
บทพิสูจน์ดุลพินิจยุติธรรม‘คดีเสี่ยชูวงษ์’
บทพิสูจน์ดุลพินิจยุติธรรม‘คดีเสี่ยชูวงษ์’ : เกศินี แตงเขียว สำนักข่าวเนชั่น
26 มิถุนายน 2558 เป็นวันที่เกิดเหตุ “เสี่ยจืด" ชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหมื่นล้าน วัย 50 ปีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถเสียหลัก ชนกับต้นไม้ข้างทางบริเวณซอย 61 ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ระหว่างทางกลับบ้านพัก หลังเสร็จจากการออกรอบตีกอล์ฟช่วงค่ำ ที่มี พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ และอดีต รมช.พาณิชย์ เพื่อนใกล้ชิด เป็นผู้ขับรถ
หลังเกิดเหตุ “ครอบครัวเสี่ยชูวงษ์” ได้พบพิรุธถึงการโอนหุ้นบริษัท มูลกว่า 300 ล้านบาท ช่วง 10 วันก่อนเกิดอุบัติเหตุ ที่มีชื่อโบรกเกอร์สาว น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว วชิรกุลฑล อายุ 26 ปีเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัทหลักทรัพย์ เออีซีเอส จำกัด (มหาชน) มูลค่า 35,050,000 บาท และพริตตี้ น.ส.กัญฐณา หรือน้ำตาล ศิวาธนาพล อายุ 27 ปี จำนวน 9,500,000 หุ้น มูลค่า 228 ล้านบาท
ความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัย จึงกลายเป็นที่มาให้น.ส.วันเพ็ญ ธนธรรมศิริ พี่สาว และนางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง ภรรยาของเสี่ยชูวงษ์ ร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.เมื่อปี 2558
กระทั่งพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้รวบรวมหลักฐานเดือนสิงหาคม 2558 ขอศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับ “ป้อนข้าว หรืออุรชา โบรกเกอร์คนสนิท พ.ต.ท.บรรยิน, น้ำตาล หรือกัญฐณา พริตตี้สาวคนสนิทเสี่ยชูวงษ์, น.ส.ศรีธรา พรหมา แม่ของอุรชา ที่ได้รับโอนหุ้นจากลูกสาวอีกทอดหนึ่ง และพ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์” พร้อมตั้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจร
จากการถูกออกหมายจับ ทำให้ พ.ต.ท.บรรยิน รุดเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พร้อมให้การปฏิเสธว่า ส่วนตัวไม่ได้ประโยชน์อะไร นับจากนั้นไม่นาน พริตตี้สาว และโบรกเกอร์สาวกับมารดา ก็ทยอยเข้าพบพนักงานสอบสวน
ทั้งนี้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามใช้เวลารวบรวมหลักฐานกว่า 2 เดือน และเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2558 จึงได้ส่งเอกสารหลักฐานกว่า 3,300 แผ่น และความเห็นสมควรฟ้องส่งให้อัยการ พร้อมผู้ต้องหาทั้งสี่คน เพื่อพิจารณาสั่งคดีว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง ซึ่งระหว่างนั้นผู้ต้องหาทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวชั้นฝากขังของศาล
จนเวลาล่วงเลยมาก่อนที่จะครบ 1 ปีที่มีการออกหมายจับผู้ต้องหาดำเนินคดี ฝ่ายพี่สาว-ภรรยาเสี่ยชูวงษ์ ขอเข้าพบอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เพื่อสอบถามความคืบหน้าคดี และร้องขอความเป็นธรรมให้อัยการเร่งสรุปความเห็นว่าจะออกมาทิศทางใด...?
เนื่องจากครอบครัวเสี่ยชูวงษ์ มองว่าเมื่อถึงขั้นพนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานขอออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีได้ครบ ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีพยานเพียงพอต่อข้อกล่าวหา แต่คดีกลับไม่คืบหน้า สำนวนยังค้างอยู่ที่อัยการ
“ครอบครัวเสี่ยชูวงษ์” แสดงออกถึงความวิตกกังวลว่า อาจจะมีเหตุแทรกแซงการสั่งคดี เพราะเห็นว่าผู้ต้องหาบางคนมีความรู้ด้านกฎหมายเป็นอย่างดี อาจใช้การยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมยื้อคดี
แต่จากการพบอัยการครั้งแรก ครอบครัวยังรู้สึกว่าไม่ได้รับคำตอบที่พึงพอใจ โดยอัยการแจ้งว่ายังอยู่ระหว่างพิจารณาผลสอบสวนเพิ่มเติม ครอบครัวจึงขอเดินหน้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึงอัยการสูงสุดอีกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับทนายความของพริตตี้สาวหนึ่งในผู้ต้องหาก็ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดเช่นกัน เพราะมีข่าวออกมาว่าอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งไม่ฟ้องคดี
“ทนายความผู้ต้องหา” จึงต้องการทราบถึงเหตุผลในคำสั่งของอัยการ เพราะยังไม่เคยรับทราบจากปากอัยการเจ้าของสำนวนและขอให้อัยการสูงสุดส่งสำนวนไปยัง ผบ.ตร.ตามขั้นตอนว่าจะเห็นแย้งกับอัยการหรือไม่
ทั้งนี้การขอให้อัยการสูงสุดส่งสำนวนคดีให้ผบ.ตร.โดยไม่ชักช้า เพราะทนายความเองได้แสดงความเป็นห่วงว่าจะมีการยื้อคดีไว้แล้วจะไม่เป็นผลดีกับผู้ต้องหา เนื่องจากเห็นว่า “ฝ่ายครอบครัวเสี่ยชูวงษ์” เดินหน้าร้องขอความเป็นธรรมต่อการสั่งคดีกับอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ และอัยการสูงสุดไว้ด้วย
เมื่อมีการเปิดหน้าแลกหมัดสู้กันในการร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด สุดท้ายก็มีการยอมรับจากอัยการว่า คดีนี้อัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 เจ้าของสำนวน มีความเห็นไม่ฟ้องจริง แต่ตามสายบังคับบัญชาในขั้นตอนพิจารณาสั่งคดี รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ ได้มีความเห็นแย้งว่าให้ฟ้อง ขณะที่ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ ผู้มีอำนาจในการสั่งคดีชั้นนี้ ได้มีความเห็นในทิศทางเดียวกับอัยการเจ้าของสำนวนที่สั่งไม่ฟ้อง ดังนั้นจึงต้องเป็นไปตามความเห็นของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ที่สั่งไม่ฟ้อง
แต่เพราะมีการร้องขอความเป็นธรรมไว้ของทั้ง 2 ฝ่าย อัยการสูงสุดจึงได้มอบหมายให้รองอัยการสูงสุดพิจารณาดูรายละเอียดว่ายังต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมในจุดใดอีกหรือไม่
จากช่วงเวลาลักลั่นที่ครอบครัวเสี่ยชูวงษ์และผู้ต้องหาบางรายได้ร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาถึงมืออัยการสูงสุด แต่กลับเป็นช่วงเวลาเดียวกับอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ ที่รับผิดชอบคดี ได้มีความเห็นไปแล้ว อัยการจะทำอย่างไร...?
“ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร” อัยการสูงสุด บอกว่า “ในการสั่งคดีนี้ถือว่าอัยการมีความเห็นในเบื้องต้นแล้วตามที่อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งต้องส่งสำนวนคดีและความเห็นอัยการแจ้งไปยัง ผบ.ตร.ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 เพื่อให้ ผบ.ตร.ทำความเห็นว่าสรุปเช่นเดียวกับอัยการหรือจะเห็นต่างกับอัยการ
“หาก ผบ.ตร.เห็นชอบตามคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ ขั้นตอนการสั่งคดีก็สิ้นสุด คือไม่ฟ้องคดี แต่ถ้า ผบ.ตร.เห็นแย้งกับความเห็นของอัยการโดยยืนยันจะให้ฟ้อง สำนวนจะถูกส่งกลับมาให้ผมในฐานะอัยการสูงสุด ชี้ขาดตามขั้นตอนกฎหมาย”
ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ บอกด้วยว่า ในส่วนที่ครอบครัวผู้เสียหายและผู้ต้องหาร่วม ยื่นขอความเป็นธรรมทางคดีไว้ ได้มอบหมายให้รองอัยการสูงสุดพิจารณาอยู่ ซึ่งเป็นคนละส่วนกันกับที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนส่งสำนวนให้ ผบ.ตร.ทำความเห็นว่าจะแย้งอัยการหรือไม่ จากนี้ต้องรอให้ ผบ.ตร.ทำความเห็นทางคดีกลับมา ถ้าผบ.ตร.เห็นแย้งคือให้ฟ้อง การพิจารณาเรื่องร้องขอความเป็นธรรมที่ยังดำเนินอยู่ก็จะได้นำมาประกอบการทำความเห็นชี้ขาดไปด้วย แต่ถ้า ผบ.ตร.เห็นชอบกับความเห็นอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ คดีก็จบ แต่อัยการต้องแจ้งผลการพิจารณาเรื่องร้องขอความเป็นธรรมให้ครอบครัวผู้เสียหายและผู้ต้องหาทราบ
ปมคดีโอนหุ้นเสี่ยชูุวงษ์ จะสิ้นสุดทางใด...ยังต้องลุ้นอีก!!! แต่ที่น่าห่วงก็คือหากสุดท้าย คดีโอนหุ้นสั่งไม่ฟ้อง อาจจะส่งผลถึงคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ ที่ขณะนี้ยังรอพนักงานสอบสวนกองปราบปราม สรุปสำนวนส่งอัยการเนื่องจากประเด็นแรงจูงใจในเรื่องหุ้น 300 ล้านได้ถูกตีตกลงไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวเสี่ยชูวงษ์ ยังมีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องคดีต่อศาลเองได้ ถ้าผลคดีออกมาไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหา
“คดีเสี่ยชูวงษ์” จึงเป็นบทพิสูจน์อีกครั้ง ต่อกระบวนการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน การตั้งข้อกล่าวหา การพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ และใช้ดุลพินิจทางคดีของตำรวจและอัยการ
ไม่ว่าคดี...จะจบอย่างไร หน่วยงานที่สร้างความยุติธรรม ต้องมีคำตอบชัดเจนให้ได้ต่อผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม!



