คอลัมนิสต์

เดินให้สุด

เดินให้สุด

14 ก.ย. 2559

เดินให้สุด :  ขยายปมร้อน โดยสำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

             นับเป็นเรื่องน่ายินดีไม่ใช่น้อย ที่ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 55/2559 สรุปโดยย่อคือให้คดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงและคดีเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 112 กลับมาขึ้นศาลยุติธรรมตามปกติ

             เรื่องเหล่านี้ต้องย้อนว่า ภายหลังการรัฐประหาร ได้มีการออกประกาศและคำสั่งฉบับต่างๆ เพื่อให้นำคดีที่ปกติจะต้องขึ้นศาลยุติธรรม ไปขึ้นศาลทหารแทน โดยคดีที่ว่าประกอบด้วย คดีความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา ตั้งแต่มาตรา 107 ถึงมาตรา 112 คดีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113 ถึงมาตรา 118 และคดีที่มีข้อหาว่ากระทำความผิดฐานมีหรือใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พุทธศักราช 2490

             แน่นอนว่า เสียงโจมตีมีอย่างมากหลาย เพราะแม้จะมีการออกมาชี้แจงจากฟากรัฐว่า ศาลทหารก็ให้ความยุติธรรมได้เหมือนศาลปกติ และมีกระบวนการต่อสู้คดีที่คล้ายกัน แต่เอาเข้าจริงแล้วทุกคนรู้ดีว่า กระบวนการของศาลทหารนั้นต่างจากศาลปกติไม่น้อย โดยเฉพาะการมองว่าเป็นการยื่นฟ้องและการตัดสินจากคนที่เป็นทหาร ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่กุมอำนาจ จึงมิใช่ตามกระบวนการปกติ

             อีกทั้งหลักคิดของสากลเรื่องสิทธิมนุษยชนก็มองว่า ศาลทหารไม่ควรพิจารณาคดีของพลเรือน จึงไม่แปลกที่จะมีเสียงเรียกร้องทั้งจากในและนอกประเทศ ให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว

             นอกจากนี้ยังถูกมองว่า การกล่าวหาด้วยข้อหาเช่นว่า หลายครั้งเป็นไปจากเจตนาแฝงที่ต้องการกำจัดขั้วตรงข้ามทางการเมือง ยิ่งทำให้ข้อเรียกร้องให้ขึ้นศาลยุติธรรมตามปกติยิ่งมีความชอบธรรมมากขึ้น เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสสู้คดีอย่างเป็นธรรม

             ดังนั้น คำสั่งฉบับนี้ จึงทำให้หลายคนแสดงความยินดี และเริ่มมองเห็นความหวังที่ปลายอุโมงค์ว่า ในโอกาสข้างหน้า เรามีสิทธิที่จะกลับคืนสู่สภาวะปกติ ที่มีสิทธิเสรีภาพอันเป็นอารยะเหมือนกับประเทศอื่น

             มีความพยายามวิเคราะห์คำสั่งครั้งนี้ว่ามาจากเหตุผลใด 

             ในร่างคำสั่งได้ให้เหตุผลว่า “บัดนี้ปรากฏว่าสถานการณ์บ้านเมืองในรอบสองปีที่ผ่านมามีความสงบเรียบร้อยเป็นลำดับ ประชาชนต่างมีเจตนารมณ์และให้ความร่วมมือที่ดีในการนำประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การปฏิรูปประเทศตามขั้นตอน และการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ถูกต้องเป็นธรรม ดังเห็นได้จากกระบวนการลงประชามติที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับความเห็นชอบจากประชาชนด้วยมติท่วมท้น จึงสมควรผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ลงอีก เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้ใช้สิทธิปฏิบัติหน้าที่ของตนและได้รับความคุ้มครองตามกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกำลังจะประกาศใช้ในเร็ววัน ตลอดจนตามหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน”

             อย่างไรก็ตาม บางคนยังสงสัยว่า นี่คือเหตุผลที่แท้จริงทั้งหมดแน่หรือ หรือเป็นเพราะขณะนี้ คสช.สามารถควบคุมทุกอย่างได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยากที่จะมีใครมาต่อต้าน จึงสามารถลดแรงกดดันจากบางด้านลงได้  เพราะไม่ว่าอย่างไรสถานการณ์ก็อยู่ในกำมือ

             แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง  แต่จะดีขึ้นไปอีก ถ้า หัวหน้า คสช.จะผ่อนคลายเรื่องนี้ทั้งระบบ เช่น คดีที่เกี่ยวข้องที่เกิดหลังรัฐประหารซึ่งมีกว่า 1,500 คดี ตามคำให้สัมภาษณ์ของ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ  และปัจจุบันเสร็จไปแล้วประมาณ 1,000 คดี ยังเหลืออีก 500 คดี ก็ควรที่จะโอนกลับไปให้ศาลยุติธรรมด้วยเช่นกัน เพราะตามคำสั่งฉบับนี้ คดีดังกล่าวจะยังไม่ถูกโอนกลับไป แต่จะต้องอยู่ในการพิจารณาของศาลทหารต่อไป 

             เพราะมิเช่นนั้นก็ยังถูกมองว่าเป็นเพราะคนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามที่ถูกหมายหัว ถูกขึ้นศาลทหารหมดแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องคงคำสั่งไว้อีกแล้ว

             หรือการที่ควรยกเลิกให้ทหารเป็นเจ้าพนักงานสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดตามคดีต่างๆ ได้ เพราะอย่างนี้ก็เท่ากับทหารสามารถเข้ามาก้าวก่ายในกระบวนการยุติธรรม และสามารถเป็นผู้ตั้งเรื่องกล่าวหาผู้อยู่ตรงข้ามได้เช่นกัน

             ถ้าทำได้เสียงตอบรับจากนานาชาติจะพลิกเป็นบวก สิทธิเสรีภาพ ที่ประกาศตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะยิ่งถูกทำให้เห็นว่าได้รับการรับรองอย่างดีเยี่ยม หรือเป็นการบอกว่า ที่ผ่านมาทำเพราะจำเป็นต้องทำ มิได้ทำเพราะเจตนาแฝงอื่นทางการเมืองแต่อย่างใด

             ไหนๆ ก็ไหนๆ ปรับให้เข้าสู่ทางที่ถูกที่ควรโดยเร็วจะเป็นประโยชน์ที่สุด ไม่ว่าจะสำหรับคณะทหารหรือประชาชน