คอลัมนิสต์

อย่าใช้'ชัยชนะประชามติ'ให้ฟุ่มเฟือย

อย่าใช้'ชัยชนะประชามติ'ให้ฟุ่มเฟือย

13 ก.ย. 2559

อย่าใช้'ชัยชนะประชามติ'ให้ฟุ่มเฟือย : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี

กลายเป็นประเด็นร้อนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อพนักงานอัยการคดีพิเศษยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอให้พิจารณาเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. พร้อมด้วย นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ และนายนิสิต สินธุไพร แกนนำ นปช. ซึ่งเป็นจำเลยคดีร่วมกันก่อการร้าย

โดยอ้างเหตุผลว่า แกนนำ นปช.ให้สัมภาษณ์ออกรายการพีซทีวี และจัดรายการมองไกล ซึ่งการสัมภาษณ์และการจัดรายการนั้น มีลักษณะก่อให้เกิดความวุ่นวาย จึงเข้าข่ายผิดเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้ในการปล่อยชั่วคราว

ซึ่งหากที่มาที่ไปของหมากเกมนี้ผู้มีอำนาจมองว่า ผลประชามติที่ออกมา รวมทั้งการจัดทำโผทหารที่จัดกันเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ทำให้เกิดความมั่นใจว่าตัวเองมีความชอบธรรม อะไรที่เป็นส่วนที่ยังควบคุมไม่ได้ก็จะเริ่มจัดการให้ได้อย่างจริงจัง โรดแม็พที่วางเอาไว้จะได้ไร้อุปสรรคแล้วละก็ หากการยื่นถอนประกันแกนนำ นปช.ครั้งนี้มาจากวิธีคิดนี้จริงๆ ถือว่าเป็นวิธีคิดที่พลาด

ที่บอกว่าพลาดก็เพราะว่า การเมืองนั้น โดยธรรมชาติแล้วหากเปรียบก็เป็นเหมือนทะเล ย่อมต้องมีคลื่น มีลมบ้างเป็นธรรมดา จะไปบังคับให้มีหรือไม่มีในช่วงเวลานั้นเวลานี้ได้อย่างไร และหากขั้นตอนต่อไปวางงานกันเอาไว้ว่า จะกระชับพื้นที่ของฝ่ายเคลื่อนไหวต่างๆ มากขึ้น ทั้งกลุ่มนักศึกษา กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มมวลชน ด้วยความคิดที่ว่า หากทุกอย่างนิ่งคือการคุมสถานการณ์ได้นั้น เท่ากับพลาดซ้ำสอง เพราะในโลกของความเป็นจริง ไม่มีใครที่จะคุมสถานการณ์ที่เรียกว่า การเมือง ด้วยวิธีนี้

แต่แน่นอนว่า แกนนำ นปช.เองก็คงต้องปรับยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งหลังจากนี้คงจะต้องมีการพูดคุยกัน เพื่อให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

แต่อะไรที่ยังสามารถทำได้อยู่ แน่นอนว่าคงจะไม่หยุดทำ เพียงแต่รูปแบบจะเป็นอย่างไรนั้น ตรงนี้คงต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เห็นได้จากคำให้สัมภาษณ์ของนายณัฐวุฒิ ที่ระบุชัดเจนว่า “ผมบอกไปหลายครั้งแล้วว่า ผมเป็นผมแบบนี้ ไม่ได้ท้าทาย แต่ไม่กลัว อะไรที่ผมมั่นใจว่าถูกต้องก็จะทำต่อไป เรื่องไหนที่เห็นว่าต้องพูดก็จะพูด ผมคิดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งต้องถูกขัง รู้ด้วยว่า กว่าจะถึงช่วงเลือกตั้งคงไม่เหลือคุณสมบัติให้ลงสมัครได้ แต่สิ่งที่ผมกำลังทำคือ การยืนยันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีสิทธิเสรีภาพ และต้องได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน”

เวลานี้เรียกได้ว่า แกนนำ นปช.ประเมินกันเบื้องต้นไว้แล้วว่า หลังจากนี้ ฝ่ายผู้ถืออำนาจคงเดินหน้าใช้อำนาจควบคุมสถานการณ์ไปเรื่อยๆ และเชื่อว่าคงจะออกกติกาต่างๆ ออกมา เพื่อให้มีพื้นที่จำกัดที่สุดสำหรับฝ่ายการเมืองตรงข้าม โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์การเมืองให้เป็นไปตามที่ต้องการ

แต่สุดท้าย หากผลออกมาว่า แกนนำ นปช.ถูกถอนประกันตัวชั่วคราว แผนการที่ถูกเตรียมไว้รองรับคือ ดูว่ามีแกนนำ นปช.กี่คนที่ถูกถอนประกัน และแกนนำ นปช.ที่ยังเหลืออยู่นั้นจะต้องทำอย่างไรต่อไป

แต่ถ้าหากผลออกมาว่า แกนนำ นปช.ไม่ถูกถอนประกันตัวชั่วคราว ซึ่งนาทีนี้แกนนำ นปช.ยังมั่นใจว่าผลน่าจะออกมาในแนวทางนี้ เพราะโดยเงื่อนไขนั้นมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรที่ขัดอยู่แล้ว

วันนี้จึงเรียกได้ว่า แกนนำ นปช.พร้อมไปชี้แจงในศาล และมั่นใจด้วยว่า ด้วยข้อมูลหลักฐานต่างๆ นั้น น่าจะได้รับการพิจารณา เพราะเงื่อนไขต่างๆ ที่วางไว้ให้นั้น ที่ผ่านมาก็ไม่เคยข้ามเส้นเงื่อนไขเหล่านั้นเลย เรียกว่า ระหว่างนี้คงต้องประเมินสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิดทีเดียว

แต่อยากให้ทบทวนสักนิดว่า วันนี้สังคมไทยกำลังเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งล้วนแต่มีมูลค่าของมันทั้งสิ้น ทั้งเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ผ่านภายใน 2 ชั่วโมงครึ่ง รวมถึงการจะซื้อเรือดำน้ำ และการตั้ง สนช.เพิ่ม สิ่งเหล่านี้มันมีต้นทุนของมัน และเป็นค่าใช้จ่ายของผู้มีอำนาจทั้งนั้น

หากทุกอย่างที่เกิดขึ้น และสิ่งที่กำลังทำ คือการฝืนธรรมชาติของสังคม ของการเมือง ไม่อยากให้ลืมว่า ไม่มีอำนาจอะไรที่จะควบคุมสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ตลอด

และหากผู้มีอำนาจยังเอาชัยชนะจากผลประชามติมาใช้อย่างฟุ่มเฟือยอยู่แบบนี้ เชื่อเถอะว่า คงจบไม่สวยแน่