คอลัมนิสต์

ฝนฟ้ายังไม่น่าวางใจ

ฝนฟ้ายังไม่น่าวางใจ

06 ก.ย. 2559

ฝนฟ้ายังไม่น่าวางใจ : บทบรรณาธิการประจำวัน 6-7 กันยายน 2559

           จนถึงขณะนี้ แม้สังเกตได้ด้วยตา หรือสภาพอากาศรอบข้าง จะพบว่า ฝนฟ้าตกหนัก และในหลายพื้นที่เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลัน บางจังหวัดทางภาคเหนือกำลังเดือดร้อนกันอย่างหนักเพราะน้ำป่าไหลหลาก แต่ถ้าหากมาพิจารณาตัวเลขปริมาณกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว ต้องเรียกว่า น่าใจหายอยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะเขื่อนใหญ่ๆ มีปริมาณน้ำเกินครึ่งอ่างไม่มากนัก บางเขื่อนยังอยู่ในระดับวิกฤติด้วยซ้ำ ภาวการณ์เช่นนี้อาจจะกลายเป็นภาพลวงตาที่ทำให้เชื่อไปว่า ประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะภัยแล้งแล้ว อันจะส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไม่ระมัดระวัง ขณะที่การจัดทำแผนการใช้น้ำก็อาจจะผิดเป้าหมาย หรือสุ่มเสี่ยงจะเกิดความเสียหายขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะกับภาคเกษตรกรรม

           ตามรายงานปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ซึ่งอ้างอิงตัวเลขจากกรมชลประทานเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2559 พบว่า เขื่อนภูมิพล จ.ตาก ซึ่งเป็นต้นน้ำของที่ราบลุ่มภาคกลาง มีปริมาณน้ำกักเก็บในอ่าง 4,787 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุอ่าง 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 36% เท่านั้น เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ต้นน้ำภาคกลางเช่นกัน มีน้ำกักเก็บในอ่างอยู่ 5,982 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุ 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคือเป็น 63% เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี มีความจุอ่างมากที่สุดของประเทศที่ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำอยู่ในอ่าง 11,794 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 66% และเขื่อนวชิราลงกรณ มีความจุอ่าง 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำในอ่าง 4,681 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 53%

           เมื่อช่วงวิกฤติแล้งปี 2558 ที่ผ่านมา เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ซึ่งมีบทบาทส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีน้ำอยู่เหลือก้นอ่างในระดับวิกฤติ กรมชลประทานต้องใช้มาตรการห้ามทำนาปรังในพื้นที่ชลประทาน เพื่อบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดกับเกษตรกรเอง ปริมาณน้ำที่เหลือในอ่างเก็บน้ำของทั้ง 4 เขื่อน ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาระบบนิเวศเสียเป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกัน เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีน้ำกักเก็บในอ่างมากเพียงพอในขณะนั้น ได้รับหน้าที่สำรองป้องกันวิกฤติขาดแคลนน้ำดิบผลิตประปา ซึ่งในปีที่ผ่านมาทั้งสองเขื่อนนี้ได้ช่วยให้พื้นที่ภาคกลางหลายจังหวัดรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายที่สุดมาได้

           นับจากต้นเดือนกันยายน 2559 ยังเหลือห้วงเวลาของหน้าฝนอีกเพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น แต่ปริมาณกักเก็บน้ำเขื่อนใหญ่ต้นน้ำเจ้าพระยากลับยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าไว้วางใจ ขณะเดียวกัน 2 เขื่อนขนาดใหญ่ในภาคตะวันตกที่เคยสำรองน้ำไว้รับมือสถานการณ์วิกฤติก็เหลือปริมาณน้ำน้อยกว่าเมื่อปีก่อนอย่างน่าเป็นห่วง โดยสรุปภาพรวมก็คือ ถ้าหากในระยะเวลา 2 เดือนเศษที่เหลือนี้ ปริมาณน้ำฝนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย วิกฤติภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องอีกปีก็มีแนวโน้มที่อาจจะรุนแรงกว่าปีก่อนก็เป็นได้ ด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ ไม่มีปริมาณน้ำสำรองมากเพียงพอสำหรับแก้ไขสถานการณ์ในห้วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดได้ เวลานี้จึงมีความจำเป็นต้องเร่งวางแผนรับมือเสียแต่เนิ่นๆ ภายใต้ข้อเท็จจริงอ้างอิงจากปริมาณน้ำฝนขณะนี้