
บรรทัดฐานปราบโกง
บรรทัดฐานปราบโกง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 14 กันยายน 2559
ในห้วงเวลาของการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฯลฯ ดูเหมือนสังคมกำลังให้ความสำคัญกับมาตรการที่จะนำมาใช้เพื่อคัดกรองนักการเมืองที่จะผ่านระบบการเลือกตั้งเข้าสู่อำนาจ ป้องกันไม่ให้คนที่คิดคด ทุจริตประพฤติมิชอบกับบ้านเมืองเข้ามาในระบบได้ โดยเมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมกิจกรรมงานต่อต้านคอร์รัปชัน 2559 เปิดแนวคิด เปิดไฟไล่โกง กรรมสนองโกง พร้อมใช้กฎหมายขจัดการโกงกินอย่างเข้มงวด นั่นเป็นเรื่องของกิจกรรม ส่วนที่ว่ากฎหมายจะป้องกันการคอร์รัปชั่นได้อย่างไรนั้น ยังมีร่างพระราชบัญญัติอีกหลายฉบับที่จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถปราบโกงได้จริง ถือเป็นกฎหมายที่น่ากลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประเด็นหลักๆ คือ ถ้าทำแล้วถูกจับได้จะหมดอนาคตทางการเมืองไปเลย ซึ่งผิดจากเมื่อก่อนที่เมื่อพ้นโทษแล้วสามารถกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ได้ แต่ตามกฎหมายใหม่เขียนห้ามอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือเรียกว่ากฎหมายเจ็ดชั่วโคตร ลดลงมาเหลือสามสี่ชั่วโคตร รองนายกรัฐมนตรียังยกตัวอย่างการกระทำบางอย่างที่ตามกฎหมายใหม่กำลังจะเป็นความผิด เช่น ข้าราชการเอาโทรศัพท์ส่วนตัวมาชาร์จไฟหลวงก็จะผิด เอาซองตราครุฑใส่เงินไปให้งานแต่งงานก็มีความผิด ฯลฯ
ถ้าพิจารณาตามตัวอย่างที่รองนายกรัฐมนตรียกขึ้นมานั้น จะพบว่า นับเป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่งที่จะแยกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนตัว โดยเฉพาะในแวดวงของการเมืองระดับท้องถิ่นตั้งแต่กำนัน ผู้ใหญ่ใหญ่ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการส่วนท้องถิ่นอีกจำนวนมากมาย เช่น ศึกษาธิการ สาธารณสุข เกษตร ประมง ขนส่ง สัสดี ฯลฯ บุคคลกลุ่มนี้ก็อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะกระทำความผิดทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่เจตนาก็ตาม จากเรื่องที่คิดว่าเล็กๆ คงไม่ต้องเล็กขนาดซองจดหมาย หรือชาร์จไฟโทรศัพท์ส่วนตัวจากสถานที่ราชการ ลำพังใช้รถราชการออกนอกเส้นทางหรือนอกงานราชการเพียงนิดหน่อยก็มีความผิด ให้ครอบครัวโดยสารไปกับรถหลวงด้วยก็น่าจะผิด ซึ่งลักษณะนี้จะทำให้มีผู้กระทำผิดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างที่นายวิษณุเองก็บอกว่า ต่อไปคงไม่มีใครกล้ามารับราชการ
กระนั้นบนเส้นทางของการปฏิรูปประเทศไทย ปฏิรูปการเมือง ทุกฝ่ายคงต้องยอมรับว่า การตรากฎหมายอันเข้มข้น เพื่อขจัดสิ่งที่ได้พิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันแล้วว่า เป็นต้นธารของการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งก่อปัญหาตามมากมาย จากความเสียหายด้วยงบประมาณ ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไปจนถึงการบ่อนทำลายประชาธิปไตย และความมั่นคงของชาติ จึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้องใช้กฎหมายเพื่อสร้างบรรทัดฐานหรือจารีตใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคม แม้ในระยะเริ่มต้นอาจมองว่า เป็นความเถรตรงเกินไป แต่ก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ลงมือทำ



