เดินไปตามโรดแม็พและจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 2560
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ การเปิดช่องไว้สำหรับการกำหนดรายละเอียดเรื่องราวต่างๆ ไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกกันว่า “กฎหมายลูก” ค่อนข้างกว้าง ดังนั้นเราจึงต้องมาจับตาทุกกระบวนการของการร่างกฎหมายลูกว่าจะมีการแทรกอะไรลงไปหรือไม่
และที่กำลังจับตาในขณะนี้คือการร่างกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งล้อมาจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ แต่ก็มีอีกหลายส่วนที่เป็นการคิดขึ้นมาใหม่ โดยเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของกกต. ที่จะตั้งเรื่องขึ้นไป ซึ่งก็แน่นอนว่ามีทั้งเรื่องที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ที่แน่ๆ สิ่งที่กกต.พยายามเสนอเข้าไปในกฎหมายเลือกตั้ง คือความพยายามในการเปลี่ยนรูปการเมืองการเลือกตั้ง ซึ่งรวมไปถึงการหาเสียง และรวมไปถึงการขยายอำนาจหน้าที่ของกกต. ในการควบคุม กำกับการเลือกตั้ง
ในส่วนของการหาเสียงนั้น มีความพยายามที่จะจำกัดสิ่งที่กระทำมากขึ้น จากเดิมที่จำกัดด้วยวงเงิน แต่ครั้งนี้มีการเสนอให้กำหนดพื้นที่ติดป้ายหาเสียงในเขตเลือกตั้งจำนวน 200 บอร์ดต่อเขตเลือกตั้ง ส่วนโปสเตอร์แนะนำผู้สมัคร หรือนโยบายของพรรคการเมือง ก็จะให้กกต.เป็นผู้จัดพิมพ์ให้ โดยให้เหตุผลเรื่องไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบของพรรคใหญ่และพรรคเล็ก
ซึ่งที่ผ่านมาการหาเสียงในบ้านเราค่อนข้างเปิดอิสระสำหรับเรื่องป้าย หรือเรื่องโปสเตอร์ หลายทีถูกโจมตีโดยเฉพาะในส่วนของป้ายบิลบอร์ดว่ามีมากเกินไป แต่หากรัฐจัดให้ และมีจำนวนไม่เพียงพอก็ย่อมจะถูกโจมตีว่า ทำให้คนไม่รู้จักผู้สมัครอย่างเพียงพอ
และว่าตามจริงกับพื้นที่ 1 เขตเลือกตั้ง ป้ายหาเสียง 200 ป้าย ไม่ถือว่ามาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่พื้นที่เขตค่อนข้างใหญ่
นอกจากนี้ยังมีการกำหนดเรื่องการ “ดีเบต” ไว้ในกฎหมาย โดยเสนอว่า กรณีที่พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด หรือ 175 เขต จะได้สิทธิขึ้นเวทีดีเบตนโยบายผ่านสื่อสารมวลชน ช่วงเวลาไพรม์ไทม์
ข้อเสนอนี้เองทำให้ถูกมองว่าเป็นข้อเสนอให้คนที่จะเสนอตัวเป็นนายกฯ ต้องมา “ดีเบต” แต่ขณะเดียวกันก็มีการตั้งคำถามว่า การเปิดที่ทางสำหรับนายกฯ คนนอกในร่างรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับคนเหล่านั้นก็อยู่นอกเหนือข้อบังคับนี้
ไม่แปลกที่คนจะมองว่า มีใครบางคนพยายามใส่ความฝันของตัวเองไว้ในกฎหมาย เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยพยายามทำตัวเป็นผู้จัดการดีเบต แต่ก็ถูกปฏิเสธโดยคนที่เสนอตัวเป็นนายกฯ จากพรรคอันดับหนึ่งตลอดมา เมื่อวันนี้เข้ามาสู่พื้นที่แห่งอำนาจ จึงพยายามทำเรื่องเช่นว่า
ส่วนเรื่องที่เรียกว่าล้อมาจากร่างรัฐธรรมนูญคือ เรื่องถูกเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของผู้ที่ทุจริตเลือกตั้ง โดยร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรคสี่ ระบุว่าผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่ากรณีใด ก็จะไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. สภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ
ขณะที่เรื่อง “ใบดำ” หรือการตัดสิทธิตลอดชีวิตนั้น กกต.ยังทำท่าเหนียมอาย โดยบอกว่าต้องสอบถามเจตนารมณ์จากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง
สำหรับการออกแบบระบบเลือกตั้งใหม่นั้น ว่ากันตามจริงแล้ว กกต.เองแทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เพราะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนด ในส่วนของรูปแบบและวิธีการมาแล้วคือ การเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม กกต.นำมาเขียนเพียงแค่วิธีการคิดคำนวณคะแนน
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอที่ว่าด้วยการให้อำนาจกับกกต. คนใดคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายในการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ หรือการให้อำนาจกกต.ในการเข้าจับกุม ตรวจค้น เรียกว่าเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จในช่วงเลือกตั้ง
แต่สิ่งที่อยากท้วงติงกันไว้ก่อนที่กฎหมายจะออกมาเป็นรูปเป็นร่าง หากเราจำกันได้ว่า ช่วงหลัง กกต. ชุดแรก ที่ได้รับเสียงสนับสนุนมหาศาลนั้น ทุกคนพร้อมจะให้อำนาจในการควบคุมการเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จ
แต่ช่วงผ่านไปไม่นาน ทุกคนก็ได้เรียนรู้ว่าการมอบอำนาจให้เพราะความเชื่อใจนั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ยิ่งอำนาจที่ว่าหากไปอยู่กับคนที่ไม่ได้รับความไว้วางใจ หรือคนที่ไม่เป็นกลาง ยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมปัญหา ดังนั้นการวางระบบที่เหมาะสมจึงน่าจะเป็นทางออกสำหรับประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง
ที่สำคัญต้องไม่ตั้งสมมุติฐานว่า ประชาชนเลือกเพราะอามิสสินจ้าง เพราะนี่คือการตั้งโจทย์ที่ผิดตั้งแต่เริ่มต้น ถ้าไม่เชื่อผู้ที่คิดเช่นนี้ลองไปจ่ายเงินดูแล้วจะรู้ว่าชาวบ้านจะเลือกท่านหรือไม่
--------------



