คอลัมนิสต์

ตำรวจ...ไม่สามารถแก้ปัญหาจราจรได้ ?

ตำรวจ...ไม่สามารถแก้ปัญหาจราจรได้ ?

14 ก.ย. 2559

ตำรวจ...ไม่สามารถแก้ปัญหาจราจรได้ ? : โลกตำรวจ  ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

เสียงของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พูดผ่านสื่อมวลชนนั้น ดูเหมือนว่านายกฯ จะมีความเข้าใจเป็นอย่างดีว่า การบริหารงานจราจรของประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ทั้งในมิติของความสะดวก และความปลอดภัย

การจัดลำดับที่แสดงให้เห็นว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีการจราจรติดขัดติดอันดับ 1 ของโลก และจำนวนคนตายกลางถนนของประเทศไทยที่ติดอันดับ 3 ของโลกนั้น เป็นตัวบ่งชี้ถึงความล้มเหลวที่ชัดเจนของการบริหารงานจราจรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มิใช่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแต่เพียงเท่านั้น

คำว่า “บูรณาการ” ที่เกิดขึ้นตลอดห้วงเวลากว่าทศวรรษในการบริหารงานจราจรและความปลอดภัยทางถนน ไม่ได้มีลักษณะของการบูรณาการที่แท้จริง เนื่องมาจากยังยึดมั่น ถือมั่นอยู่ในผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆของหน่วยงานของตนเอง จนกระทั่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ทั้งๆ ที่หน่วยงานหลักๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการงานจราจรของประเทศไทยเป็นกระทรวงหรือหน่วยงานเกรดเอทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมหาดไทย คมนาคม หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการด้วย ดังนั้นการกล่าวอ้างว่าไม่มีงบประมาณในการดำเนินการจึงไม่ใช่เหตุผลหรือความจริงที่สมควรแก่การนำมาใช้กล่าวอ้างได้

คำกล่าวของนายกฯ ที่ว่า “ทุกรัฐบาลก็บอกว่าจะแก้ จะแก้ ก็ไม่เห็นจะแก้ได้สักที” เป็นคำที่ชวนให้ต้องคิดว่า การแก้ไขปัญหานี้ต้องหลุดพ้นกรอบกับดักวิธีคิด วิธีการทำงานแบบเดิมๆ ไหนๆ รัฐบาลก็ใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ในเชิงโครงสร้างและเชิงระบบมาไม่น้อย หากจะใช้อำนาจที่เด็ดขาดนี้ในการปรับรื้อโครงสร้างและระบบงานของหน่วยงานต่างๆ เพื่อวางระบบงานและโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงานจราจรเสียใหม่ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของหลักการรื้อโครงสร้างเพื่อพัฒนาระบบงานและวัฒนธรรมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ จากนั้นจึงดำเนินการในส่วนของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไร้วินัยของผู้ใช้รถใช้ถนนซึ่งต้องทำความเข้าใจด้วยว่า ส่วนสำคัญมีสาเหตุมาจากโครงสร้างและระบบที่ล้มเหลวด้วย

ทำความเข้าใจง่ายๆ คือ ต้องปฏิรูป 3 ขั้นตอน คือ จัดบ้านจัดทัพใหม่ จากนั้นสร้างระบบให้ดี สุดท้ายคือ การกำกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนน

จัดบ้านจัดทัพใหม่คือ ต้องรื้อบ้านและสร้างบ้านใหม่เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในเมื่อผลงานที่ผ่านมากว่าทศวรรษแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวก็จำเป็นต้องยอมรับว่าถึงเวลาต้องผ่าตัดองค์การและองค์กรที่เกี่ยวข้องรวมถึงการปฏิรูประบบการบริหารจัดการและงบประมาณต่างๆ ด้วย

สร้างระบบให้ดี มิได้หมายถึงเพียงระบบโครงสร้างทางกายภาพเช่น ระบบคมนาคมและขนส่ง ถนน ส่วนควบของถนนที่มีประสิทธิภาพแต่เพียงเท่านั้น แต่หมายรวมถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบเทคโนโลยีและข้อมูลสารสนเทศต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพสามารถเชื่อมโยงบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ด้วย ซึ่งในปัจจุบันไม่มีระบบการเชื่อมโยงข้อมูลที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ข้อมูลที่มีอยู่ไม่มีคุณค่า ขาดความเที่ยงตรง (validity) และขาดความเชื่อถือได้ (Reliability) ที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจของผู้บริหาร

การกำกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนมิได้หมายถึงเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ เสมอภาค และเป็นธรรม แต่เพียงเท่านั้น แต่หมายรวมถึงความทันสมัยและประสิทธิผลของตัวบทกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ และสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกันคือ ความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้ในการทำงานด้วย

“ว่าแล้วต้องมีตำรวจ ม่ายงั้นรถไม่ติดขนาดนี้” เพื่อนของผู้เขียนพูดไม่แตกต่างจากเสียงผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ

คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นตัวอย่างแบบง่ายๆ ว่า ประชาชนมิได้มีศรัทธาต่อความรู้ความเชี่ยวชาญของตำรวจในด้านการควบคุมการเคลื่อนตัวของการจราจร (traffic flow) ยังไม่นับรวมถึงการไม่มีความรู้ในการยุทธวิธีการบังคับใช้กฎหมายจราจรนอกเหนือจากวิธีดักจับตามสี่แยกสัญญาณไฟ ทางแยก ทางโค้ง จนส่งผลให้การจราจรติดขัด และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงด้วย วิถีการทำงานเช่นนี้จึงทำให้ตำรวจจราจรโดนตำหนิ เพ่งโทษทั้งจากผู้ใช้รถใช้ถนนที่ทำผิดกฎจราจรและผู้ใช้รถใช้ถนนคันอื่นที่ได้รับผลกระทบร่วมด้วยจากการทำหน้าที่ของตำรวจจราจร

คำสั่งของนายใหญ่ของตำรวจที่ห้ามตำรวจจราจรอยู่ในตู้จราจร(ทำนองว่านั่งสบายอยู่ในห้องแอร์)แต่ให้ออกมายืนโบกรถ กดตู้ไฟเพื่อให้ประชาชนเกิดศรัทธาในการทำงานของตำรวจ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ได้ส่งผลในเชิงเนื้อหา เป็นเพียงแค่รูปแบบที่ฉาบฉวยเพียงแค่ปรากฏกายให้เห็นแต่เพียงเท่านั้น ไร้ประโยชน์ต่อการแก้ไขป้องกันปัญหาแต่อย่างใด แม้แต่คำสั่งแต่งตั้งชุดปฏิบัติการบริหารจัดการจราจรบนถนนสายต่างๆ เพื่อให้การจราจรเคลื่อนตัวได้ดีขึ้นที่มีรายนามนายตำรวจจำนวนหลายหน้า หากแต่ไม่มีแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายยุทธศาสตร์ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือฝ่ายยุทธศาสตร์ระดับกองบัญชาการได้คิดวิเคราะห์และวางแผนมาจากข้อมูลที่มีประสิทธิภาพแล้ว จึงได้วางแนวปฏิบัติให้แก่กองบังคับการและสถานีตำรวจต่างๆ ดำเนินการนั้น แสดงให้เห็นว่า “นายใหญ่ของตำรวจ” ไม่มีข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะใช้ในการขบคิดวิเคราะห์วางแผนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการแก้ปัญหาจราจร ทำให้การสั่งการยังคงเป็นไปในรูปแบบเดิมๆ เช่น ให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบถนนสายต่างๆมีอำนาจบริหารการจราจร บังคับบัญชากำลังพล ฯลฯ มีอำนาจในการปรับปรุง แก้ไขปัญหาการจราจร อำนาจในการจัดชุดสนับส
นุนเพิ่มเติม กวดขันจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายจราจร ให้ผู้บังคับการและผู้กำกับเป็นซีอีโอ...และจบลงที่ให้รายงานผลทุกวันจันทร์ภายในเวลา 10.00 น.

ยอมรับเถิดว่า ต้องย้อนกลับมามองโครงสร้างและระบบการบริหารงาน การบริหารข้อมูลและทรัพยากรต่างๆ ในการทำงานด้านการจราจรทั้งระบบและทุกหน่วยงาน เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้อำนาจของรัฐบาลแต่เพียงเท่านั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเพียงแค่หน่วยงานปลายทาง ไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้อย่างสำเร็จและยั่งยืน หากหน่วยงานต้นทางและการบูรณาการในการทำงานร่วมกันยังไม่มีวิถีการทำงานในทุกมิติแบบบูรณาการอย่างแท้จริงอย่างเช่นที่ผ่านมา

ต่อให้ตำรวจผู้ปฏิบัติงานยืนขาแข็งอยู่กลางถนน สูดควันพิษ โดนรถชนตาย หรือโดนผู้ใช้รถใช้ถนนก่นด่าทั่วเมือง ก็ไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จ

ท้าทาย!!!!!