
ตกนรกทั้งเป็นชีวิตในคุก!
ตกนรกทั้งเป็นชีวิตในคุก! : รายการคมชัดลึก
ผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตกเป็นผู้ต้องหาจากการโดนยัดเยียดข้อหาแล้วต้องติดคุกฟรี ล่าสุด มีอดีตคนขับรถแท็กซี่รายหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จับกุมพร้อมแจ้งข้อหาชิงทรัพย์ ทำให้ติดคุกนานกว่า 2 ปี จนกระทั่งศาลตัดสินยกฟ้อง จึงได้ออกจากคุกเมื่อปี 2555 หลังจากนั้นเจ้าตัวได้แจ้งความดำเนินคดีพนักงานสอบสวนในขณะนั้น ขณะเดียวกันได้แจ้งความดำเนินคดีผู้ที่แจ้งความเอาผิดเขา ในข้อหาแจ้งความเท็จ
สมบัติ ขันอาสา ผู้เสียหาย กล่าวว่า วันเกิดเหตุ 10 กรกฎาคม 2551 เวลาประมาณ 01.45 น. ได้รับผู้โดยสารเป็นผู้ชาย 2 คน ซึ่งว่าจ้างจากย่านคลองหนึ่ง จ.ปทุมธานี ให้ไปส่งที่ตลาดยิ่งเจริญ สะพานใหม่ เขตบางเขน กทม. แต่ระหว่างนั้นผู้โดยสารคนดังกล่าวกลับบอกให้ไปส่งที่ย่านพหลโยธิน 45 แล้วโจรในคราบผู้โดยสารก็ออกลาย ชักมีดออกมาจี้ บังคับให้ส่งเงินให้ ด้วยความเกรงกลัวว่าจะได้รับอันตราย จึงหยิบเงินในลิ้นชัก 300 บาท ส่งให้คนร้าย แต่จังหวะที่คนร้ายเผลอได้บิดมือทำให้มีดพร้อมกับนาฬิกาข้อมือของคนร้ายหล่นลงพื้นรถ ขณะที่คนร้ายอีกคนก็พยายามใช้ไม้ปลายแหลมแทงตน ก่อนจะเปิดประตูรถหลบหนีไป จากนั้นได้ไปแจ้งความที่ สน.บางเขน
ต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม มีชาย 2 คน อ้างเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบจาก สภ.ปากเกร็ด มาหาที่อู่เช่ารถแท็กซี่แล้วก็พาไปที่โรงพัก และแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันก่อเหตุชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่บริเวณถนนเลียบคลองประปา ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยผู้หญิงคนดังกล่าวนั้น จริงๆ แล้วก็รู้จักกันมาก่อน ได้กล่าวหาว่าตนขับแท็กซี่ปาดหน้าแล้วชิงรถจักรยานยนต์หลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อเวลา 02.50 น. วันที่ 10 กรกฎาคม ซึ่งขอยืนยันว่าไม่รู้เรื่อง เพราะวันนั้นเพิ่งถูกชิงทรัพย์บนรถแท็กซี่จนต้องเข้าให้การต่อตำรวจ สน.บางเขน มาด้วย
สำหรับคู่กรณี เคยเป็นเจ้านายของผู้หญิงที่เคยไปติดพัน แล้วก็ไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกัน แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงระบุว่าตนเป็นคนร้ายจี้ชิงรถจักรยานยนต์ของเขา ขณะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมก็พยายามอธิบาย ชี้แจงอย่างไรเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ยอมรับฟัง ได้นำหลักฐานการแจ้งความที่ สน.บางเขน ไปให้ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด แต่เขาก็ไม่ได้แนบไปกับสำนวนส่งให้อัยการ จนกระทั่งมีการสั่งฟ้อง
หลังจากนั้นศาลจังหวัดนนทบุรี โดยศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 15 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหาย 4.2 หมื่นบาท ซึ่งถูกจำคุกไปเป็นเวลา 2 ปี 3 เดือน กับอีก 20 วัน ระหว่างที่ยื่นอุทธรณ์คดี จากนั้นวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ศาลอุทธรณ์จึงพิจารณาคดี และมีคำพิพากษายกฟ้อง อัยการยื่นฎีกาต่อ จึงต้องต่อสู้คดีอีก จนกระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จึงได้ออกจากคุกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2555
วันแรกที่ถูกส่งเข้าคุกที่เรือนจำนนทบุรีรู้สึกเศร้ามากถึงกับน้ำตาไหล คิดอยากจะฆ่าตัวตาย ทำไมคนที่ทำผิดไม่ถูกจับกุม กินอาหารไม่ลง ขาถูกใส่ตรวน อยู่ในห้องขังรวม อยู่กันอย่างแออัด เวลานอนแทบจะไม่มีให้เดิน เป็นครั้งแรกที่ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ
หลังจากนั้นจึงได้แจ้งความเอาผิดพนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด ที่ทำคดีนี้ ทั้งหมด 15 คน และผู้หญิงที่แจ้งความเอาผิด ในข้อหาแจ้งความเท็จ ซึ่งได้ยื่นเรื่องไว้เมื่อปี 2558 เรื่องถึงกระบวนการในชั้นศาลแล้ว
นอกจากนี้ยังร้องเรียนไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอรับเงินค่าเยียวยา แต่ถูกยกคำร้อง เนื่องจากศาลระบุมาว่า ยกฟ้องเนื่องจากหลักฐานโจทก์มีข้อสงสัย และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย มิได้ยกฟ้องเนื่องจากข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่าย ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนกับค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 มาตรา 20
อย่างไรก็ตาม หากผู้หญิงคนดังกล่าวศาลตัดสินว่ามีความผิด ก็จะสามารถยื่นคำร้องขอรับเงินเยียวยาอีกครั้ง



