เปิดหรือปิด'ไวรัสซิกา'...บทเรียนสิงคโปร์ถึง'ไทย'
เปิดหรือปิด'ไวรัสซิกา'...บทเรียนสิงคโปร์ถึง'ไทย'
หากย้อนกลับไป 2 ปีที่แล้ว แทบไม่เคยมีใครได้ยินหรือรู้จักคำว่า “ไวรัสซิกา” จนกระทั่งแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในบราซิล โดยเฉพาะการเชื่อมโยงถึงสาเหตุทำให้เด็กทารกเกือบ 4,000 ราย เกิดอาการ “หัวเล็ก”
ไวรัสซิกา (Zika Virus-ZIKV) เป็นไวรัสชนิดใหม่ พบครั้งแรกประมาณ 50 กว่าปีที่แล้ว ในปี พ.ศ.2490 จากตัวลิงอาศัยในป่าชื่อ “ซิกา” ประเทศอูกันดา จากนั้นผ่านไปอีกกว่า 20 ปี เมื่อปี พ.ศ.2511 จึงพบว่าไวรัสตัวนี้เข้ามาอยู่ในตัวมนุษย์ คนไข้รายแรกของโลกเป็นชาวไนจีเรีย ไวรัสซิกาสืบสายมาจากตระกูลเฟลวิไวรัส (flavivirus) มียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อสู่มนุษย์ เช่นเดียวกับ ไข้เหลือง ไข้เลือดออกเด็งกี ไข้สมองอักเสบเจอี ฯลฯ
ตลอดเวลา 40 ปี ที่ผ่านมา “ไข้ซิกา” ระบาดในพื้นที่ประเทศเขตร้อนชื้นที่มียุงลายอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่กลายเป็นข่าวใหญ่นัก เนื่องจากเชื้อตัวนี้ไม่ได้มีฤทธิ์รุนแรง ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ผู้ป่วยไข้ซิกามีเพียงอาการตัวร้อน เป็นไข้ออกผื่นแดงตามผิวหนัง หรือปวดเมื่อยเนื้อตัวไม่กี่วันก็หายเป็นปกติ ส่วนใหญ่หายป่วยเอง ไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์
จนกระทั่งปี 2558 รัฐบาล “บราซิล” เปิดเผยตัวเลขการระบาดของไวรัสซิกาในหลายพื่นที่ทั่วประเทศ จากรายงานผู้ติดเชื้อหลักหมื่นคน ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งช่วงเดือนเมษายน 2559 บราซิลประกาศพบผู้ป่วยโรคไข้ซิกาแล้วกว่า 1 ล้านราย พร้อมกับรายงานที่ทำให้วงการแพทย์เด็กทั่วโลกตกตะลึง เนื่องจากพบทารกแรกเกิดมีศีรษะเล็ก เนื่องจากมารดาป่วยเป็นโรคซิการะหว่างตั้งครรภ์สูงเกือบ 4,000 ราย จากสถิติเฉลี่ยเพียงปีละไม่ถึง 200 ราย
แม้ว่าช่วงแรกจะไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า เด็กทั้ง 4,000 รายนั้น มีอาการหัวเล็กผิดปกติจากเชื้อไวรัสซิกาทั้งหมดหรือไม่ แต่ขณะนี้ได้รับการยืนยันแล้วประมาณ 1,800 ราย ว่าอาจเกี่ยวกับการได้รับเชื้อจากแม่ที่ป่วยเป็นไข้ซิการะหว่างตั้งครรภ์ อาการของ “โรคศีรษะเล็กกว่าปกติ” หรือ “ไมโครเซฟาลี” (Microcephaly) ทำให้กล้ามเนื้อทารกอ่อนแรงและเจริญเติบโตผิดปกติ ร่างกายและศีรษะแคระแกร็น รวมถึงการทำงานของสมองผิดปกติจากทารกทั่วไป
องค์การอนามัยโลกตัดสินใจประกาศให้ “ไวรัสซิกา” เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ล่าสุดมีรายงานพบการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสซิกาแล้วประมาณ 70 ประเทศ บางประเทศเป็นพื้นที่ระบาดสีแดง โดยเฉพาะ สิงคโปร์ ที่กำลังระบาด ขึ้นบัญชีประเทศต้องเฝ้าระวังล่าสุดในเอเชีย หลังพบเชื้อซิกาในสิงคโปร์ครั้งแรกเพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์เท่านั้น
ย้อนไปวันที่ 27 สิงหาคม 2559 รัฐบาลสิงคโปร์แถลงข่าวพบผู้ติดเชื้อซิกา “รายแรก” จากนั้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสั่งให้สืบสวนย้อนกลับไปหาร่องรอยการแพร่กระจายของเชื้อซิกาอย่างละเอียดว่ามีผู้ติดเชื้อจำนวนมากน้อยเท่าไร ปรากฏว่าวันที่สองหรือ 28 สิงหาคม พบเพิ่มเป็น 42 คน วันที่สามพบอีก 84 คน วันที่สี่เพิ่มเป็น 105 คน ตัวเลขเพิ่มเรื่อยๆ จนกระทั่งวันที่ 2 กันยายน พบ 215 คน และ 6 กันยายน พบจำนวน 275 คน โดยมีการเฝ้าระวังหญิงตั้งครรภ์จำนวน 2 คน
กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์สั่งรับมือไวรัสซิกาอย่างเร่งด่วน โดยมาตรการหลักได้แก่ 1.จัดทำโปสเตอร์ให้ความรู้เรื่องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และนำไปติดในลิฟต์และทางเข้าออกของทุกอาคารสำนักงาน รวมถึงอาคารที่อยู่อาศัย เพื่อให้ชาวสิงคโปร์ร่วมมือกันกำจัดแหล่งน้ำขังภายในพื้นที่ของตัวเอง 2.ส่งเจ้าหน้าที่พ่นยากำจัดยุงลายในแหล่งน้ำขังตามพื้นที่สาธารณะทั่วประเทศ 3.รายงานความคืบหน้าตัวเลขผู้ป่วยและผู้เฝ้าระวังให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า มีพื้นที่ใดบ้างที่พบผู้ป่วยแล้ว โดยเฉพาะใน 2 พื้นที่หลัก คือ “เขตอัลจูนีเอด เครสเซนต์” (Aljunied Crescent) และ “เขตซิมส์ ไดรฟ์” (Sims Drive)
“ราวี เมนอน” (Ravi Menon) ผู้บริหารสำนักงานการเงินสิงคโปร์ ยอมรับว่า สถานการณ์เชื้อไวรัสซิกาได้เริ่มส่งต่อเศรษฐกิจสิงคโปร์บ้างแล้ว แต่เป็นผลกระทบขนาดเล็กเท่านั้น ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะกระทบในอนาคตมากน้อยเพียงไร โดยเฉพาะการท่องเที่ยวหรือการค้าปลีก จากภาพรวมของเศรษฐกิจสิงคโปร์ที่มีมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 10 ล้านล้านบาท
ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสซิกาของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ให้ฟังว่า ที่ผ่านมาสิงคโปร์พยายามเฝ้าระวังเชื้อไวรัสซิกาไม่ให้เข้าประเทศ โดยมุ่งไปที่พื้นที่ชายแดนที่ติดกับมาเลเซีย แต่ปรากฏว่าผู้ป่วยรายแรกในสิงคโปร์เป็นแรงงานที่เข้ามาอาศัยอยู่นานแล้ว และไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขตื่นเต้นกันมาก เพราะแสดงว่าไวรัสซิกาแพร่เชื้ออยู่ในประเทศนั่นเอง เมื่อสั่งให้สอบสวนย้อนกลับ หมายถึงการไปสืบสวนตรวจอย่างละเอียดว่า คนไข้รายนี้อาศัยอยู่ที่ใด ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลใดบ้าง มีเพื่อนร่วมงานหรือผู้ใกล้ชิดป่วยเป็นไข้ช่วงที่ผ่านมาหรือไม่ ทำให้พบในวันถัดไปถึง 40 กว่าราย และตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับนักระบาดวิทยาแล้วไม่ใช่ตัวเลขที่น่าตกใจเท่าไรนัก เพราะถ้ามี 1 คนเป็นไข้ซิกาแล้วถูกยุงลายกัดจะนำเชื้อไปแพร่ต่อได้จำนวนมาก แต่มีคนเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่ป่วย ส่วนที่เหลือจะเป็นเพียงพาหะนำโรค ไม่มีอาการป่วยไข้
“แสดงว่ารัฐบาลสิงคโปร์เอาจริงในการตรวจทุกคนที่อยู่ในกลุ่มผู้น่าสงสัย เพราะต้องการให้ประชาชนเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ สำหรับของไทยการรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยไข้ซิกา ยังไม่แน่ชัด และที่น่าเป็นห่วงคือ มีการเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ ว่า ไวรัสซิกาสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในบราซิลนั้นเป็นสายพันธุ์แอฟริกาทำให้ทารกศีรษะเล็ก ส่วนสายพันธุ์ในไทยนั้นเป็นสายพันธุ์เอเชียไม่เหมือนที่บราซิล ในข้อเท็จจริงแล้วสายพันธุ์ไวรัสซิกาที่ระบาดในบราซิลเป็นสายพันธุ์เอเชียเหมือนประเทศไทย เชื้อซิกาอยู่ในไทยมานานหลายปีแล้ว ตรวจพบตั้งแต่ปี 2007 แต่ไม่ได้เป็นเชื้อไวรัสอันตรายร้ายแรง จึงไม่มีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด จนกระทั่งที่บราซิลที่มีการยืนยันว่าไวรัสซิกาทำให้ทารกศีรษะเล็ก ขอยืนยันว่า ไวรัสซิกาที่ระบาดในบราซิลเป็นสายพันธุ์เอเชียเหมือนที่พบในไทย”
