ประชาชนให้"บิ๊กตู่"ทำงานต่อ
มองอนาคตการเมืองไทยผ่าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา โดยทีมข่าว PRIMETIME เนชั่นทีวี22
“เสียงของประชาชนที่ออกแสดงมา (ผลประชามติ7ส.ค.2559) คืออะไร หากผมจะอ้างถึงโพลล์ต่างๆ จะได้หรือไม่ว่า ประชาชนอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำงานต่อ”
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์พิเศษทีมข่าว ไพรม์ไทม์ เนชั่นทีวี 22 ถึงการทำงานของ คสช. และรัฐบาลชุดนี้ในวาระทำงานครบสองปีตั้งว่า “ระยะเวลาที่เหลืออีก 1 ปีเศษของรัฐบาลชุดนี้ ตอนนี้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว และอยู่กระบวนการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หลายคนมองไปข้างหน้าแล้วว่าจะมีการเลือกตั้ง ในภาพรวมของกระทรวงยุติธรรมเวลาที่เหลืออยู่ จะมีการปรับแก้กฎหมายบางอย่าง รวมถึงโครงสร้างในส่วนภูมิภาคก็ต้องทำให้แข็งแรง ซึ่งหนึ่งปีที่เหลืออยู่จะเก็บเกี่ยวงานและทำให้สมบูรณ์มากขึ้น สิ่งที่คิดขึ้นมาใหม่ในกระทรวงยุติธรรมมันสมบูรณ์แล้ว หากเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะอีกหนึ่งปีข้างหน้านี้ ผมจะวางรากฐานระบบกฎหมายของกระทรวง ระบบการทำงานขององค์กรภายใน รวมถึงการวางเครือข่ายการทำงานร่วมกับสถาบันอื่นๆ”
ส่วนสถานการณ์โดยรวมของประเทศนั้น ในฐานะแกนนำคนหนึ่งของคสช.มีความเป็นห่วงอะไรหรือไม่
ไม่เคยเป็นห่วงอะไร อะไรที่อยู่ในตัวบทกฎหมาย หรือกรอบที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันและตกลงกันไว้ จะต้องเดินหน้า สิ่งที่เคยพูดคุยกันว่าเป็นห่วงรัฐธรรมนูญในช่วงก่อนหน้านี้ ผมเคยบอกไปแล้วว่า ผมไม่เคยเป็นห่วง เพราะประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เรื่องนี้จะเป็นห่วงอะไร ผลงานของรัฐบาลและ คสช. จะเป็นตัวชี้วัดว่าประชาชนจะสนับสนุนหรือไม่ วันนี้ผลก็ออกมาแล้ว แม้แต่คำถามพ่วงในการทำประชามติจะขัดแย้งกับความรู้สึกหลายๆ กลุ่ม แต่ประชาชนชี้และให้คำตอบมาแล้ว เรื่องนี้ มันมาจากอะไร คสช.ไปบีบบังคับประชาชนหรือไม่ ผมตอบเลยว่า มันไม่ใช่ คสช.จะบีบบังคับใครไม่ได้ เรื่องแบบนี้มาจากประชาชนชื่่นชมผลงานและความพอใจต่อนายกรัฐมนตรี องค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้รัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติ มันคือความต้องการของประชาชน ทุกฝ่ายต้องยอมรับตรงนี้ เพราะผมเคยพูดมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เพิ่งมาพูดในวันที่รัฐธรรมนูญผ่านประชามติหากจะถามถึงอนาคตนั้น ไม่ต้องไปถามหรอก จะกังวลทำไม ผมพูดว่าสิ่งที่ผ่านหรือไม่ผ่านรัฐธรรมนูญก็ตาม จะต้องเดินไปตามกรอบที่ประชาชนต้องการ หนึ่งปีเศษที่เหลืออยู่ก่อนการเลือกตั้ง รัฐบาลและ คสช.จะต้องทำงานตามที่ประกาศไว้เมื่อวันแรกที่เข้ามา (22 พ.ค.57) ซึ่งผมเน้นย้ำว่า หนึ่งปีเศษที่เหลือ จะต้องทำงานตามที่เคยประกาศไว้ ไม่ต้องไปคิดอะไร
