คอลัมนิสต์

กับดักในบริบทการปราบปรามยาเสพติดของตำรวจ

กับดักในบริบทการปราบปรามยาเสพติดของตำรวจ

07 ก.ย. 2559

กับดักในบริบทการปราบปรามยาเสพติดของตำรวจ  : โลกตำรวจ ปนัดดา ชำนาญสุข 

ตำรวจขายยาเสพติดสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีขององค์กรตำรวจอย่างมากและเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อย

หากจะพิจารณาว่า การเปลี่ยนสถานะจากตำรวจในฐานะของผู้ที่ต้องไล่จับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย กลับกลายมาเป็นผู้ต้องหายาเสพติด เป็นหนึ่งในหลายๆ ข้อพิจารณาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการที่มีผลกระทบต่อการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศชาติในปัจจุบัน

“การหลงผิด” ของผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นมือปราบยาเสพติดชนิดที่ว่าเหล่าบรรดาผู้ค้าและผู้เสพรายใหญ่แค่ได้ยินชื่อก็หนาวไปถึงขั้วหัวใจนั้นอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยผลักดัน 3 ประการ คือ 1.ความไม่เข้มแข็งทางจิตใจที่อ่อนไหวต่อสิ่งล่อใจ ที่กระตุ้นเร้ากิเลสของตำรวจแต่ละนาย(นี่คือสาเหตุส่วนบุคคล) 2.ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบการบริหารจัดการงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลในการสนับสนุนส่งเสริมการปฏิบัติงานของคนทำงานในด้านนี้ รวมถึงการกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ติดกับดักแห่งผลประโยชน์ล่อใจที่มิชอบ 3.แรงผลักดันที่เกิดขึ้นจากความบกพร่องอ่อนแอของระบบความดีความชอบในการทำงาน ถึงแม้ว่าในระยะที่ผ่านมานี้ ตำรวจระดับบริหารนิยมที่จะทำงานในสายงานด้านการปราบปรามยาเสพติดมากขึ้นเนื่องจากงานยาเสพติดเป็นคดีนโยบายที่รัฐบาลให้ความสนใจจึงส่งผลให้นายตำรวจใหญ่ที่มุ่งหวังทำผลงานให้เข้าตารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจเสนอตัวที่จะทำงานในสายงานนี้ หากแต่ ตำรวจระดับไพร่พลยังตกอยู่ภายใต้วิถีวัฒนธรรมการทำงานยาเสพติดแบบเดิมๆ ที่อาจต้องเข้าสู่วังวนทุจริตได้ง่าย

ทำไมระบบการให้รางวัลนำจับแก่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติดจึงไม่สมควรที่จะถูกยกเลิก? คำตอบสามารถอธิบายผ่านเรื่องเล่าในพื้นที่วิจัยภาคสนาม ดังนี้

ดิฉันขับรถด้วยความเร็วสูงมุ่งสู่พื้นที่เป้าหมายต่างอำเภอ นายตำรวจนั่งด้านหน้าคู่กับดิฉันโทรศัพท์สั่งการเป็นระยะ แผน “ล่อซื้อ” ถูกสั่งและปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ทุกคนถูกกำชับให้ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดและรายงานตรงต่อหัวหน้าทีมเท่านั้น ในที่สุดทีมของเราสามารถจับกุมผู้จำหน่ายยาเสพติดเป้าหมายได้สำเร็จหลังจากที่ทำงานอย่างหนักและต่อเนื่องนานกว่าสองสัปดาห์

นายตำรวจพูดกับดิฉันด้วยอารมณ์ไม่พอใจว่า “อาจารย์คุยกับมันนะ พี่ไม่คุย เดี๋ยวห้ามใจไม่ไหว รู้มั้ย พอล็อกตัวมันได้ มันพูดว่าอะไร มันบอก ผมขอเคลียร์” เด็กหนุ่มอายุเพียง 19 ปี จำหน่ายยาบ้าระดับงานมัด(1 มัดมียาบ้าจำนวน 2,000 เม็ด) มีเงินสดผ่านมือแต่ละวันในหลักแสน แสดงสีหน้าเรียบเฉยไม่สะทกสะท้าน เขาบอกว่าเตรียมใจไว้แล้วว่าสักวันต้อง “เกม” คำบอกเล่าที่ถ่ายทอดสู่ดิฉันไม่แตกต่างจากความรู้ที่ผ่านมา การขอเคลียร์ในขั้นตอนการจับกุมนั้นเป็นยุทธวิธีง่ายที่สุด

“ผมไม่คิดว่าเขาจะโกรธ ครั้งที่แล้วที่ผมเกม ผมก็เคลียร์นะ แต่ว่าเคลียร์ช้าต้องเคลียร์กับ....(หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ตำรวจ)ผมก็คิดว่าถ้ารีบเคลียร์กับตำรวจเลย มันจะได้ไม่ยุ่งยาก” ผู้ต้องหาเด็กหนุ่มชี้แจงเหตุผลของการกระทำที่ทำให้นายตำรวจโกรธ

วิถีการเคลียร์ไม่ได้สิ้นสุดเฉพาะองค์กรตำรวจเท่านั้น ดังนั้น ถ้าตำรวจไม่รับเคลียร์ตำรวจก็จะไม่ได้รับผลประโยชน์ในส่วนนี้ และมีโอกาสสูงที่จะเหนื่อยเปล่า

วัฒนธรรมการเคลียร์ก่อร่างสู่วิธีคิดของเยาวชนผู้กระทำผิด โดยให้ความหมายว่าเป็นความสมเหตุสมผล สำหรับการจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือบุคคลในองค์กรกระบวนการยุติธรรม หรือองค์กรอื่นๆ ที่สามารถทำให้วิถีของกระบวนการยุติธรรมเบี่ยงเบนได้

ในห้วงเวลาที่ยังไม่เกมพวกเขาจะเร่งทำยอดจำหน่ายให้ได้มากที่สุดเพื่อสะสมทุนทรัพย์ รวมทั้งสร้างทุนทางสังคมเครือข่ายไว้ช่วยเหลือ “ส่วนใหญ่พวกเราไม่โดนตำรวจในพื้นที่จับหรอก”

เกราะป้องกันตัวของพวกเขามีมากมายหลายชั้น หากเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำงานปราบปรามมี “พลัง” ไม่มากพอ พวกเขาก็จะติดกับดัก ตกหลุมพรางสิ่งล่อใจต่างๆ อย่างเช่น เงินสดจำนวนมาก ยาเสพติดของกลางเบื้องหน้าที่ไม่มีผู้รู้เห็นนอกจากผู้กระทำผิดกับผู้จับกุม หากไม่ตกหลุมนี้และยังมีแรงแข็งขืน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเผชิญกับดักของกระแสข่าวลือที่ถูกปล่อยออกมาหวังทำลาย การร้องเรียน การไม่ได้รับการพิจารณาความดีความชอบ แม้กระทั่ง คำสั่งย้ายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้นสังกัดของตนเอง

เส้นแบ่งของการเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดที่ดีกับการเป็นโจรค้ายาเสพติดเสียเองนั้นบางมาก นายตำรวจท่านหนึ่งบอกดิฉันเมื่อเราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเรื่องการกระทำผิดของตำรวจเรื่องยาเสพติดว่า “ต้องไม่โลภ” ดิฉันเสนอความเห็นว่าการกระทำของตำรวจเหล่านั้น ไม่ใช่ประเด็นปัญหาตัวบุคคล แต่ตำรวจเหล่านั้นคือเหยื่อของวัฒนธรรมองค์กรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐบาลต้องรื้อ-สร้าง(reconstruct) อย่างเร่งด่วน

กับดักในบริบทการทำงานของตำรวจมีมากมาย ทั้งในรูปแบบสิ่งล่อใจที่เกิดขึ้นจากการทำงานและสิ่งที่เครือข่ายผู้กระทำผิดสร้างขึ้นเป็นกับดัก “ล่อ”

ดังนั้น ก่อนที่รัฐบาลหรือผู้นำตำรวจจะตัดสินใจอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการด้านงานปราบปรามยาเสพติด ก็ขอได้โปรดไตร่ตรองอย่างรอบคอบถึงสาเหตุและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งกระบวนการ อีกทั้งการรับฟังความคิดเห็นจากผู้คนต่างๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่า บางเรื่องก็เป็นความรู้หรือความจริงที่ไม่อาจสามารถเข้าใจได้โดยง่าย หากแต่เป็นเรื่องราวที่ซับซ้อน ย้อนแย้ง และมิได้เป็นที่เปิดเผยอย่างชัดเจน

การสร้างการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นจึงจำเป็นต้องสอบถามจากผู้ให้ข้อมูลหลักที่มีความรู้ที่แจ่มชัด และลึกซึ้งอย่างครอบคลุมทุกประเด็นด้วย

การสร้างผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หรือการผลักไสให้ตำรวจส่วนหนึ่งจำเป็นต้องกลายเป็นโจรจึงขึ้นอยู่กับวิธีคิดและวิสัยทัศน์ของผู้นำตำรวจและผู้บริหารรัฐบาลฝ่ายกระบวนการยุติธรรมที่สุขุม ลุ่มลึก และรอบคอบด้วย