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2559 “เบญทราย กียปัจจ์” ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และรองโฆษก กทม. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงสถานการณ์ในประเทศไทยว่า จากต้นปี 2559 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2559 พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกาสะสม 97 ราย ใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สมุทรสาคร สมุทรปราการ ลำพูน หนองคาย อุดรธานี เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ ราชบุรี กระบี่ ภูเก็ต เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ส่วนจังหวัดที่พบผู้ป่วยรายใหม่และมีการเฝ้าระวังมี 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ 1 มกราคม-4 กันยายน 2559 พบ 8 ราย หายเป็นปกติแล้ว 6 ราย ส่วนอีก 2 ราย ยังต้องติดตามอาการและสถานการณ์ โดย 1 รายเป็นหญิงท้อง ปัจจุบันคลอดแล้ว ทารกแข็งแรงไม่พบความผิดปกติ แต่ก็ยังต้องติดตามต่อไป ส่วนอีก 1 ราย เป็นหญิงตั้งครรภ์ 18 สัปดาห์ ที่มีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 กระทรวงสาธารณสุขประกาศโรคติดเชื้อซิกาเป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความตาม “พ.ร.บ.โรคติดต่อร้ายแรง” หากใครไม่แจ้งจะโดนโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท พร้อมมาตรการเฝ้าระวังประชากร 4 กลุ่ม 1.หญิงตั้งครรภ์ 2.ผู้ป่วยทั่วไป 3.ทารกที่มีความผิดปกติศีรษะเล็ก 4.กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barre syndrome) หรือผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทอักเสบ
นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2555-2558 ไทยมีรายงานผู้ป่วยไวรัสซิกา 2-5 ราย และสถานการณ์ของไทยแตกต่างจากสิงคโปร์ เนื่องจากพบผู้ป่วยซิกาในพื้นที่ 16 จังหวัดทั่วประเทศ แต่เป็นการพบเพียงไม่กี่สิบรายหรือเป็นร้อยรายในพื้นที่เดียวกันเหมือนของสิงคโปร์ และปัจจุบันทั่วประเทศไทยมีรายงานการพบไข้ซิกาเพียง 4 จังหวัดเท่านั้น ส่วนหญิงมีครรภ์ติดไข้ซิกาพบประมาณ 20-30 ราย กำลังเฝ้าติดตามว่า เมื่อคลอดทารกออกมาจะมีอาการเช่นไร ตอนนี้สิ่งที่ประชาชนควรระวังคือ ไทยกำลังจะเข้าสู่ฤดูฝน เป็นช่วงแพร่กระจายของยุงลาย ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันจัดการแหล่งน้ำขัง แหล่งขยะ หญิงตั้งท้องต้องระวังเป็นพิเศษไม่ให้ยุงกัด
บทเรียนจากสิงคโปร์ทำให้เห็นถึงการเอาจริงเอาจังในการติดตามสืบค้นหาผู้ป่วยไข้ซิกา และการเปิดเผยข้อมูลตัวเลขและพื้นที่ระบาดอย่างละเอียดให้ประชาชนได้รับทราบและเฝ้าระวัง โดยเชื่อในหลักการว่า 1.เมื่อทุกคนรู้ความจริงจะได้ตระหนักว่าต้องร่วมมือกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและระวังไม่ให้ถูกยุงกัด 2.เป็นการเตือนให้หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเดินทางเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง
ส่วนในประเทศไทยนั้น แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสซิกาและด้านระบาดวิทยายังคงถกเถียงกันว่า ควรเปิดเผยตัวเลขที่แท้จริงและพื้นที่การตรวจพบไข้ซิกาหรือไวรัสซิกาอย่างละเอียดให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบดีหรือไม่? สิ่งที่หวั่นเกรงคือ จะทำให้ผู้คนตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น หรืออาจสร้างความเสียหายให้แก่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว !?!
ล่าสุด มีรายงานจาก “วารสารโรคติดต่อแลนเซ็ต” ระบุว่า ประชากรโลกอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือประมาณ 2,600 ล้านคนทั่วโลกที่อาศัยพื้นที่มีภูมิอากาศร้อนชื้นและมียุงลาย มีโอกาสเสี่ยงต่อไวรัสซิกา เช่น อินเดียที่มีประชากร 1,200 ล้านคน อินโดนีเซีย 197 ล้านคน ไนจีเรีย 179 ล้านคน ปากีสถาน 168 ล้านคน บังกลาเทศ 163 ล้านคน ฯลฯ โดยรายงานข้างต้นต้องการกระตุ้นเตือนประชาคมโลกให้ระวัง “ไข้ซิกา” และช่วยกันป้องกันแก้ไข
แม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกาได้เตรียมพร้อมรับมือกับไวรัสตัวร้ายนี้ โดยวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา มีการพยายามเสนอร่างกฎหมายตั้งกองทุนต่อสู้กับเชื้อไวรัสซิกาด้วยวงเงินเกือบ 4 หมื่นล้านบาท หลังพบผู้ติดเชื้อซิกาประมาณ 2,700 คน
แพทย์และผู้เชี่ยวชาญของไทยกำลังวิเคราะห์กันว่า ควรเปิดเผยข้อมูลตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาละเอียดมากน้อยเพียงไร ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าตัวเลขยังไม่นิ่งและไม่แน่ชัดอาจทำให้ประชาชนตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น ขณะที่อีกฝ่ายพยายามชี้ถึงประสบการณ์ที่เคยปกปิดข้อมูล “ไวรัสไข้หวัดนก” จนสร้างความเสียหายมหาศาลให้แก่ประเทศไทยเมื่อปี 2547 ถือเป็นบทเรียนสำคัญ โดยเฉพาะครั้งนี้เกี่ยวข้องกับหญิงมีครรภ์และทารกแรกเกิด
โปรดติดตามอย่างใกล้ชิดว่า สุดท้ายกระทรวงสาธารณสุขจะมีนโยบายการให้ข่าวสารเพื่อรับมือกับ “ไวรัสซิกา” อย่างไร โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ยุงลายจะมีจำนวนเพิ่มมากกว่าปกติ !
“ไวรัสซิกา” น่ากลัวแค่ไหน ?
อาการ : ไข้ต่ำ มีผื่นผิวหนัง (exanthema) เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดเมื่อย มีอาการ 2-7 วัน หลังถูกยุงที่ติดเชื้อซิกากัด
การรักษา :
รักษาตามอาการด้วยยาบรรเทาอาการปวด ลดไข้ และอาการอื่นๆ ร่วมกับการพักผ่อนและดื่มน้ำมากๆ ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีน หรือยารักษาเฉพาะ
การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก :
บราซิลพบความสัมพันธ์ของการติดเชื้อไวรัสซิกาในหญิงตั้งครรภ์กับการเกิดภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิดของทารก โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ องค์การอนามัยโลกกำลังศึกษาวิจัยเพื่อหาสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง
อาการกิลแลง บาร์เร (Guillain-Barré syndrome) :
อาการอักเสบของเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉียบพลัน พบผู้ป่วยในพื้นที่ระบาดไวรัสซิกา เช่น หมู่เกาะเฟรนช์โปลินีเซีย และบราซิล ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับไวรัสซิกาอย่างไร



