คอลัมนิสต์

ประชาชนให้"บิ๊กตู่"ทำงานต่อ

ประชาชนให้"บิ๊กตู่"ทำงานต่อ

19 ก.ย. 2559

มองอนาคตการเมืองไทยผ่าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา โดยทีมข่าว PRIMETIME เนชั่นทีวี22

 “เสียงของประชาชนที่ออกแสดงมา (ผลประชามติ7ส.ค.2559) คืออะไร หากผมจะอ้างถึงโพลล์ต่างๆ จะได้หรือไม่ว่า ประชาชนอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำงานต่อ”

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์พิเศษทีมข่าว ไพรม์ไทม์ เนชั่นทีวี 22 ถึงการทำงานของ คสช. และรัฐบาลชุดนี้ในวาระทำงานครบสองปีตั้งว่า “ระยะเวลาที่เหลืออีก 1 ปีเศษของรัฐบาลชุดนี้ ตอนนี้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว และอยู่กระบวนการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หลายคนมองไปข้างหน้าแล้วว่าจะมีการเลือกตั้ง ในภาพรวมของกระทรวงยุติธรรมเวลาที่เหลืออยู่ จะมีการปรับแก้กฎหมายบางอย่าง รวมถึงโครงสร้างในส่วนภูมิภาคก็ต้องทำให้แข็งแรง ซึ่งหนึ่งปีที่เหลืออยู่จะเก็บเกี่ยวงานและทำให้สมบูรณ์มากขึ้น สิ่งที่คิดขึ้นมาใหม่ในกระทรวงยุติธรรมมันสมบูรณ์แล้ว หากเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะอีกหนึ่งปีข้างหน้านี้ ผมจะวางรากฐานระบบกฎหมายของกระทรวง ระบบการทำงานขององค์กรภายใน รวมถึงการวางเครือข่ายการทำงานร่วมกับสถาบันอื่นๆ”

 

ส่วนสถานการณ์โดยรวมของประเทศนั้น ในฐานะแกนนำคนหนึ่งของคสช.มีความเป็นห่วงอะไรหรือไม่ 

 

           ไม่เคยเป็นห่วงอะไร อะไรที่อยู่ในตัวบทกฎหมาย หรือกรอบที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันและตกลงกันไว้ จะต้องเดินหน้า สิ่งที่เคยพูดคุยกันว่าเป็นห่วงรัฐธรรมนูญในช่วงก่อนหน้านี้ ผมเคยบอกไปแล้วว่า ผมไม่เคยเป็นห่วง เพราะประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เรื่องนี้จะเป็นห่วงอะไร ผลงานของรัฐบาลและ คสช. จะเป็นตัวชี้วัดว่าประชาชนจะสนับสนุนหรือไม่ วันนี้ผลก็ออกมาแล้ว แม้แต่คำถามพ่วงในการทำประชามติจะขัดแย้งกับความรู้สึกหลายๆ กลุ่ม แต่ประชาชนชี้และให้คำตอบมาแล้ว เรื่องนี้ มันมาจากอะไร คสช.ไปบีบบังคับประชาชนหรือไม่ ผมตอบเลยว่า มันไม่ใช่ คสช.จะบีบบังคับใครไม่ได้ เรื่องแบบนี้มาจากประชาชนชื่่นชมผลงานและความพอใจต่อนายกรัฐมนตรี องค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้รัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติ มันคือความต้องการของประชาชน ทุกฝ่ายต้องยอมรับตรงนี้ เพราะผมเคยพูดมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เพิ่งมาพูดในวันที่รัฐธรรมนูญผ่านประชามติหากจะถามถึงอนาคตนั้น ไม่ต้องไปถามหรอก จะกังวลทำไม ผมพูดว่าสิ่งที่ผ่านหรือไม่ผ่านรัฐธรรมนูญก็ตาม จะต้องเดินไปตามกรอบที่ประชาชนต้องการ หนึ่งปีเศษที่เหลืออยู่ก่อนการเลือกตั้ง รัฐบาลและ คสช.จะต้องทำงานตามที่ประกาศไว้เมื่อวันแรกที่เข้ามา (22 พ.ค.57) ซึ่งผมเน้นย้ำว่า หนึ่งปีเศษที่เหลือ จะต้องทำงานตามที่เคยประกาศไว้ ไม่ต้องไปคิดอะไร

 

หน้าตาของประเทศไทยจะเป็นไปตามรูปแบบที่คสช.วางไว้และจะส่งมอบให้รัฐบาลชุดต่อไป เรื่องนี้จะมีความแตกต่างจากสิ่งที่ผ่านมาเพียงใด 

 

เรากำลังทำกฎหมายยุทธศาสตร์ประเทศและกฎหมายปฏิรูป ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า สิ่งที่รัฐบาลใหม่จะต้องทำมันมีอยู่ในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่จะต้องติดตามคือ ส.ว.250 คนนั้น พูดตรงๆ ว่า คสช.จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคัดสรร ส.ว. เจตนาคือเพื่อที่จะประคับประคองบ้านเมืองในช่วง 5 ปี ที่เขียนไว้ ให้เดินหน้าได้ เรื่องนี้เป็นแนวคิดที่พรรคการเมืองซึ่งจะเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่รู้อยู่แล้วว่า รัฐบาลและคสช.จะประคับประคองด้วยลักษณะว่า สิ่งใดบ้างที่ต้องกระทำ

 

การใช้คำว่าคสช.จะประคับประคองนั้น แต่บางกลุ่มอาจจะใช้คำที่แตกต่าง คือเป็นการควบคุมและคงไว้ซึ่งอำนาจของคสช. 

ก็แล้วแต่ ผมมองว่ามันเป็นวาทะโวหาร แต่เสียงของประชาชนที่ออกแสดงมา (ผลประชามติ 7 ส.ค.59) คืออะไร หากผมจะอ้างถึงโพลล์ต่างๆ จะได้หรือไม่ว่า ประชาชนอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำงานต่อ ผลที่ออกมาคือสนับสนุน 60-70% มันเป็นเครื่องยืนยันหรือไม่ว่า ความพึงพอใจของประชาชนที่มองรูปแบบของการทำงานของ คสช. ยังคงติดอยู่ พวกเขาอาจจะไม่ยึดคำว่าพล.อ.ประยุทธ์ก็ได้ แต่พวกเขายึดรูปแบบวิธีการทำงานของคสช. ผมมองว่า เนื้อหาสาระสำคัญมากกว่า ตรงนั้นคือสิ่งที่มันจำเป็น คสช.จะต้องตอบความต้องการของประชาชนว่า ถ้าประชาชนอยากได้แบบนี้ พวกเราก็จะทำแบบนี้ต่อไป หากบางคนจะใช้คำว่าคสช.ควบคุม หรือสืบทอดอำนาจนั้น ก็แล้วแต่ใครจะใช้วาทะโวหาร ผมไม่ไปเถียงดีกว่า

 

หลังการเลือกตั้ง สมมุติว่าพล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นเรื่องของพล.อ.ประยุทธ์คนเดียว ไม่เกี่ยวกับคสช.คนอื่นๆ หรือจะมีเงาของคสช.อยู่ในรูปแบบอื่นๆ

ต้องไปถามพล.อ.ประยุทธ์ว่า เมื่อท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านจะวางโครงสร้างอย่างไร ผมไม่สามารถตอบคำถามนี้แทนพล.อ.ประยุทธ์ได้ว่า ท่านจะทำอย่างไร

ถ้าจะทำงานให้สำเร็จตามโรดแม็พ และเดินหน้าต่อเกี่ยวกับการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงของประเทศ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องมีคนไว้ใจเพื่อให้มาทำงาน 

แน่นอน หากใช้คำว่าไว้ใจได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่จะใช้คำว่าไว้ใจได้เพียงคนเดียว เพราะไม่ว่าใครที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี คนคนนั้นจะต้องเลือกคนที่ไว้ใจกลุ่มหนึ่งที่มีแนวคิดแบบเดียวกับตัวเองมาทำงาน อย่าลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี 3 ปี บุคลากรล้วนมาจากโครงสร้างหรือกลุ่มคนที่อยู่ในคสช. ที่ช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ แนวคิดอย่างนี้เข้าใจกันได้อยู่แล้ว เวลาวางบุคลากรในการทำงาน มันเป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องคิดถึงกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน มันเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่เลือกคนที่มีแนวคิดเดียวกันมาทำงานร่วมกัน

    แต่จะคิดไปได้ขนาดไหนผมไม่สามารถคาดเดาพล.อ.ประยุทธ์ ได้ แต่เชื่อว่าการต่อรองทางการเมืองมันต้องมี อย่าลืมว่าการเป็นรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องอาศัย ส.ส.สนับสนุน สมมุติว่า พล.อ.ประยุทธ์ ถูกเลือกจริง ก็จะต้องมาจาก ส.ส. ไม่ใช่มาจาก ส.ว. ตรงนี้ก็ย่อมมีข้อคิดเห็น ข้อตกลง หรือข้อต่อรอง ผมเชื่อว่าจะต้องมีเรื่องนี้ ไม่มีใครไม่เชื่อ แต่ พล.อ.ประยุทธ์จะประคับประคองได้ เหมือนกับช่วงที่ผ่านมามีวาทกรรมว่า อยากให้พล.อ.ประยุทธ์เหมือนพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (เปรมโมเดล) ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่บางคนพยายามบอกว่า อย่ามี ผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียง ของแบบนี้มันเป็นความรู้สึกคน ต้องดูว่าจะยืนอยู่บนข้อต่อรองอย่างไรถึงจะสามารถใช้วิธีการบริหารราชการแบบคสช. แล้วประชาชนพอใจ ตรงนี้คือโจทย์ใหญ่ของบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคสช.เต็มรูปแบบ แล้วสามารถบริหารงานได้แบบที่เราคิด”

 

พื้นฐานการเลือกตั้งแล้วมีลักษณะต่อรอง ผมถึงบอกว่าประชาชนพึงพอใจลักษณะการบริหารประเทศชาติของคสช. แบบนี้ใช่หรือไม่ ประชาชนลงมติผ่านรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง ซึ่งทุกคนรู้อยู่แล้วว่า เจตนารมณ์ของคำถามพ่วงคืออะไร ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ของ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องทำเรื่องเหล่านี้ให้สำเร็จ ถ้าทำไม่ได้ คำถามต่างๆ จะกลับมาทันทีเลยว่า มันไม่แตกต่างจากนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ถูกครอบงำโดยนักเลือกตั้งหรือพรรคการเมือง แต่ปรากฏการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น (รัฐบาลพล.อ.เปรม 8 ปี) ตรงนั้นคือศิลปะและขีดความสามารถที่พล.อ.เปรมทำไว้ในยุคหนึ่ง แต่วันนี้บริบทไม่เหมือนกัน พล.อ.เปรม อาจจะมีเงื่อนไขในเวลาแต่พล.อ.ประยุทธ์จะเจอเงื่่อนไขแบบใหม่ขึ้นมา แล้วสามารถทำแบบนั้นได้ขนาดไหน โดยเฉพาะโจทย์ของประเทศที่รัฐบาลและคสช.ทำมาแล้ว 3 ปี ประชาชนพอใจแค่ไหน ตรงนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่”

 

ในฐานะเป็นคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี คิดว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์แบบนั้นได้หรือไม่ หากอนาคตมีแรงกดดันหรือการต่อรอง 

ผมไม่คาดเดาว่า ปี 2561 จะเป็นปีที่ภาพเหล่านี้จะเกิดขึ้น ผมพูดได้ว่า เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความตั้งใจและมีความมุ่งมั่น พล.อ.ประยุทธ์จะต้องคิดแบบคนอื่นคิดว่า จะทำอย่างไรในเมื่อประชาชนไว้วางใจให้ท่านมาทำงาน เพราะผลงาน 3 ปีตามคุณลักษณะและความสำเร็จของคสช. ที่ได้วางกรอบการทำงานไว้ ท่านต้องพยายามทำ ท่านคงไม่ปล่อยให้สิ่งที่ได้รับการยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน คงไม่ปล่อยให้ทิศทางของประเทศให้บอบช้ำไปอีก สิ่งเหล่านี้บวกกับความตั้งใจของท่าน ผมคิดว่าท่านจะต้องทำให้ได้ และพูดได้ ท่านต้องกล้าทำในสิ่งเหล่านี้

 

เมื่อถามว่า พี่-เพื่อน-น้องในคสช. จะอยู่ช่วยพล.อ.ประยุทธ์ต่อไปหรือไม่ 

เพื่อนจะช่วยเพื่อนอยู่แล้ว แต่พล.อ.ประยุทธ์จะจับเพื่อนไปไว้ตรงไหนมากกว่า ไม่มีเพื่อนคนไหนจะไม่ช่วยเพื่อน แต่จะช่วยงานตรงจุดไหนมากกว่า เพื่อนของผมหลายคนมาช่วยงานในทีมงานกระทรวงยุติธรรม เกษียณอายุราชการมาแล้วก็มาช่วยผม แม้ไม่มีตำแหน่ง ก็มาพูดคุยให้ความรู้ และมาช่วยกัน ไม่จำเป็นจะต้องมีตำแหน่งถ้ารักเพื่อน ผมพูดถึงเพื่อนของ พล.อ.ประยุทธ์ มากกว่า และไม่ได้พูดถึงตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะตัวท่านก็มีปัญหาท้าทายเยอะแยะ ทำไมเพื่อนจะต้องไปทำปัญหาใหม่ให้สะสมขึ้นมาอีก ดังนั้นเชื่อว่าเพื่อนทุกจะต้องลงมาช่วย

 

ล่าสุดนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 44 โดยคดีความมั่นคง และคดีหมิ่นสถาบันกลับไปขึ้นศาลยุติธรรมแทนการขึ้นศาลทหาร มีการมองว่า เป็นการปรับภาพลักษณ์ของคสช.ในการนำประเทศกลับไปสู่ประชาธิปไตย มองว่าจะมีการเคลื่อนไหวอื่นๆ เกิดขึ้นหรือไม่ ที่ก่อนที่จะมีการเดินหน้าจะไปสู่การเลือกตั้ง

ขอเรียนว่า มันมีแน่นอน อย่าลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ คือนักการทหาร ระบบทหาร สอนพวกเราให้เตรียมการและเตรียมพร้อม พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มองแค่ว่า จะบริหารประเทศแค่หนึ่งปี ท่านกำลังเตรียมการให้เข้าสู่ห้วงเวลาการเลือกตั้ง ภาษาของทหารนั้น หากจะรบกัน จะต้องเตรียมว่า ใช้กี่เดือน ต้องมีการเตรียมการและมองบริบทสภาพแวดล้อม เรื่องแบบนี้ต้องเอื้ออำนวย ถ้าไม่เอื้ออำนวย ก็รบแพ้ตลอดเวลา

 

“นายกรัฐมนตรีบอกว่าเมื่อเราเห็นจากความพึงพอใจของประชาชนจากรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง สถานการณ์วันนี้อยู่ในกรอบที่คสช. มั่นใจว่า เดินได้ พวกเราก็ทำ มันก็จะเอื้้ออำนวย ต่อไปจะเห็นภาพของการหาเสียง การเลือกตั้ง หากไม่เริ่มขยับ เราจะเตรียมพร้อมแค่ 1-2 วันนั้น มันทำไม่ได้ ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีแนวคิดที่จะค่อยๆ ขยับหลายๆ เรื่องให้เอื้้อต่อการเดินไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งและการส่งผ่าน” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว