คอลัมนิสต์

พิชัย : 'เปรมโมเดล'จะสง่างามพรรคการเมืองหนุนปัจจัยสำคัญ

พิชัย : 'เปรมโมเดล'จะสง่างามพรรคการเมืองหนุนปัจจัยสำคัญ

06 ก.ย. 2559

พิชัย : 'เปรมโมเดล'จะสง่างามพรรคการเมืองหนุนปัจจัยสำคัญ  : ทีมข่าวไพรม์ไทม์ เนชั่นทีวี22

           “การหวังที่จะนำโมเดลของคนคนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนมาใช้ในวันนี้ ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ แต่หากทำได้ก็จะดีมาก”

           ยามนี้มีการชูประเด็นการเมือง “เปรมโมเดล” ให้กลับมาใช้อีกคราว เพื่อเปิดทางให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. พร้อมที่จะเป็นผู้นำประเทศอีกครั้งหลังการหย่อนบัตรเลือกตั้ง

           วิถีแบบนี้บางคนมองว่ามันจะย้อนยุคเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเหมือนเมื่อปี 2523 เพราะตอนนั้นหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ ได้ส่งเทียบเชิญผบ.ทบ.ในตอนนั้นคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ให้มารับตำแหน่ง สร.1 เพื่อบริหารบ้านเมือง และเตมีย์ใบ้ผู้นี้สามารถยืนระยะเป็นผู้นำประเทศได้ 8 ปี โดยผ่านวิกฤติต่างๆ นานามากมาย จนวันหนึ่งบุรุษจากเมืองสงขลาผู้นี้ส่งมอบภารกิจให้คนการเมืองจากพรรคต่างๆ ที่มาจากการเลือกตั้ง หลังเอ่ยวาจาว่า “ผมพอแล้ว” ในการปฏิเสธคำเชิญให้รับตำแหน่ง สร.1 อีกคราว

           หากวิถีของ พล.อ.เปรมในวันนั้นจะนำมาดัดแปลงในวันนี้เพื่อให้ใครบางคนเดินตามนั้น...“จะเป็นไปได้หรือไม่?” ทีมข่าวไพรม์ไทม์ เนชั่นทีวี 22 ได้รับโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “พิชัย รัตตกุล” อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยชายวัย 91 ปีผู้นี้ เป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาและเคยร่วมงานกับประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มองการเมืองไทยอย่างไรเกี่ยวกับ “เปรมโมเดล”

           “สถานการณ์บ้านเมืองและโลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ การหวังที่จะนำโมเดลของคนคนหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนมาใช้ในวันนี้ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ แต่หากทำได้ก็จะดีมาก ถามว่า หากทำได้จะเป็นเช่นใดและทำอย่างไร เมื่อย้อนหลังไปดูการทำงานของ พล.อ.เปรม ส่วนตัวของผม เหตุที่ผมรักและเคารพ พล.อ.เปรม ในฐานะอดีตผู้บังคับบัญชา พี่ เพื่อนร่วมงานนั้น เป็นเพราะ พล.อ.เปรม 1.มือสะอาด 2.ใช้คนเป็น สังเกตจากการตั้งครม.ที่คัดเลือกคนดีคนเก่งมาช่วยงาน 3.บุคลิกน่าเคารพ เรียบร้อย พูดจานิ่มนวล ผู้สื่อข่าวไปสอบถาม หากท่านไม่สะดวกที่จะตอบ ท่านจะบอกสั้นๆ ว่า “ลูกเอ๊ย! เย็นแล้ว กลับบ้านเถอะลูก” จาก 3 ข้อนี้ที่ส่งเสริมบุคลิกท่าน เมื่อคนมองเห็นท่านแล้ว จะให้ความเคารพ”

           พิชัย บอกด้วยว่า “ช่วงที่ผมร่วมงานกับ พล.อ.เปรมนั้น สบายใจสุดๆ เพราะครม.ชุดนั้นไม่มีการทุจริต วันนี้ผมยังไปเยี่ยมท่านบ่อยๆ ความสัมพันธ์ของท่านกับผมจึงเป็นแบบนี้ หากถามว่า “เปรมโมเดล” จะเป็นไปได้หรือไม่ในวันนี้ มันก็มีความเป็นไปได้ อย่าลืมว่า พล.อ.เปรมเข้ามาเป็นนายกฯ ไม่ใช่ว่ามาจากการสนับสนุนของส.ว. 250 คนตามที่เป็นข่าวในตอนนี้ ในตอนนั้น พล.อ.เปรมรับตำแหน่งนายกฯ ได้ เพราะผู้นำพรรคต่างๆที่มาจากการเลือกตั้งลงมติสนับสนุน พล.อ.เปรม และกฎหมายในตอนนั้น รัฐธรรมนูญ 2521 ไม่ปิดโอกาสให้คนนอกเป็นนายกฯ พรรคต่างๆ เห็นว่าท่านเป็นคนดี จึงเชิญท่านมารับตำแหน่งและท่านไม่ได้แต่งตั้งส.ว.ให้มาสนับสนุนท่านให้เป็นนายกฯ” 

           “หากอนาคต พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้ ส.ว.สนับสนุน มองว่าไม่สง่างามและอยู่ได้ไม่นาน อย่างไรก็ตาม เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนดีและตั้งใจทำงาน ทุกอย่างที่ท่านมี ก็เหมือน พล.อ.เปรมเกือบทั้งหมด แต่คำพูด ความประพฤติ และการแสดงออกนั้น สองท่านนี้แตกต่างกัน หากจะใช้โมเดลเดียวกันกับ พล.อ.เปรม ทางพล.อ.ประยุทธ์ จะใช้ ส.ว.มาสนับสนุนอย่างเดียวไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องใช้การสนับสนุนจากพรรคต่างๆ แบบเดียวกับ พล.อ.เปรม หากทำแบบนี้ได้จะดีมากและจะเป็นนายกฯ ได้ต่อไปอย่างสง่างามอีก 5 ปี เพราะพรรคต่างๆ ที่มาจากการเลือกตั้งสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ให้รับตำแหน่งเหมือนพล.อ.เปรม”

           อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร คิดว่า ภารกิจที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำคือ 1.ทำอย่างไรให้พรรคการเมืองสนับสนุน 2.จะทำอย่างไรในการปรับตัวเองให้นิ่มนวลลงมาบ้าง 3.พล.อ.เปรมกู้ชาติ-กู้เศรษฐกิจได้ในตอนนั้น เพราะการเลือกใช้คน เช่น ครม.ที่เชิญมาร่วมงาน ท่านเลือกและใช้คนเป็น ทุกคนเป็นคนดีและทำงาน ส่วนพรรคต่างๆ ที่ส่งตัวแทนมาเป็นครม.นั้น ท่านให้พรรคต่างๆ คัดเลือกคนดีเข้ามา 4.ข้าราชการประจำที่เป็นคนช่วยรัฐบาลคิดและผลักดันนโยบาย ต้องใช้คนดีและคนเก่ง 5.การร่วมมือกับภาคเอกชน พล.อ.เปรมเชิญเอกชนมาหารือเดือนละ 1 ครั้ง ใครมีอะไรก็คุยกัน ทุกอย่างมันก็เดินหน้าร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับเอกชน เหตุผลเหล่านี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำให้ได้ แต่จะเหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์คงลำบาก เพราะบุคลิกของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน

           ส่วนความเป็นไปได้นั้น อดีตคนการเมืองผู้นี้ มองว่า “พล.อ.ประยุทธ์ อย่าท้อถอย ถ้าคิดว่าแนวทางนี้จะดี โดยตัวท่านเองเป็นทหารและมีกองทัพคอยสนับสนุนอยู่ แต่ถ้าเป็นกองทัพหนุนอย่างเดียวนั้น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาบ้านเมืองจะไม่รอด เว้นเสียว่าจะทำในรูปแบบคล้ายๆวิธีของพล.อ.เปรม ซึ่งประเด็นอยู่ที่จะทำอย่างไรให้พรรคการเมืองต่างๆ มาพบปะพูดคุยกันว่า จะเอาแนวทางนี้ร่วมกัน ผมเชื่อว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ ทำแบบนี้และพยายามด้วยความตั้งใจ เชื่อว่านักการเมืองและพรรคการเมืองจะต้องมองเห็นประโยชน์ของชาติเหมือนกัน แต่ถ้าหากพล.อ.ประยุทธ์ ใช้ความรุนแรง ก็ไม่มีใครเอาด้วย เพราะฉะนั้นผมจึงบอกแต่แรกว่าการวางตัวและพฤติกรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะให้พล.อ.ประยุทธ์ เหมือน พล.อ.เปรมไปหมด มันก็เป็นไปไม่ได้ แต่ว่าพล.อ.ประยุทธ์ต้องปรับตัว ผมขอสนับสนุนและให้กำลังใจ”

           ดังนั้นการใช้เปรมโมเดลในช่วงหลังการเลือกตั้ง “พิชัย” เห็นว่า “พล.อ.ประยุทธ์ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการจะดึงนักการเมืองเข้าหากัน แต่ถ้าไม่สำเร็จแล้วมีการเลือกตั้ง สมมุติว่ามีการนำ ส.ว. 250 คนมาสนับสนุนให้เป็นนายกฯ นักการเมืองและพรรคการเมืองจะโจมตีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อย่างไม่หยุดยั้ง จะเกิดการทะเลาะกันไม่มีหยุด แต่ผมเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์น่าจะมีทางออก ถ้าคิดว่าบ้านเมืองจะต้องจนตรอกแน่ ถ้าไม่ทำอะไรบางอย่าง เพียงแต่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องปรับปรุงหลายอย่าง ขณะเดียวกัน หากนักการเมืองอยากเป็นนายกฯ เสียเอง นักการเมืองมีทางเดียวที่จะเอาชนะ พล.อ.ประยุทธ์ได้ คือการจับมือร่วมมือกันของพรรคการเมืองใหญ่ 3-4 พรรค ตกลงกันว่าจะลงเลือกตั้งและพรรคใดได้ส.ส.มากที่สุด หัวหน้าพรรคนั้นได้เป็นนายกฯ ซึ่งกรณีนี้พล.อ.ประยุทธ์คงไม่ถูกใจนัก”

