คอลัมนิสต์

ป.ป.ช.เร่งสปีด เคลียร์คดีค้าง ได้ไม่คุ้มเสีย?

ป.ป.ช.เร่งสปีด เคลียร์คดีค้าง ได้ไม่คุ้มเสีย?

12 ก.ย. 2559

ป.ป.ช.เร่งสปีด เคลียร์คดีค้าง ได้ไม่คุ้มเสีย? : ขยายปมร้อน โดยณัฐภัทร พรหมแก้ว สำนักข่าวเนชั่น

           หลังจากนี้ คงจะได้เห็นป.ป.ช.ทยอยชี้มูลคดีสำคัญๆ ที่มีนักการเมือง ข้าราชการเข้าไปพัวพัน ถี่ขึ้นเรื่อยๆ นั่นด้วยนโยบายสางคดีค้างเก่าของแม่ทัพป.ป.ช. อย่าง “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ที่ลงมาขันนอต หยอดน้ำมันเจ้าหน้าที่ในสำนักงานที่รับผิดชอบคดี และดูจะได้ผลพอสมควร
 
           ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน ทั้ง 9 อรหันต์ของป.ป.ช. ก็เคลียร์สองคดีพ้นตัวไปแล้ว คือ ประเด็นสอบโครงการก่อสร้าง “อุทยานราชภักดิ์” ว่าไม่พบความผิดปกติ ทุกอย่างทำตามระเบียบ กับเรื่อง “อดีตส.ส.เพื่อไทย” ไม่รอดคมดาบ โดนฟันทั้งถอดถอน-อาญา ประเด็นเสียบบัตรแทนกัน-สลับร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว. ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์
 
           เมื่อดูความเคลื่อนไหวในรอบรั้ว “ป.ป.ช.” ตัวประธาน ป.ป.ช.ดูจะซีเรียสกับคดีค้างเก่าอยู่มาก เลยพยายามคิดหาวิธีแก้ “ตราบาป” ขององค์กรที่ถูกมองว่า ทำงานล่าช้า จนบางคดีหมดอายุความไปก็มี
 
           เราจึงได้เห็นการแก้กฎหมาย โดยเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามารับคดีอีก 800 คน รวมถึงเปลี่ยนแปลงนิยาม จากเดิมคนที่จะรับคดีไว้ไต่สวนได้ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ระดับชำนาญการ มาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการก็สามารถทำได้ รวมถึงการกำหนดระยะเวลาทำคดี คดีไหนอยู่ในชั้นอนุกรรมการไต่สวน ภายใน 1 ปีต้องมีความคืบหน้า ไม่เช่นนั้นคนที่ดูคดีนั้นๆ ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าใครทำได้ตามเป้า เห็นว่ามีการตกรางวัลเป็นกำลังใจให้ด้วยเหมือนกัน
 
           เรียกว่า ตัวประธานงัดไม้เด็ด ประเคนทั้งพระเดชพระคุณมาสนองกันเลยทีเดียว
 
           ถ้าลองเปิดแฟ้มคดีค้างในป.ป.ช.ขณะนี้ จะพบจำนวนคดีที่อยู่ในชั้นอนุกรรมการไต่สวน ที่ยังไม่สรุปชงที่ประชุมกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่เพื่อพิจารณา ราว 2,100 คดี ซึ่งตอนต้นปี ประธานป.ป.ช.ได้ให้นโยบายลูกน้องไปแล้วว่า เรื่องทั้งหมดต้องเคลียร์ให้เสร็จใน 3 ปี โดยปีนี้ตั้งเป้าต้องเคลียร์ให้ได้ 500 คดี
 
           แต่ข้อมูลล่าสุด แว่วว่ายังไปไม่ถึง 300 คดี ทำเอาตัวประธานเองดูจะไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าที่ควร ถึงกับออกปากถามผู้เกี่ยวข้องที่ถือคดีเอง ว่าเหตุที่ล่าช้าติดขัด เป็นเพราะอะไร
 
           แต่กับคดีที่เพิ่งถูกร้องสอบใหม่ คงไม่น่าเป็นห่วงว่าจะค้างนาน อย่างคดีไฟประดับ กทม.39 ล้าน ที่มีรองผู้ว่าฯ กทม.กับพวกถูกสอบเร็วๆ นี้คงเห็นความชัดเจนว่าจะออกหัวหรือก้อย หรืออย่างคดีจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 ภายในเดือนนี้ จะได้รู้กันว่าใครผิดใครถูกอย่างไร
 
           หรือข่าวล่าสุดที่ระบุว่า “คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร” ตามที่มีชื่อ “วัฒนา เมืองสุข” อดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้ถูกกล่าวหาซึ่งถูกดองมานานหลายปี ภายในเดือนกันยายนนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินเดือนตุลาคมน่าจะรู้ผล
 
           ประเด็นเรื่องการกำหนดเวลาทำคดี ให้เสร็จในกี่ปีๆ โดยเฉพาะกับคดีเก่า ที่รับช่วงต่อมา จะว่าดีก็ใช่ แต่ถ้าต้องรีบขมวดปมในคดียากๆ ให้ทันตามเวลาที่กำหนด บางคดีมีความซับซ้อน เกิดคนรับผิดชอบบางคน “สนองนโยบายเจ้านาย” จนเกินงาม สรุปสำนวนอย่างรีบเร่งจนรวบรัดจะทำอย่างไร หากส่งถึงอัยการสูงสุด ไม่สั่งฟ้องต่อศาล ด้วยเหตุมีความไม่สมบูรณ์ แบบนั้นคงต้องกลับมานั่งเสียเวลาตั้งคณะทำงานร่วมกันอีก บางทีเวลาอาจทอดยาวกว่าที่คิด
 
           ที่สำคัญ ถ้าเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. ต้องทำงานภายใต้เวลาจำกัด ผลลัพธ์ของสำนวนที่ได้ อาจหละหลวม คดีที่ไต่สวนยังไม่ทันจะสิ้นข้อสงสัย ตัวการใหญ่ยังสาวไปไม่ถึง แต่ดันถึงกำหนดเดดไลน์ต้องสรุปคดีชงเข้าที่ประชุมชุดใหญ่ ก็เกรงว่าจะเอาผิดได้เฉพาะ “ปลาซิวปลาสร้อย” หรือพวกที่คอยตามน้ำเท่านั้น แต่พวก “ปลาตัวใหญ่” ที่อยู่ต้นน้ำ ก็ไม่สามารถลากคอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้
 
           กระบวนไต่สวน ถ้าทำได้ตามกำหนดย่อมดี แต่จะดียิ่งกว่าถ้าให้เวลาอย่างสมน้ำสมเนื้อ แล้วเด็ดปีกพวกตัวดีที่คอยเขมือบผลประโยชน์คำโตอยู่เบื้องหลังได้
 
           ถ้าเร่งคดีให้เร็วขึ้น แล้วการันตีได้ว่า สำนวนที่ออกมาสมบูรณ์ แน่นหนา ตอนนั้นคงไม่มีใครตั้งคำถาม “แม่ทัพป.ป.ช.” อยู่แล้ว