
พลังพลเมืองตื่นรู้ต้านโกง
พลังพลเมืองตื่นรู้ต้านโกง : บทบรรณาธิการประจำวันที่7ก.ย.2559
เครือข่ายภาคประชาชนและองค์กรต่างๆ ได้รวมตัวกันผลักดันแก้ปัญหาระดับชาติในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ และจากการสำรวจพบทัศนคติของเยาวชนและคนในชาติที่ระบุว่ารับได้กับการโกงถ้าตัวเองได้ผลประโยชน์ด้วย นั่นเท่ากับทิศทางทัศนคติของคนในชาติกำลังไปในแนวทางที่ไม่ถูกต้องอย่างมาก หากไม่รีบหาทางคลี่คลายย่อมส่งผลอันตรายต่อชาติ ทำให้องค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ได้พยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อเนื่องมาหลายปี และกำหนดให้วันที่ 6 กันยายน เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งชาติ และปีนี้ได้จัดงานขึ้นเป็นปีที่ 6 ภายใต้แนวคิด “กรรมสนองโกง” และต้องการรณรงค์ให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีจิตสำนึกรักชาติและตื่นตัวเป็นพลังพลเมืองตื่นรู้ต่อต้านโกง
เป้าหมายที่มุ่งหวังคือ การยกระดับความเข้มข้นในการต่อต้านคอร์รัปชั่น การบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง กระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็วและเด็ดขาด คนโกงชาติต้องได้รับโทษตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องได้รับการประณามจากสังคมไปถึงวงศ์ตระกูลและลูกหลานรุ่นต่อไป และในส่วนภาคเอกชนได้เข้ามามีบทบาทต่อต้านทุจริต เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างโปร่งใส เพื่อให้ภาพลักษณ์ของประเทศมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ไว้วางใจของนักลงทุนต่างชาติ โดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้แสดงเจตจำนงเข้าร่วมรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นด้วย จึงเห็นถึงการขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีพลังและเป็นความหวังในการสร้างมาตรฐานความโปร่งใสให้คนในชาติ
องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติได้จัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น ประจำปี 2558 ประเทศไทยได้คะแนน 38 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 76 จาก 168 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียน รองลงมาจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งการจัดอันดับปี 2557 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 85 จากทั้งหมด 175 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 12 จาก 28 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงเห็นได้ว่าอันดับของไทยดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาตรการที่ดำเนินการจนสร้างการตื่นตัวเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รวมทั้งการปลูกจิตสำนึกและการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร “โตไปไม่โกง” ในโรงเรียนทั่วประเทศ และการพยายามสร้างจิตสำนึกของคนไทยไม่ให้ยอมรับการทุจริตทุกรูปแบบ
ขณะเดียวกันรัฐบาลได้เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่นในหน่วยงานของรัฐและองค์กรฝ่ายปกครองทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น ซึ่งถึงปัจจุบันมีบัญชีรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบถึง 7 ลอตแล้ว รวมจำนวน 258 ราย นอกจากนี้ยังเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) เข้าตรวจสอบรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนในกำกับของกระทรวงต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ แต่มาตรการทางกฎหมายประการเดียวไม่ได้ผล ต้องใช้มาตรการทางวัฒนธรรมและสังคมเข้ามาช่วยกำกับด้วย และประการสำคัญคือ ผู้มีอำนาจต้องยึดคุณธรรมใช้มาตรการปราบปรามลงโทษทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่ปกป้องกลุ่มพวกพ้องเมื่อพบการกระทำผิดถึงจะตอบโจทย์บรรลุเป้าหมายได้



