
ช่องทางใหม่ในการชำระค่าปรับจากการฝ่าฝืนกฎจราจร
ช่องทางใหม่ในการชำระค่าปรับจากการฝ่าฝืนกฎจราจร : กฎหมายกับสังคม ผจญ คงเมือง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขยายช่องทางให้บริการรับชำระค่าปรับจราจรแบบที่ไม่ต้องไปชำระที่สถานีตำรวจ กองบังคับการตำรวจจราจร หรือกองบังคับการตำรวจทางหลวง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ได้รับใบสั่งชนิดที่ตรวจจับผ่านกล้อง โดยร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในการรับชำระค่าปรับจราจรผ่านการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวคือ เมื่อผู้ที่ทำผิดกฎจราจรได้รับใบสั่งที่มีแถบบาร์โค้ด ก็สามารถนำมาชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย รวมทั้งตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทยได้
การรับชำระค่าปรับวิธีการนี้ระยะแรกจะเริ่มใช้ในเขตกรุงเทพมหานครก่อน และคาดว่าจะขยายบริการโดยสามารถรับชำระใบสั่งทุกประเภท ซึ่งได้แก่ใบสั่งแบบเล่มซึ่งปกติจะใช้วิธีการเขียนด้วยมือของเจ้าพนักงาน ใบสั่งผ่านกล้องรูปแบบเดิม และใบสั่งผ่านกล้องรูปแบบใหม่ซึ่งมีแถบบาร์โค้ด พร้อมขยายช่องทางการชำระเงินไปยังตัวแทนรับชำระเงิน รวมถึงการชำระด้วยบัตรเดบิต และบัตรเครดิตผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย โดยจะขยายการให้บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2560 ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายอีเพย์เมนต์ (e-payment) ของรัฐบาล เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการเดินทางของประชาชน และเชื่อว่าจะลดการกระทบกระทั่งระหว่างประชาชนกับตำรวจได้
นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีความเห็นและข้อเสนอเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่ผู้ได้รับใบสั่งจำนวนมากเพิกเฉยไม่ยอมมาชำระค่าปรับอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต เมื่อมีการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการชำระค่าปรับเพิ่มขึ้นดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ผู้รับใบสั่งยังเลือกที่จะไม่ชำระค่าปรับอีก ก็ควรมีการเพิ่มโทษจากที่ได้รับตามใบสั่งโดยให้ชำระค่าปรับเพิ่มเข้าไปอีก และหากเพิกเฉยเป็นเวลานานก็จะดำเนินการฟ้องศาลเพื่อให้ศาลสั่งลงโทษต่อไป
แนวคิดและวิธีดังกล่าวข้างต้นถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่หน่วยงานของรัฐคำนึงถึงความสะดวกของประชาชนและในขณะเดียวกันก็ต้องการทำให้ประชาชนเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้หากจะมองจากมุมของผู้ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรนั้น ก็อาจมีข้อพิจารณาได้ว่ายังเป็นมุมมองที่ไม่ตรงกันเสียทีเดียว เพราะในมุมของประชาชนทั่วไปนั้น ย่อมจะให้ความสำคัญกับเรื่องความยุติธรรม ความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ความสุจริต ความโปร่งใส การไม่ถูกกลั่นแกล้งจากการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงาน และความได้มาตรฐานในอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ใช้เพื่อบังคับให้เป็นไปตามกฎจราจร เช่น กล้องตรวจจับความเร็ว มากกว่าความสะดวกสบายในการชำระค่าปรับซึ่งเป็นความต้องการลำดับรอง
ต่อกรณีข้างต้น ทางแก้ปัญหาประการหนึ่งที่อาจหยิบยกมาพิจารณาได้ก็คือ การไม่ให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้รับชำระเงินค่าปรับเลย โดยให้มีแต่อำนาจในการออกใบสั่งอย่างเดียว ส่วนการชำระเงินค่าปรับนั้นให้ไปชำระกับหน่วยงานอื่นแทน
ประเด็นการให้ชำระเงินค่าปรับแก่องค์อื่นแทนนั้นมีตัวอย่างเช่นในประเทศฝรั่งเศสซึ่งผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ได้รับใบสั่งจากการฝ่าฝืนกฎจราจรมาแล้ว โดยอาจชำระผ่านช่องทาง ดังนี้ 1.การชำระค่าปรับผ่านบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเครดิตผ่านเว็บไซต์ของราชการที่ถูกสร้างมาเพื่อการให้ชำระค่าปรับโดยเฉพาะ (www.amendes.gouv.fr) 2.การชำระด้วยเช็ค บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม เงินสด หรืออากรแสตมป์ที่ร้านขายบุหรี่ที่ได้รับการกำหนดจากราชการ (débitants de tabac agréés) 3.การชำระโดยออกเช็คสั่งจ่ายหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่เก็บภาษีที่เรียกว่า Trésor public และ 4.การชำระด้วยการซื้ออากรแสตมป์เพื่อชำระค่าปรับและส่งไปรษณีย์ไปยัง Trésor public
จะเห็นได้ว่าวิธีการชำระค่าปรับในประเทศฝรั่งเศสนั้นจะพยายามหลีกเลี่ยงการชำระให้แก่ตัวเจ้าพนักงานหรือหน่วยงานผู้ทำการจับ นอกจากนี้ ยังมีการอำนวยความสะดวกในการเพิ่มช่องทางการชำระค่าปรับผ่านช่องทางต่างๆ อีกทั้งยังมีมาตรการจูงใจและมาตรการสร้างความเกรงกลัวเพื่อให้คนรีบชำระค่าปรับด้วย กล่าวคือ ใบสั่งจะกำหนดจำนวนเงินที่ต้องชำระไว้ โดยระบุว่าหากชำระภายในกำหนดจะลดค่าปรับให้ แต่หากเกินระยะเวลาจะทบจำนวนค่าปรับขึ้นไปอีกหลายเท่าจากที่กำหนดไว้ตอนแรก และหากไม่ชำระเลยก็จะบังคับด้วยการยึดทรัพย์สินหรือวิธีการอื่นใดที่ไม่ใช่การจำคุก เช่น การเพิกถอนใบขับขี่ เป็นต้น และไม่เพียงเท่านั้น เพื่อสร้างหลักประกันเรื่องมาตรฐานความถูกต้องและความรอบคอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ กฎหมายยังกำหนดให้ผู้รับใบสั่งมีสิทธิอุทธรณ์ได้โดยสามารถแย้งเช่นในประเด็นเกี่ยวกับการที่รถยนต์คันดังกล่าวถูกขโมยไป การที่ผู้ขับขี่เป็นคนอื่น หรือเหตุผลอื่นใดก็ตามที่ต้องการยกขึ้นต่อสู้
โดยสรุป จากที่กล่าวมาข้างต้นก็พอจะทำให้เห็นแนวคิดและวิธีการชำระค่าปรับจราจรในประเทศไทย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศฝรั่งเศสก็คงพอจะมองเห็นภาพอะไรบางอย่างได้ อย่างไรก็ดี ผู้เขียนหวังว่าการปรับปรุงวิธีการชำระค่าปรับในกรณีของไทยจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต



