
ไถ่บาปทีวีดิจิทัล!
ไถ่บาปทีวีดิจิทัล! : บายไลน์ น้ำเชี่ยว บูรพา
น่าจะถือเป็นผลงาน “ชิ้นโบแดง” ยิ่งกว่าการแถลงผลงานของรัฐบาลในช่วง 2 ปีเสียอีก!
กับปัญหาคาราคาซังที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลออกโรงเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เร่งหามาตรการเยียวยาให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องตกอยู่ในสภาพหืดจับ หายใจไม่ทั่วท้องมานับแต่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช.
รายที่สายป่านสั้นอย่าง “เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล” ต้องปิดฉากตัวเองลงไปก่อนหน้า 2 ช่อง ป่านนี้ไม่รู้ว่าเคลียร์หน้าเสื่อในเรื่องค่าธรรมเนียมประมูลและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตอะไรต่อมิอะไรกันลงตัวหรือยัง ที่เหลือก็อยู่ในสภาพหายใจรวยริน ประคองตัวไปวันๆ เท่านั้น
ขนาดยักษ์ใหญ่อย่าง ซีทีเอช เคเบิลทีวี ที่มีต้นทุนต่ำกว่าทีวีดิจิทัล ยังขอยุติการให้บริการเผชิญปัญหาหนี้ท่วมไม่แพ้กัน แม้ กสทช.จะมีคำสั่งทางปกครองให้บริษัทต้องดำเนินมาตรการเยียวยาสมาชิกก่อนยุติการให้บริการ แต่บทสรุปสุดท้ายจะเจริญรอยตาม “เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล” อย่างไรนั้น คงต้องรอดูกันต่อไป
ที่ผ่านมาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่พอจะประคับประคองตัวเองได้ต่างออกมาร้องขอให้ กสทช.ผ่าทางตันปัญหานี้มาโดยตลอด ด้วยเห็นว่าผลกระทบที่ผู้ประกอบการได้รับนั้น หาใช่มาจากผลพวงทางเศรษฐกิจ แต่มาจากความผิดพลาดของ กสทช.เอง ที่ไม่สามารถขยายโครงข่ายทีวีดิจิทัลได้ตามเป้าหมาย การแจกจ่ายคูปองทีวีดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนผ่านสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร ทุกฝ่ายต่างรู้แก่ใจกันดี ป่านนี้ปิดบัญชีได้หรือยังก็ไม่รู้?
ส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจาก “ไลเซนส์” ทีวีดิจิทัล ที่ไม่รู้ กสทช.ดำเนินการศึกษาตลาดกันอีท่าไหนถึงได้แจกใบอนุญาตกันเป็น “กุรุส” ถึง 24 ช่องรวด ยังไม่รวมช่องสาธารณะเพื่อสังคมอีก 12 ช่อง ทำเอาประชาชนคนดู “สำลัก” ขณะผู้ประกอบการได้แต่หืดจับ เค้กตลาดโฆษณาที่มีอยู่น้อยนิดถูกแบ่งปันประทังชีวิต
ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลบางช่องถึงกับ “เลือดขึ้นหน้า” รวมตัวกันฟ้องศาลปกครองไม่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมประมูล เพื่อให้รัฐและกสทช.ได้ลงมา “ไถ่บาป” เยียวยาในความผิดพลาดที่ตนเองก่อขึ้น
แต่ขวบปีแห่งการเรียกร้องก็ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก ด้วยข้ออ้าง กสทช.ที่ว่า ไม่อาจจะลงไปเยียวยาให้ได้ เพราะจะทำให้รัฐเสียหาย ยืนกระต่ายขาเดียวว่า อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ กสทช.ที่จะดำเนินการ แปลให้ง่ายก็โยน “เผือกร้อน” ไปให้นายกฯและรัฐบาลพิจารณาเองว่าจะใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการหรือไม่?
ทั้งที่จะว่าไปการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ว่าก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือท่องเที่ยว ที่รัฐอัดฉีดเม็ดเงินไปนับหมื่นล้าน หรือหลายหมื่นล้าน ให้ความช่วยเหลือไปก่อนหน้า การร้องขอยืดเวลาจ่ายค่าธรรมเนียมประมูลงวด 3 หรืองวด 4 ขอปรับลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตลงก็ไม่ต่างไปจากการที่รัฐและกระทรวงการคลังเลื่อนปรับขึ้นภาษีแวต 10% มาเป็น 10 ปีแล้วนั่นแหละ
ก็คงต้องปรบมือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่โดดลงมารับลูก และสั่งให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ลงมาดูปัญหานี้มาร่วมปี ก่อนจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า อาจยอมให้เลื่อนชำระค่าประมูลทีวีดิจิทัลงวดที่ 4 ที่จะครบกำหนดชำระในเดือนพฤษภาคม 2560 ออกไป 1-2 ปี เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้แก่ผู้ประกอบการ ที่ขณะนี้ได้ชำระค่าประมูลทีวีดิจิทัลไปแล้ว 3 งวด วงเงินรวม 27,580 ล้านบาท คิดเป็น 60% ของเงินประมูลทั้งหมด 50,862 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการกิจการวิทยุและกิจการโทรทัศน์ ใน กสทช. ยังเห็นชอบมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการ ด้วยการพิจารณาปรับลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 2% ลง มาเป็นการคิดตามฐานรายได้แบบขั้นบันได 5 ระดับ คือ 1.รายได้ 0-5 ล้านบาทแรกค่าธรรมเนียม 0.50% ของรายได้ 2.รายได้ส่วนที่เกิน 5 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราค่าธรรมเนียม 0.75% ของรายได้
3.รายได้ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 1% ของรายได้ 4.รายได้ส่วนที่เกิน 500 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 1.75% ของรายได้ และ 5.รายได้ส่วนที่เกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราค่าธรรมเนียม 2%
ถือเป็นการ “ไถ่บาป” ที่ควรจะทำไปตั้งนานแล้ว ไม่เห็นจะต้องใช้อำนาจพิเศษอะไรเลย