           ส่วนโมเดลรูปแบบนี้ มั่นใจว่าการเมืองจะไม่กลับไปเป็นดั่งเช่นอดีต คำตอบที่ได้รับจาก “พิชัย” คือ เปรมโมเดลเป็นการบริหารงานของประเทศที่ไม่ทำให้นักการเมืองทะเลาะกันอย่างที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นการปลุกระดมมวลชนขึ้นมาชุนนุมแบบอดีต เพราะในยุค พล.อ.เปรมไม่มีการชุมนุมแบบไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนั้นมีความพยายามรัฐประหาร 2 ครั้ง หากว่านักการเมืองไม่คำนึง ไม่รู้สึกตัว ก็ไม่มีทางได้ประชาธิปไตยและบ้านเมืองก็จะเป็นแบบนี้ อนาคตก็จะมีการรัฐประหารแบบนี้ต่อไป

           “แต่อย่าหมดหวัง อย่าท้อถอย ต้องพยายามกันต่อไป และการที่จะดึงสถานการณ์ให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำให้พรรคการเมืองหันหน้าเข้าหากัน ปัญหาภาคใต้ พล.อ.ประยุทธ์ คือผู้ที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีที่สุด แม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนในพรรคการเมือง แต่คือนายกฯ และยืนอยู่ในจุดที่สามารถแก้ปัญหาตอนนี้ได้ดีที่สุด ซึ่งปัญหาภาคใต้ ยังแก้ปัญหาตรงนี้ไม่เต็มที่ เชื่อว่าญาติพี่น้องของคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีวันลืม จึงอยากแนะนำว่า พล.อ.ประยุทธ์ควรลงไปแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวเองและใช้เวลาเป็นเดือนๆ ในการอยู่ในพื้นที่และพบประชาชน ซึ่งแสดงความบริสุทธิ์ใจของหัวหน้ารัฐบาล ตรงนี้จะได้ใจจากมวลชน”

           ด้านการเมืองที่ปัจจุบันยังถูกแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายสนับสนุนและไม่เอาระบอบทักษิณ การสร้างความปรองดองให้ทั้งสองฝ่ายจับมือเข้าหากันได้เป็นสิ่งที่ลำบาก จะแก้ไขอย่างไร พิชัย ตอบว่า “ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เคยบินไปพบอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะรู้ว่าปัจจัยอยู่ที่คุณทักษิณ การที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเข้าหากันได้นั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเดียว คือ คุณทักษิณต้องยอมรับคำพิพากษา ส่วนคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในฝ่ายสนับสนุนคุณทักษิณนั้น ก็ว่ากันไปตามถูก-ผิด ผมชมเชย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ที่กล้าเผชิญหน้าความจริงกับศาล แต่ในเรื่องของนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินก็ต้องให้ศาลตัดสินความถูก-ผิด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าปัญหาของคุณทักษิณ ยังเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ทางออกของความขัดแย้ง ดังนั้น หากคุณทักษิณ กลับมาสู้คดี รัฐบาลต้องให้ความยุติธรรมด้วยเช่นกัน และทุกฝ่ายต้องเคารพคำตัดสินของศาล รวมทั้งคดีของฝั่งอื่นด้วยที่ต้องเคารพกฎหมาย”

           เมื่อถามว่าวันนี้สังคมยังมองว่ากระบวนการยุติธรรมมีสองมาตรฐาน เพราะคดีที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ผลการตัดสินออกมาไม่เหมือนกัน พิชัย ให้คำตอบว่า ต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับคำตัดสินของศาล หากศาลตัดสินให้จำคุกก็ต้องกล้าที่จะยอมรับและติดคุก เพราะบ้านเรามีกฎหมายเพื่่อให้คนปฏิบัติตามถ้าคนไม่เคารพกฎหมายจะมีกฎหมายไว้ทำไม ต้องยึดถือกฎหมายและต้องไม่สองมาตรฐาน เชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมและศาลไทยมีเหตุผล

           “อยากให้พรรคการเมืองต่างๆ ประนีประนอมกัน ผมเชื่อว่ามันมีทางทำได้ และคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเป็นคนเชิญให้นักการเมืองแต่ละพรรคมาคุยกันเพื่อความปรองดอง ผมรับรองได้ว่าถ้าทำแบบนี้จะไม่มีคำว่าสองมาตรฐานต่อไปอย่างแน่นอน” อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวทิ้งท้าย