คอลัมนิสต์

ข้อเสนอเพื่อ'คสช.'สืบทอดอำนาจอย่างสง่างาม?

ข้อเสนอเพื่อ'คสช.'สืบทอดอำนาจอย่างสง่างาม?

05 ก.ย. 2559

ข้อเสนอเพื่อ'คสช.'สืบทอดอำนาจอย่างสง่างาม? : ขยายปมร้อน โดย ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

            กับข้อเสนอ กึ่งๆ ความเห็นของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในสังกัดคณะกรรมาธิการปฏิรูปฯ ด้านการเมือง อย่าง “เสรี สุวรรณภานนท์” และ “วันชัย สอนศิริ” ที่ต้องการให้เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีประเด็นการมอบอำนาจให้ “กระทรวงมหาดไทย” จัดการเลือกตั้งร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และให้อำนาจ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” อำนวยความสงบ เรียบร้อย ระหว่างการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งแรก
 
            และข้อเสนอ กึ่งความเห็นอีกประเด็น คือ การรีเซตระบบสมาชิกพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันไว้ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
 
            ดูเหมือนจะได้รับเสียง “ยี้” มากกว่า เสียงชื่นชม
 
            แม้ “เสรี–วันชัย พร้อมคณะ” จะยกเหตุผลประกอบข้อเสนอ เพื่อให้การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งแรก โปร่งใส ยุติธรรม เที่ยงธรรม ไม่โกง!!
 
            แต่คนที่ ไม่เห็นด้วย–ไม่รับข้อเสนอ กลับมองว่า ข้อเสนอนั้น คือเค้าลางการปูพรมแดงให้ “คณะรัฐประหาร” เดินสู่เวทีการสืบทอดอำนาจอย่างสง่างาม และในรูปแบบกินรวบเบ็ดเสร็จ ทั้งในรัฐสภา และคณะรัฐบาลชุดใหม่
 
            เค้าลางที่ว่า ถอดรหัสได้เท่ากับเส้นทางต่อยอดกลไกคุมและกำกับการเลือกตั้ง ส.ส.เพื่อให้มาซึ่งสมาชิกรัฐสภา ที่ถือเป็นอำนาจใหญ่ในระบบการเมือง จากที่ก่อนหน้านี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติได้กรุยทาง และ ออกแบบบันไดไต่สู่ฝันให้ “คสช” วางสายงานในระบบรัฐสภา ฟากของ “วุฒิสภา” ได้แล้ว ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติออกแบบกลไกไว้ในบทเฉพาะกาล ให้ ส.ว.ชุดแรก 250 คน มาจากการแต่งตั้งของ คสช. และให้สิทธิ์ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ ทั้งผู้ที่อยู่ หรือไม่อยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคการเมือง
 
            ในอีกมุมมอง “สุชน ชาลีเครือ ที่ปรึกษากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง” ที่ยืนข้างเดียวกับ “เสรี–วันชัย” ว่า ข้อเสนอที่ออกแบบให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ช่วยดูแลการเลือกตั้ง ส.ส.ในคราวแรกนั้น เพื่ออุดช่องว่างของการจัดการเลือกตั้งและแก้ความล้มเหลวของระบบจัดการเลือกตั้ง โดย “กกต.” ส่วนที่เสนอให้ “คสช.” มีส่วนร่วมดูแลการเลือกตั้ง ส.ส.ด้วยนั้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม ในช่วงรอยต่อของการคืนประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่การให้อำนาจเพื่อนำไปต่อยอดการควบรวมอำนาจของคณะนายทหาร
 
            “สิ่งที่ผู้คนให้ความเห็นกับข้อเสนอของคณะนั้น ผมยอมรับว่าผมเห็นด้วยในหลักการ เพื่อทำให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม แต่สิ่งที่ต้องคิดเพื่อทบทวนกัน คือ การวางบทบาทอย่างไรให้องค์กรเหล่านั้นเข้ามาทำหน้าหน้าที่เป็นส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้งกับสิ่งที่หลายคนมองว่า หาก คสช. เข้ามาจริงอาจกระทบต่อการเปลี่ยนผ่านการปกครองปัจจุบันไปสู่การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ส่วนตัวกลับเห็นว่า หากอำนาจบริสุทธิ์ ความเป็นกลางของคสช. หรือฝ่ายความมั่นคง มาคุมเลือกตั้งแล้วนั้น จะสามารถป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งที่อาจเกิดได้จากกลไกของพรรคการเมืองบางพรรคได้ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องพิจารณาด้วยความเป็นกลาง ไม่ใช่มองแค่การสืบทอดอำนาจของ คสช.เท่านั้น” สุชน ชี้แจง
 
            แต่เสียงอีกฟาก จาก กมธ.ด้านการเมือง-นิกร จำนง แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กลับมองย้อนมุม ว่า ข้อเสนอที่ถูกตีแผ่ ทั้งให้อำนาจมหาดไทยกำกับการเลือกตั้ง หรือให้ คสช.ช่วยอำนวยความสงบระหว่างเลือกตั้ง ถือเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจเป็นจริงได้ เพราะเนื้อหาขัดและแย้งต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ อีกทั้ง 2 ประเด็นที่ว่าไม่ใช่ผลการศึกษา วิเคราะห์ของคณะทำงาน แต่เป็นเพียงความคิด-ความเห็นของ กมธ.เพียงบางคนเท่านั้น
 
            ดังนั้น ในข้อสรุปเบื้องต้นกับข้อเสนอกึ่งความเห็น ที่ถูกวิจารณ์ ทั้ง 3 ประเด็นของ “สปท.ด้านการเมือง” เวลานี้ยังไม่ใช่การส่งผ่านข้อเสนอไปยัง “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ฐานะผู้ยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ยังอยู่ในชั้นพิจารณาของ “คณะกรรมาธิการ ด้านการเมือง” ซึ่งวันที่ 6 กันยายนนี้ วาระข้อเสนอจะถูกยกมาพิจารณาเพื่อให้เป็นสิ่งที่ตกผลึกร่วมกัน ก่อนส่งผ่านให้ที่ประชุม สปท.พิจารณาช่วงปลายเดือนกันยายนนี้
 
            ในวาระที่ต้องหารือให้ได้ข้อยุติของ “กมธ.ด้านการเมือง” นั้น มีคนคาดการณ์ว่า อาจถูกโละ เพราะข้อเสนอที่เพิ่มอำนาจให้องค์กรอื่นใด ซึ่งทับซ้อนกับหน้าที่ขององค์กรที่มีหน้าที่ตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนด ทำให้ยากต่อการเขียนกฎหมาย และอาจกลายเป็นปมที่เป็นปัญหาได้ภายหลัง
 
            แต่ในท้ายสุด อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ หากผู้มีอำนาจในปัจจุบันต้องการคุมการปกครองประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านไว้แบบเบ็ดเสร็จ