คอลัมนิสต์

เรื่องที่ กสทช.ยังปิดบัญชีไม่ลง

เรื่องที่ กสทช.ยังปิดบัญชีไม่ลง

12 ก.ย. 2559

เรื่องที่ กสทช.ยังปิดบัญชีไม่ลง : บทความพิเศษ โดยน้ำเชี่ยว บูรพา

           ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังเผชิญวิกฤติความน่าเชื่อถือครั้งใหญ่ จากการที่ปล่อยให้อดีตที่ดินจังหวัดภูเก็ต ที่เป็นผู้ต้องหาคดีสำคัญในความควบคุม “ผูกคอ-ตับแตกตาย” ในห้องควบคุม ท่ามกลางความเคลือบแคลงของสังคมว่า เป็นการฆ่าตัวตายหนีผิดหรือฆ่าตัดตอนคดีอื้อฉาว และคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะคลี่คลายได้นั้น ยังมีกรณีอื้อฉาวอีกหลายหน่วยงานที่ทำท่าว่าจะระอุขึ้นมา

           อย่างผลงาน “ชิ้นโบแดง” ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ใน กสทช. กรณีเงินนำส่งรายได้เข้ารัฐจากการใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ตามมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวกรณีสิ้นสุดสัมปทานหรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556 ที่สิ้นสุดสัญญาสัมปทานไปตั้งแต่ปี 2556 ก่อนที่ กสทช.จะเคาะประมูลเพื่อออกใบอนุญาตเมื่อปลายปี 2558

           แต่ในส่วนของเงินรายได้จากการให้บริการมือถือในช่วงมาตรการเยียวยานั้น จนป่านนี้ก็ยัง “ปิดบัญชีไม่ลง” ก่อนหน้านี้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็เคยทำหนังสือทวงถามถึงประธาน กสทช.และเลขาธิการ กสทช.มาถึง 5 ครั้งแล้ว ว่า ค่าใช้จ่ายในการใช้คลื่นความถี่ในช่วงมาตรการเยียวยานั้นเป็นอย่างไร เพราะเงินส่วนนี้ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่สำนักงาน กสทช.ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้

           วันวาน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการ กสทช. ยังออกมายอมรับว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ยังไม่สามารถเคาะเงินนำส่งรายได้เข้ารัฐจากการให้บริการมือถือในช่วงประกาศมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการที่ว่านี้ได้ เนื่องจากการคิดคำนวณรายได้ที่บริษัทเอกชนต้องนำส่งรัฐนั้นแตกต่างกันมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

           มีข่าวว่าผลสรุปของคณะทำงาน กสทช.นั้น ได้เคาะรายได้ที่ บมจ. ทรู มูฟ ต้องนำส่งรัฐในช่วงมาตรการคุ้มครองที่กินเวลาร่วม 2 ปีนั้นสูงกว่า 13,989.25 ล้านบาท ขณะที่บริษัท ดิจิตอล โฟนอยู่ที่ 879.58 ล้านบาท รวมสองบริษัท 14,868.83 ล้านบาท แต่ทรูมูฟได้ยื่นอุทธรณ์ว่า ค่าใช้จ่ายในช่วงมาตรการเยียวยานั้นสูงมากกว่ารายรับที่บริษัทได้รับ ซึ่งต้องให้รัฐชดใช้คืนให้ด้วยซ้ำ และยืนยันว่าจะจ่ายเงินเข้ารัฐได้เพียง 3,000 ล้านบาทเท่านั้น เท่ากับว่า ต่างกันถึง 1 หมื่นล้านบาท

           กลายเป็นกรณีดราม่าที่ทำเอาวงการสื่อสารโทรคมนาคมอึ้งกันทั่วหน้า เกิดอะไรขึ้นกับตัวเลขรายได้-รายจ่ายและส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการให้บริการมือถือในช่วงมาตรการเยียวยาที่ไม่เพียงจะปิดบัญชีไม่ลง เผลอๆ บริษัทสื่อสารเอกชนจะมาฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายเอากับรัฐเข้าไปอีก!

           ก็ให้น่าแปลกใจขณะที่ กสทช.ตั้งแท่นจะไล่เบี้ยผู้ให้บริการมือถือบางค่ายที่ว่า คิดค่าบริการมือถือ 3 จีและ 4 จีเกินกว่าอัตราที่ กสทช.กำหนด และถึงขั้นจ้องจะไล่เบี้ยค่าบริการเป็นรายแพ็กเกจว่าเป็นไปตามที่ กสทช.กำหนดหรือไม่ จนทำเอาผู้ให้บริการมือถือร้องจ๊ากกันเป็นทิวแถว เพราะขืนเต้นตามก็มีหวังประชาชนผู้ใช้บริการอาจต้องเสียค่าบริการแพงกว่า บรรดาโปรโมชั่นทั้งหลายแหล่ที่แต่ละค่ายประเคนให้มา

           แต่กับเรื่องรายได้ประกอบการในช่วงมาตรการเยียวยา ซึ่งหากอิงจากฐานลูกค้ามือถือ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในช่วงมาตรการดังกล่าวที่มีอยู่ 18 ล้านเลขหมายนั้น เอาแค่ว่า แต่ละคนมีรายจ่ายเฉลี่ยแค่เลขหมายละ 400 บาท เม็ดเงินส่วนนี้ก็ตกเดือนละ 7,200 ล้าน 1 ปี 12 เดือนก็ปาเข้าไปกว่า 8.6 หมื่นล้านบาทแล้ว หักลบค่าใช้จ่าย ยังไงมันก็ต้องมีเม็ดเงินกลับเข้ารัฐนับหมื่นล้านบาทแน่

           ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีเงินรายได้ในช่วงมาตรการเยียวยาคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ช่วงเวลาไม่ถึง 3 เดือนช่วง 1 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2558 ก่อนขยายมาตรการเยียวยาในรอบ 2 ไปจนถึงกลางเดือนเมษายน 2559 นั้นจะเห็นความแตกต่างของเงินรายได้ที่บริษัทเอกชนผู้ให้บริการนำส่งรัฐอย่างชัดเจนเพราะมีมูลค่านับเป็นพันล้านบาทแล้ว

           ดังนั้นจะเป็นไปได้ยังไงที่รายได้จากคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีการขยายมาตรการเยียวยามากว่า 2 ปีนั้น บริษัทสื่อสารเอกชนกลับจะมาร้องขอให้รัฐชดเชยรายจ่ายคืนให้หรือขอจ่ายแค่ 3,000 ล้านบาท