หน้าตาของประเทศไทยจะเป็นไปตามรูปแบบที่คสช.วางไว้และจะส่งมอบให้รัฐบาลชุดต่อไป เรื่องนี้จะมีความแตกต่างจากสิ่งที่ผ่านมาเพียงใด
เรากำลังทำกฎหมายยุทธศาสตร์ประเทศและกฎหมายปฏิรูป ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า สิ่งที่รัฐบาลใหม่จะต้องทำมันมีอยู่ในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่จะต้องติดตามคือ ส.ว.250 คนนั้น พูดตรงๆ ว่า คสช.จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคัดสรร ส.ว. เจตนาคือเพื่อที่จะประคับประคองบ้านเมืองในช่วง 5 ปี ที่เขียนไว้ ให้เดินหน้าได้ เรื่องนี้เป็นแนวคิดที่พรรคการเมืองซึ่งจะเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่รู้อยู่แล้วว่า รัฐบาลและคสช.จะประคับประคองด้วยลักษณะว่า สิ่งใดบ้างที่ต้องกระทำ
การใช้คำว่าคสช.จะประคับประคองนั้น แต่บางกลุ่มอาจจะใช้คำที่แตกต่าง คือเป็นการควบคุมและคงไว้ซึ่งอำนาจของคสช.
ก็แล้วแต่ ผมมองว่ามันเป็นวาทะโวหาร แต่เสียงของประชาชนที่ออกแสดงมา (ผลประชามติ 7 ส.ค.59) คืออะไร หากผมจะอ้างถึงโพลล์ต่างๆ จะได้หรือไม่ว่า ประชาชนอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำงานต่อ ผลที่ออกมาคือสนับสนุน 60-70% มันเป็นเครื่องยืนยันหรือไม่ว่า ความพึงพอใจของประชาชนที่มองรูปแบบของการทำงานของ คสช. ยังคงติดอยู่ พวกเขาอาจจะไม่ยึดคำว่าพล.อ.ประยุทธ์ก็ได้ แต่พวกเขายึดรูปแบบวิธีการทำงานของคสช. ผมมองว่า เนื้อหาสาระสำคัญมากกว่า ตรงนั้นคือสิ่งที่มันจำเป็น คสช.จะต้องตอบความต้องการของประชาชนว่า ถ้าประชาชนอยากได้แบบนี้ พวกเราก็จะทำแบบนี้ต่อไป หากบางคนจะใช้คำว่าคสช.ควบคุม หรือสืบทอดอำนาจนั้น ก็แล้วแต่ใครจะใช้วาทะโวหาร ผมไม่ไปเถียงดีกว่า
หลังการเลือกตั้ง สมมุติว่าพล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นเรื่องของพล.อ.ประยุทธ์คนเดียว ไม่เกี่ยวกับคสช.คนอื่นๆ หรือจะมีเงาของคสช.อยู่ในรูปแบบอื่นๆ
ต้องไปถามพล.อ.ประยุทธ์ว่า เมื่อท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านจะวางโครงสร้างอย่างไร ผมไม่สามารถตอบคำถามนี้แทนพล.อ.ประยุทธ์ได้ว่า ท่านจะทำอย่างไร
ถ้าจะทำงานให้สำเร็จตามโรดแม็พ และเดินหน้าต่อเกี่ยวกับการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงของประเทศ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องมีคนไว้ใจเพื่อให้มาทำงาน
แน่นอน หากใช้คำว่าไว้ใจได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่จะใช้คำว่าไว้ใจได้เพียงคนเดียว เพราะไม่ว่าใครที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี คนคนนั้นจะต้องเลือกคนที่ไว้ใจกลุ่มหนึ่งที่มีแนวคิดแบบเดียวกับตัวเองมาทำงาน อย่าลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี 3 ปี บุคลากรล้วนมาจากโครงสร้างหรือกลุ่มคนที่อยู่ในคสช. ที่ช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ แนวคิดอย่างนี้เข้าใจกันได้อยู่แล้ว เวลาวางบุคลากรในการทำงาน มันเป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องคิดถึงกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน มันเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่เลือกคนที่มีแนวคิดเดียวกันมาทำงานร่วมกัน
แต่จะคิดไปได้ขนาดไหนผมไม่สามารถคาดเดาพล.อ.ประยุทธ์ ได้ แต่เชื่อว่าการต่อรองทางการเมืองมันต้องมี อย่าลืมว่าการเป็นรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องอาศัย ส.ส.สนับสนุน สมมุติว่า พล.อ.ประยุทธ์ ถูกเลือกจริง ก็จะต้องมาจาก ส.ส. ไม่ใช่มาจาก ส.ว. ตรงนี้ก็ย่อมมีข้อคิดเห็น ข้อตกลง หรือข้อต่อรอง ผมเชื่อว่าจะต้องมีเรื่องนี้ ไม่มีใครไม่เชื่อ แต่ พล.อ.ประยุทธ์จะประคับประคองได้ เหมือนกับช่วงที่ผ่านมามีวาทกรรมว่า อยากให้พล.อ.ประยุทธ์เหมือนพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (เปรมโมเดล) ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่บางคนพยายามบอกว่า อย่ามี ผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียง ของแบบนี้มันเป็นความรู้สึกคน ต้องดูว่าจะยืนอยู่บนข้อต่อรองอย่างไรถึงจะสามารถใช้วิธีการบริหารราชการแบบคสช. แล้วประชาชนพอใจ ตรงนี้คือโจทย์ใหญ่ของบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคสช.เต็มรูปแบบ แล้วสามารถบริหารงานได้แบบที่เราคิด”
พื้นฐานการเลือกตั้งแล้วมีลักษณะต่อรอง ผมถึงบอกว่าประชาชนพึงพอใจลักษณะการบริหารประเทศชาติของคสช. แบบนี้ใช่หรือไม่ ประชาชนลงมติผ่านรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง ซึ่งทุกคนรู้อยู่แล้วว่า เจตนารมณ์ของคำถามพ่วงคืออะไร ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ของ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องทำเรื่องเหล่านี้ให้สำเร็จ ถ้าทำไม่ได้ คำถามต่างๆ จะกลับมาทันทีเลยว่า มันไม่แตกต่างจากนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ถูกครอบงำโดยนักเลือกตั้งหรือพรรคการเมือง แต่ปรากฏการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น (รัฐบาลพล.อ.เปรม 8 ปี) ตรงนั้นคือศิลปะและขีดความสามารถที่พล.อ.เปรมทำไว้ในยุคหนึ่ง แต่วันนี้บริบทไม่เหมือนกัน พล.อ.เปรม อาจจะมีเงื่อนไขในเวลาแต่พล.อ.ประยุทธ์จะเจอเงื่่อนไขแบบใหม่ขึ้นมา แล้วสามารถทำแบบนั้นได้ขนาดไหน โดยเฉพาะโจทย์ของประเทศที่รัฐบาลและคสช.ทำมาแล้ว 3 ปี ประชาชนพอใจแค่ไหน ตรงนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่”
ในฐานะเป็นคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี คิดว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์แบบนั้นได้หรือไม่ หากอนาคตมีแรงกดดันหรือการต่อรอง
ผมไม่คาดเดาว่า ปี 2561 จะเป็นปีที่ภาพเหล่านี้จะเกิดขึ้น ผมพูดได้ว่า เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความตั้งใจและมีความมุ่งมั่น พล.อ.ประยุทธ์จะต้องคิดแบบคนอื่นคิดว่า จะทำอย่างไรในเมื่อประชาชนไว้วางใจให้ท่านมาทำงาน เพราะผลงาน 3 ปีตามคุณลักษณะและความสำเร็จของคสช. ที่ได้วางกรอบการทำงานไว้ ท่านต้องพยายามทำ ท่านคงไม่ปล่อยให้สิ่งที่ได้รับการยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน คงไม่ปล่อยให้ทิศทางของประเทศให้บอบช้ำไปอีก สิ่งเหล่านี้บวกกับความตั้งใจของท่าน ผมคิดว่าท่านจะต้องทำให้ได้ และพูดได้ ท่านต้องกล้าทำในสิ่งเหล่านี้
เมื่อถามว่า พี่-เพื่อน-น้องในคสช. จะอยู่ช่วยพล.อ.ประยุทธ์ต่อไปหรือไม่
เพื่อนจะช่วยเพื่อนอยู่แล้ว แต่พล.อ.ประยุทธ์จะจับเพื่อนไปไว้ตรงไหนมากกว่า ไม่มีเพื่อนคนไหนจะไม่ช่วยเพื่อน แต่จะช่วยงานตรงจุดไหนมากกว่า เพื่อนของผมหลายคนมาช่วยงานในทีมงานกระทรวงยุติธรรม เกษียณอายุราชการมาแล้วก็มาช่วยผม แม้ไม่มีตำแหน่ง ก็มาพูดคุยให้ความรู้ และมาช่วยกัน ไม่จำเป็นจะต้องมีตำแหน่งถ้ารักเพื่อน ผมพูดถึงเพื่อนของ พล.อ.ประยุทธ์ มากกว่า และไม่ได้พูดถึงตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะตัวท่านก็มีปัญหาท้าทายเยอะแยะ ทำไมเพื่อนจะต้องไปทำปัญหาใหม่ให้สะสมขึ้นมาอีก ดังนั้นเชื่อว่าเพื่อนทุกจะต้องลงมาช่วย
ล่าสุดนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 44 โดยคดีความมั่นคง และคดีหมิ่นสถาบันกลับไปขึ้นศาลยุติธรรมแทนการขึ้นศาลทหาร มีการมองว่า เป็นการปรับภาพลักษณ์ของคสช.ในการนำประเทศกลับไปสู่ประชาธิปไตย มองว่าจะมีการเคลื่อนไหวอื่นๆ เกิดขึ้นหรือไม่ ที่ก่อนที่จะมีการเดินหน้าจะไปสู่การเลือกตั้ง
ขอเรียนว่า มันมีแน่นอน อย่าลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ คือนักการทหาร ระบบทหาร สอนพวกเราให้เตรียมการและเตรียมพร้อม พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มองแค่ว่า จะบริหารประเทศแค่หนึ่งปี ท่านกำลังเตรียมการให้เข้าสู่ห้วงเวลาการเลือกตั้ง ภาษาของทหารนั้น หากจะรบกัน จะต้องเตรียมว่า ใช้กี่เดือน ต้องมีการเตรียมการและมองบริบทสภาพแวดล้อม เรื่องแบบนี้ต้องเอื้ออำนวย ถ้าไม่เอื้ออำนวย ก็รบแพ้ตลอดเวลา
“นายกรัฐมนตรีบอกว่าเมื่อเราเห็นจากความพึงพอใจของประชาชนจากรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง สถานการณ์วันนี้อยู่ในกรอบที่คสช. มั่นใจว่า เดินได้ พวกเราก็ทำ มันก็จะเอื้้ออำนวย ต่อไปจะเห็นภาพของการหาเสียง การเลือกตั้ง หากไม่เริ่มขยับ เราจะเตรียมพร้อมแค่ 1-2 วันนั้น มันทำไม่ได้ ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีแนวคิดที่จะค่อยๆ ขยับหลายๆ เรื่องให้เอื้้อต่อการเดินไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งและการส่งผ่าน” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว



