คอลัมนิสต์

ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเสรีภาพสื่อฯ:ปฏิรูป หรือ คุมสื่อ?

ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเสรีภาพสื่อฯ:ปฏิรูป หรือ คุมสื่อ?

13 ก.ย. 2559

ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเสรีภาพสื่อฯ:ปฏิรูป หรือ คุมสื่อ?  : จักรวาล ส่าเหล่ทู สำนักข่าวเนชั่น 

“สื่อ” ถือเป็นอีกองค์กรที่มีการพูดกันว่าควรต้องมีการ “ปฏิรูป” ก่อนหน้านี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ได้เสนอเรื่องนี้ผ่าน “ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน” ที่มีไฮไลท์คือ “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ที่มีหน้าที่ควบคุมสื่อมวลชน ล่าสุดสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ได้นำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมาปัดฝุ่นแก้ไขบางส่วน เตรียมผลักดันให้เป็นกฎหมายปฏิรูปสื่อต่อไป

ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเสรีภาพสื่อฯ:ปฏิรูป หรือ คุมสื่อ?  กลไกการควบคุมดูแลสื่อตามร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่สปท.ได้เสนอมา แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน กลไกแรกเป็นการกำกับโดยองค์กรสื่อโดยสร้างกลไกกำกับจริยธรรมกันเอง กลไกที่ 2 คือการกำกับโดยองค์กรวิชาชีพสื่อตามที่สื่อสังกัด และกลไกที่ 3 คือการกำกับโดย “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ซึ่งมีอำนาจทางกฎหมาย เช่น สามารถเพิกถอนความเป็นองค์กรสื่อมวลชน หรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้ ในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ ในส่วน “กลไกที่ 3” นั้น เหมือนจะดีที่มีอีกองค์กรช่วยตรวจสอบการทำงานของสื่ออีกชั้น แต่ทางองค์กรวิชาชีพสื่อหลายองค์กรแสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้ และเมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมร่วมกันของ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เพื่อหาข้อสรุป ในการส่งข้อเสนอไปยังผู้มีอำนาจ 

ประเด็นใหญ่ที่ที่ประชุมเป็นห่วงก็คือตัว “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” จะกลายเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงสื่อมากกว่าการรักษาเสรีภาพสื่อ เพราะเมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่า ตัวคณะกรรมการของสภาดังกล่าวมีความกว้างขวาง ซึ่งไม่รู้ว่าในการคัดเลือกกันเองเพื่อหาคณะกรรมการชุดดังกล่าว จะมีองค์กรสื่อกี่พันองค์กรที่มีสิทธิ์เข้าร่วม จนอาจมีผู้ที่ต้องการควบคุมสื่อ ตั้งองค์กรสื่อเฉพาะกิจขึ้นมา รวมทั้งงบประมาณที่มาจากรัฐไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทด้วย

ขณะเดียวก็มีอีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่า หากปฏิเสธกลไกที่ 3 แล้ว ทางสมาคมวิชาชีพสื่อต่างๆ จะควบคุมสื่อที่ไม่สังกัดในสภาวิชาชีพได้อย่างไร ซึ่งถือเป็นอีกคำถามที่ต้องมีคำตอบให้ได้ 

“มงคล บางประภา” อุปนายกฝ่ายบริหาร สมาคมนักข่าวฯ เสนอในที่ประชุมว่า เป็นไปได้ไหมที่จะไม่มีกลไกที่ 3 แต่มีกลไกที่ 2 เพิ่มขึ้นมาอีกส่วน คือ ให้มีองค์กรตามกฎหมายคอยกำกับสื่อ ที่ไม่ยอมเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพตามกลไกที่ 2 เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่า ถ้าคุณไม่ยอมรับการกำกับขององค์กร คุณก็ต้องไปเจอการกำกับขององค์กรตามกฎหมายที่อาจร้ายแรงกว่า ซึ่งกรณีนี้จะมีส่วนดีตรงที่ทำให้สื่อมวลชน ยอมรับในกลไกที่ 2 เพื่อกำกับกันเอง ดีกว่าเผชิญหน้ากับสิ่งที่มองไม่เห็น 

“สุเมธ สมคะเน” ประธานสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้ไม่น่าห่วง เพราะต่อให้ไม่มี “กลไกที่ 3”  รัฐบาลก็วางกลไกควบคุมกำกับอยู่แล้ว ในรูปแบบอื่นๆ อย่างที่กระทรวงวัฒนธรรมตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา ที่สามารถสั่งการดำเนินคดีตามกฎหมายที่มีอยู่ได้ หรือถ้าสื่อไปละเมิดสิทธิเด็ก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ยื่นฟ้องได้เลย เพราะเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย โดยที่ไม่ต้องรอผู้บริโภค ซึ่งสามารถบังคับใช้กับสื่อทั้งที่เป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพ หรือไม่เป็นได้อยู่แล้ว 

“ไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการอะไรขึ้นมาอีก หากแต่กระบวนการปกติก็ดูแลได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามถ้าเราบอกไม่เอาคณะกรรมการชุดนี้ เราก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าทำไมถึงคิดเช่นนั้น และให้ความรู้อีกด้านหนึ่งต่อสังคม ว่ามีกระบวนการตามกฎหมายคอยดูแลอยู่แล้ว” 

ทั้งนี้ที่ประชุมต่างเห็นว่า ในโจทย์กำกับดูแลสื่อที่ไม่สังกัดสภาวิชาชีพ ถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่อง จะทำอย่างไร ซึ่งจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่างกฎหมาย โดยมีตัวแทนจากสภาวิชาชีพสื่อต่างๆ เข้าร่วม โดยจะมีรายละเอียดเรื่องนี้ด้วย 

อีกโจทย์ใหญ่ที่ต้องตอบให้ได้ คือ จะทำให้ 2 กลไกแรกถูกใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ และสังคมมีความมั่นใจในการกำกับดูแลกันเองของสื่อ โดยที่ไม่ต้องมีกลไกที่ 3 คือ “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ได้อย่างไร 

นอกจากนี้ยังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องตอบให้ได้คือจะทำให้ 2 กลไกแรกถูกใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ และสังคมมีความมั่นใจในการกำกับดูแลกันเองของสื่อ โดยที่ไม่ต้องมีกลไกที่ 3 คือ “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ได้อย่างไร 

“เทพชัย หย่อง” นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ในฐานะประธานคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับหลักการในการมีกลไกการกำกับดูแลทางด้านจริยธรรมของสื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำอำนาจทางกฎหมายมาใช้บังคับ โดยเฉพาะในประเด็นให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้นมาเพื่อใช้อำนาจทางกฎหมายเนื่องจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้การเมืองและธุรกิจเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนโดยส่วนรวม

“ที่ประชุมมีมติให้ทำจดหมายเปิดผนึกแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อยื่นต่อ พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ในวันพฤหัสบดีนี้ (15 ก.ย.) พร้อมทั้งได้มีการตั้งคณะทำงานยกร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อเตรียมพร้อมนำเสนอหากมีการนำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป” เทพชัย กล่าว

ต้องจับตาว่าทิศทาง “การปฏิรูปสื่อ” จากนี้จะไปทางไหน!