
วิพากษ์ยุทธศาสตร์ชาติต้องรื้อวิธีการกำหนดยุทธศาสตร์
พล.อ.ไวพจน์ วิพากษ์ยุทธศาสตร์ชาติ'ต้องรื้อวิธีการกำหนดยุทธศาสตร์' : ปกรณ์ พึ่งเนตร
ในห้วงที่รัฐบาลกำลังพยายามผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถึงขั้นมีบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ความพยายามนี้จะเป็นสิ่งที่ดีเพื่อให้การนำพาประเทศมีกรอบคิดและทิศทางที่ชัดเจนขึ้น
แต่ปัญหาก็คือ การออกแบบและกำหนดยุทธศาสตร์ที่ผ่านๆ มา และอาจรวมถึงครั้งนี้ด้วย มีกระบวนการที่ถูกต้อง เหมาะสม และเท่าทันกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วหรือไม่
เพราะไปๆ มาๆ เราอาจจะต้อง “วางยุทธศาสตร์การกำหนดยุทธศาสตร์” กันใหม่เลยทีเดียว
“พล.อ.ไวพจน์ ศรีนวล” อดีตนายทหารนักยุทธศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงความมั่นคง เผยแนวคิดในเรื่องนี้ โดยออกตัวก่อนว่าไม่ได้ต้องการวิจารณ์ใครหรือหน่วยงานใดทั้งสิ้น แต่เป็นการสรุปปัญหาที่ประสบพบมา และเสนอทางออกที่เป็นไปได้
พล.อ.ไวพจน์ บอกว่า สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาก่อน คือกลับมาทบทวนตรวจสอบว่า กรอบคิดทิศทางก้าวเดินของประเทศได้มาจากไหน อย่างไร
“ในสังคมประชาธิปไตย นโยบายยุทธศาสตร์ได้มาจาก 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนแรกได้จากฝ่ายนิติบัญญัติ ในรูปของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ที่เป็นกรอบคิดทิศทางที่ค่อนข้างจะคงที่ ถาวร เฉพาะเรื่อง เน้นในเรื่องการควบคุม ตรวจสอบ”
“อีกส่วนจะได้จากฝ่ายบริหารในรูปของยุทธศาสตร์ เน้นการหาหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในห้วงเวลา ซึ่งจะนำเอากรอบคิด ทิศทางในส่วนแรกมาพิจารณาร่วมกับปัญหาต่างๆ รวมถึงสิ่งท้าทายใหม่ๆ ทุกเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง อีกทั้งต้องปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ยุทธศาสตร์ของฝ่ายบริหารจึงไม่คงที่”
พล.อ.ไวพจน์ ชี้ว่า กรอบคิดทิศทางทั้งสองส่วนนี้ต้องไปด้วยกัน สมดุล และสนับสนุนกันและกัน แต่คำถามคือที่ผ่านมาเราเคยสร้างสมดุลบ้างหรือยัง
“จากการที่ได้ติดตามการกำหนดการดำเนินนโยบายยุทธศาสตร์ประเทศมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี โดยเฉพาะในห้วงหลังสงครามเย็น พบว่ายุทธศาสตร์ประเทศของเราจะดีเพียงชั่วคราว ในช่วงต้นๆ ประมาณ 1 ปีแรกเท่านั้น จากนั้นก็จะเกิดการชะงักงัน เกิดอุปสรรค ทำให้เดินต่อไม่ได้ แม้จะมีความพยายามแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดก็ตาม”
เมื่อไม่มีนโยบายยุทธศาสตร์ที่ดีพอที่จะครอบคลุมช่วงเวลา จึงทำให้ปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองไม่ถูกแก้ไข ปัญหาก็สะสม ประเทศก็ก้าวเดินแบบไร้ทิศทาง ฉุดรั้งการพัฒนาในภาพรวม
พล.อ.ไวพจน์ ชี้ไปที่ต้นเหตุว่า เกิดจากยุทธศาสตร์ที่ผ่านๆ มาถูกกำหนดจากวิธีคิดและกระบวนการที่ใช้มาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น นานกว่า 50-60 ปีแล้ว การใช้วิธีคิดแบบนั้น ย่อมได้ผลดีกับสภาวะแวดล้อมในห้วงเวลานั้น แต่เมื่อนำมาใช้ในห้วงเวลาปัจจุบันที่สถานการณ์และสภาวะแวดล้อมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก จึงทำให้ยุทธศาสตร์ประเทศเกิดจุดอ่อน และไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่
พล.อ.ไวพจน์ ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ที่ศูนย์พัฒนายุทธศาสตร์ชาติ สำหรับประเทศกำลังพัฒนา หรือ ศพยช. อธิบายต่อว่า ที่ผ่านมามีความพยายามปรับยุทธศาสตร์ประเทศตามเหตุปัจจัยภายนอก และตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่กลับไม่เพียงพอ และยังพบปัญหาเดิมๆ ฉะนั้นจึงต้องหันมาพิจารณาปรับแก้ไขยุทธศาสตร์จากเหตุปัจจัยภายในของยุทธศาสตร์ด้วย ซึ่งก็คือ วิธีคิด และกระบวนการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศที่อาจมีจุดอ่อนในตัวเอง
“จุดอ่อนมีอยู่ 3 ประการ คือ 1.การระบุผลประโยชน์ของชาติ ยังระบุแบบกว้างๆ เน้นให้ครอบคลุมทุกเรื่องมากกว่าจะเน้นปัญหาและความต้องการที่เฉพาะเจาะจงในห้วงเวลา ทำให้เกิดการตีความหลากหลาย และมีการนำผลประโยชน์มาอ้างแตกต่างกันไป และพึ่งพาความสามารถเฉพาะบุคคลเป็นหลัก โดยไม่มีหลักคิด หลักการร่วมของชาติที่จะสามารถยึดถือร่วมกันในทางปฏิบัติได้เลย”
“2.ปัจจุบันปัญหาระดับชาติต่างๆ เชื่อมโยงกัน มีผลกระทบถึงกันหมด การจะแก้ไขปัญหาระดับชาติปัญหาใดปัญหาหนึ่ง จำเป็นต้องกำหนดเป็นนโยบาย ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องหลากหลาย หรือเป็นแพ็กเกจด้วย”
“3.ปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งแม้ทุกรัฐบาลจะสนับสนุน แต่ยังสับสนและมักมุ่งแต่ประโยชน์ของกลุ่มตนเป็นหลัก เปิดช่องให้กลุ่มที่ไม่หวังดีสามารถเข้ามาขยายผลเป็นความขัดแย้ง ความหวาดระแวงในสังคมได้”
ฉะนั้นทางออกของปัญหาการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติใหม่ ก็คือ ต้องพุ่งตรงไปที่ปัญหาอย่างแจ่มชัด แม่นยำ มีการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ที่เป็นแพ็กเกจ รองรับปัญหาที่เชื่อมโยงกันทุกมิติ และสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงบนหลักคิดร่วม เพื่อให้เกิดความยับยั้งชั่งใจ เห็นประโยชน์ส่วนรวมควบคู่ไปกับผลประโยชน์ของกลุ่มตน
“ถ้าเราไม่มีนโยบายยุทธศาสตร์ที่ดี การนำพาประเทศก็จะไปพึ่งพาตัวบุคคลมากเกินไป ในสภาวะแวดล้อมที่ซับซ้อนของระบบทุนนิยมที่มีการแข่งขันกันสูง มีกลุ่มผลประโยชน์ทั้งภายในภายนอกประเทศ มีกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองที่หลากหลาย จึงทำให้ผลประโยชน์ของชาติถูกครอบงำถูกบิดเบือนได้ง่าย เกิดการคอร์รัปชั่นด้านนโยบายที่ทำความเสียหายแก่ประเทศมากมายตามมา”
พล.อ.ไวพจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลต่อๆ ไปมีความมุ่งมั่นต้องการวางยุทธศาสตร์ที่ดีให้แก่ประเทศอย่างแท้จริง ก็ต้องพยายามลดจุดอ่อนและข้อจำกัดสำคัญต่างๆ ให้ได้ก่อนทำยุทธศาสตร์ให้เป็นยุทธศาสตร์
ไม่ควรรีบกระโดดไปกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศโดยยังใช้วิธีคิดหรือกระบวนการแบบเดิมๆ หรือเน้นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อ หรือแค่การพูดให้ดูดี เพราะสุดท้ายปัญหาก็จะวนกลับมาฉุดรั้งประเทศเหมือนเดิม!



