คอลัมนิสต์

 2 ช่องโหว่ “เงินช่วย” เหยื่อเรือล่ม...

2 ช่องโหว่ “เงินช่วย” เหยื่อเรือล่ม...

20 ก.ย. 2559

บทเรียนโศกนาฎกรรมเรือล่มในเจ้าพระยาสู่การเรียนรู้ถึง 2 ช่องโหว่ทางกฎหมายเกี่ยวกับเงินเยียวยาเหยือที่เสียชีวิต

 

        โศกนาฏกรรมเรือโดยสารล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้าวัดสนามไชย จ.พระนครศรีอยุธยา ช่วงเย็นวันที่ 18 กันยายน 2559 ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 30 คน และผู้บาดเจ็บเกือบ 50 คนนั้น ปรากฏว่าได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพียงรายละ 2,000 บาท เท่านั้น !?!

       ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้เจ้าของเรือโดยสารทุกลำต้องทำประกันภัยให้ผู้โดยสารไม่ว่าจะวิ่งในเส้นทางแม่น้ำ ทะเลหรือลำคลอง หากเกิดอุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารเรือเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ จะได้มีฝ่ายรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย ถือเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนทั้งผู้ประสบภัยและเจ้าของเรือ

       พิจารณาตามหลักการของการทำประกันภัยเรือแล้ว การคำนวณค่าประกันภัยพิจารณาจากจำนวนผู้โดยสารที่เจ้าของเรือแจ้งขอขึ้นทะเบียน สำหรับรายละเอียดของเรือลำนี้ ชื่อเรือ “สมบัติมงคลชัยทับทิม” ขนาด 52.70 ตันกรอส กว้าง 5.05 เมตร ยาว 27.70 เมตร เลขทะเบียน 106600841 จำนวนคนโดยสาร 50 คน จำนวนคนประจำเรือ 4 คน แต่ในความเป็นจริงเรือลำนี้บรรทุกผู้โดยสารไม่ต่ำว่า 120 คน       “คม ชัด ลึก” ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นที่กลุ่มฝ่ายทะเบียนเรือ กรมเจ้าท่า พบว่าการนำเรือมาขึ้นทะเบียนนั้น เรือทั่วไปที่ไม่มีผู้โดยสารจะไม่มีการบังคับให้ต้องทำประกันภัย นอกจากรู้เรือที่ระบุว่าใช้รับส่งผู้โดยสารต้องมีหลักฐานการทำประกันภัยมายื่นด้วยตอนขอขึ้นทะเบียนหรือต่ออายุทะเบียนเรือ ปกติจะต่ออายุทุก 12 เดือน

        โดยกฎหมายไม่ได้บังคับให้เรือประมงหรือเรืออื่นๆ ต้องขึ้นทะเบียน ยกเว้นเรือโดยสาร ส่วนจำนวนเงินทำประกันภัยมากน้อยเท่าไร พิจารณาจากจำนวนผู้โดยสารที่ระบุไว้ เช่น เรือลำนี้ระบุไว้ 50 คน ก็ต้องทำทั้งหมด 50 คน จะทำประกันภัยบริษัทใดก็ได้ เรียกว่า “กรมธรรม์ประกันภัยผู้โดยสารเรือ” ค่าเบี้ยประกันภัยขั้นต้นประมาณ 50-150 บาทต่อ 1 คน สำหรับกรณีที่บรรทุกผู้โดยสารเกินกว่าจำนวนคนที่ทำประกันภัยไว้ บริษัทประกันภัยจะจ่ายเพียงที่แจ้งเท่านั้น ผู้โดยสารส่วนเกินที่เหลือต้องไปฟ้องร้องเจ้าของเรือเอง

 2 ช่องโหว่ “เงินช่วย” เหยื่อเรือล่ม...

        ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยของเรือที่ทำประกันภัยไว้นั้น เบื้องต้น ได้แก่

1.เสียชีวิต 1 แสนบาทต่อคน

2.สูญเสียตา แขน ขา 1 แสนบาทต่อคน

3.ค่ารักษาพยาบาล ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทต่อคน

      ส่วนใหญ่เรือเกือบทุกลำมักทำกรมธรรม์มาตรฐานเดียวกัน แต่สามารถขอเพิ่มจำนวนเงินเอาประกันภัยมากขึ้นได้ โดยจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม

      ส่วนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เจ้าของเรือต้องนำส่งหลักฐานการเกิดอุบัติเหตุ และเอกสารเกี่ยวกับผู้โดยสารที่ประสบภัย โดยเฉพาะกรณีผู้เสียชีวิต ผู้สูญเสียอวัยวะหรือพิการถาวร ต้องรีบส่งหลักฐานให้บริษัทประกันภัยภายใน 30 วัน นับจากวันที่เสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะ ส่วนกรณีบาดเจ็บต้องส่งหลักฐานภายใน 180 วัน นับจากวันเกิดอุบัติเหตุ

      กรณีเรือ “สมบัติมงคลชัยทับทิม” นั้น ปรากฏว่าประกันภัยหมดอายุหรือไม่ได้ต่ออายุกรมธรรม์ !

      “ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ” เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้ข้อมูลว่า ตามกฎกระทรวงมหาดไทย ปี 2549 ฉบับที่ 73 ออกตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 กำหนดให้เจ้าของเรือหรือผู้ประกอบการเดินเรือโดยสาร ต้องจัดทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสาร จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เรือ “สมบัติมงคลชัยทับทิม” ลำนี้ เคยทำประกันภัยภาคบังคับกับบริษัทไทยพัฒนาประกันภัยฯ ระยะเวลาประกันภัยระหว่าง 10 มีนาคม 2558-10 มีนาคม 2559 ซึ่งหมดอายุการคุ้มครองแล้ว และยังไม่ได้ต่ออายุกรมธรรม์ แต่ผู้โดยสารบางคนมีประกันภัยของตัวเองไว้ จึงได้สั่งการสำนักงาน คปภ. เข้าไปช่วยอำนวยความสะดวก ประสานให้เร่งจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นการด่วน โดยฝากเตือนผู้ประกอบการเดินเรือควรทำประกันภัยการเดินเรือตามที่กฎหมายกำหนด และหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุกรมธรรม์ด้วย เพื่อให้ผู้ประสบภัยทางน้ำที่เกิดจากเรือโดยสารได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึงและครบวงจร

 2 ช่องโหว่ “เงินช่วย” เหยื่อเรือล่ม...

      ขณะที่ข้อมูลจากกรมเจ้าท่า ระบุว่า เรือสมบัติมงคลชัยทับทิมมีเจ้าของเรือชื่อ “นายสุนทร พันธุ์เสือทอง” และผู้ควบคุมเรือชื่อ “นายทานทัศน์ พันธ์เสือทอง”

      ใบอนุญาตใช้เรือหมดอายุวันที่ 7 มิถุนายน 2560

      หมายความว่า เรือลำนี้ไม่ใช่เรือเถื่อน มีการต่ออายุทะเบียนเรือหรือมีใบอนุญาตใช้เรืออย่างถูกต้อง แต่ไม่ได้ทำประกันภัยไว้ให้ครอบคลุมถึงวันที่ใบอนุญาตหมดอายุ ?

       กลายเป็นช่องโหว่ที่สำคัญ แสดงว่า เจ้าหน้าที่บางคนของกรมเจ้าท่าที่รับผิดชอบการขึ้นทะเบียนเรือลำนี้ ปล่อยให้ต่อใบอนุญาตเรือโดยไม่ได้พิจารณาหลักฐานหรือเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย ?

      สิ่งที่ประชาชนโดยเฉพาะญาติของผู้โดยสารเรือล่ม ต้องการทราบคือ จะมีมาตรการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเรียกร้องความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

      หากเรือมีประกันภัยตามที่กฎหมายกำหนด พวกเขาต้องได้รับความคุ้มครอง อย่างน้อยผู้เสียชีวิตต้องได้ 1 แสนบาททันที ไม่ใช่แค่ 2,000 บาท ส่วนผู้บาดเจ็บนั้นบริษัทประกันจ่ายค่ารักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ ความเสียหายตรงนี้ใครรับผิดชอบ ?

      จากสถิติเรือโดยสารที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมเจ้าท่าปี 2557 นั้น มีจำนวนทั้งสิ้น 3,350 ลำ แบ่งเป็น เรือให้บริการทางทะเล 1,660 ลำ และ เรือให้บริการทางแม่น้ำ 1,690 ลำ ผู้โดยสารในแต่ละปีประมาณ 13 ล้านคน หมายความว่าจำนวนเรือไม่ได้มากจนเกินกำลังเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบหลักฐานการทำประกันภัยว่ามีครบถ้วนหรือไม่ ?

      ข้างต้นคือ “ช่องโหว่” แรกที่พบ ส่วนช่องโหว่ใหญ่อีกส่วนหนึ่งคือ เรื่องของเงินช่วยเหลือจาก

     “กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย” ภายใต้การดูแลของ คปภ. ที่มีจุดประสงค์เพื่อเป็นทุนจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัย หรือทายาทสำหรับค่ารักษาพยาบาลและหรือค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพในกรณีเสียชีวิตแก่ผู้ประสบภัยหรือทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความรับผิด

      เจ้าหน้าที่จากกองทุนทดแทนฯ อธิบายว่า หากมีผู้ได้รับอุบัติเหตุโดยไม่มีการทำประกันภัยไว้เลย กรณีเสียชีวิตกองทุนจะจ่ายทันที 3.5 หมื่นบาท หากบาดเจ็บจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริงแต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาท ถ้ารักษาไปสักพักแล้วเสียชีวิตได้ทั้งหมด 6.5 หมื่นบาท

“กองทุนนี้ต้องการช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเร่งด่วน จะจ่ายเงินภายใน 7 วัน โดยไม่ต้องรอหลักฐานอะไร แต่น่าเสียดายที่เป็นกองทุนสำหรับอุบัติเหตุทางบกเท่านั้น ไม่ได้รวมกรณีเรือชนหรือเรือล่มด้วย” เจ้าหน้าที่ข้างต้นกล่าว

 2 ช่องโหว่ “เงินช่วย” เหยื่อเรือล่ม...

     กรณีโศกนาฏกรรม “เรือสมบัติมงคลชัยทับทิม” ทำให้พบว่า “ช่องโหว่” เกี่ยวกับเงินช่วยเหลือเยียวยา “เหยื่อเรือล่ม” 2 ส่วนด้วยกัน 

      1.“ใบอนุญาตเรือโดยสาร” สามารถขอได้โดยไม่ต้องมีหลักฐานการทำประกันภัยให้ผู้โดยสารทั้งที่กฎหมายกำหนดชัดเจน  

     2.“กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย” มีไว้ช่วยเหลือเหยื่ออุบัติเหตุทางบกเท่านั้น ทางเรือไม่มีกำหนดไว้

     หากศึกษาจากกรณี “เรือเซโวล” ของเกาหลีใต้ ที่เกิดอุบัติเหตุจมลงทะเลเมื่อช่วงเมษายน 2557 ทำให้ผู้โดยสารเสียชีวิตประมาณ 300 คนนั้น ผ่านไป 2 ปี ญาติและครอบครัวยังคงดำเนินการยื่นฟ้องร้องเรียกความเสียหายจากหน่วยงานรัฐ เนื่องจากมีหลักฐานว่า เรือลำนี้ถูกดัดแปลงโดยไม่ถูกกฎหมาย ถือเป็นความผิดจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ประเมินกันว่ามูลค่าฟ้องร้องรายละประมาณ 13 ล้านบาท

      บทเรียนเรือเซโวลข้างต้น อาจเป็นแนวทางให้ญาติของผู้โดยสารที่ได้รับความเสียหายจาก “เรือสมบัติมงคลชัยทับทิม” ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ ส่วนหน่วยงานรัฐไทยที่เกี่ยวข้องคงต้องรีบสืบหาข้อเท็จจริงและรับผิดชอบ “ปิดช่องโหว่” ทั้ง 2 ส่วนนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดียวกันนี้อีกในอนาคต

หรือต้องขอตัวช่วยเป็นคำสั่งเด็ดขาด “มาตรา 44” จากนายกรัฐมนตรี "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” !?!