
ความเป็นไปได้'เปรมโมเดล'กับการเมืองไทยในอนาคต?
ความเป็นไปได้'เปรมโมเดล'กับการเมืองไทยในอนาคต? : ทีมข่าวไพรม์ไทม์ เนชั่นทีวี 22
ไม่ว่าสเปกนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร? จะเป็น "คนดี สง่างาม" ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดเอาไว้หรือไม่ แต่ถ้าพูดกัน ณ เวลานี้ ดูเหมือนถนนทุกสายจะมุ่งหน้าไปหาคนที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ถ้าจะพูดถึงช่วงเวลาที่การเมืองไทยนิ่งสงบและเศรษฐกิจดูราบรื่นที่สุด คนจำนวนไม่น้อยจะนึกถึงเวลา 8 ปีของการเป็นนายกรัฐมนตรีของ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" สำหรับ พล.อ.เปรม การเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ไม่ได้เป็น ส.ส. แทบไม่มีความสำคัญ ในเมื่อพรรคการเมืองใหญ่ทุกพรรคและกองทัพพร้อมให้การสนับสนุน
...หาก พล.อ.เปรม ทำได้ แล้วทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จะทำไม่ได้? คงเป็นคำถามของกลุ่มคนที่กำลังผลักดันในสิ่งที่เรียกว่า “เปรมโมเดล” ที่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ทุกอย่างกำลังถูกปูทางไปสู่การฟื้นรูปแบบการเมืองที่เคยถูกเรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”
พล.อ.เปรม ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2523 พร้อมกับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองที่เป็นผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองและการยึดอำนาจของทหารในช่วงก่อนหน้านั้น
ถึงจะมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ พล.อ.เปรมก็สามารถบริหารบ้านเมืองได้อย่างต่อเนื่อง และทำในหลายเรื่องที่ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งอาจทำไม่ได้ ถึงจะมีการยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ แต่พล.อ.เปรม ก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ถึง 3 สมัย ก่อนจะยอมก้าวลงจากตำแหน่งในปี 2531 ด้วยวาทะ "ผมพอแล้ว”
...อะไร? ที่ทำให้ พล.อ.เปรม อยู่ในอำนาจได้อย่างเหนียวแน่น ทั้งๆ ที่ไม่มีฐานอำนาจทางการเมืองของตัวเอง
“พิชัย รัตตกุล” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตอนนั้นพิชัยรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีใน ครม. "ป๋าเปรม” จะให้คำตอบนี้แบบตรงประเด็น
“พล.อ.เปรม อยู่ในตำแหน่งได้อย่างสง่างาม เพราะ 1.พรรคการเมืองสนับสนุน (รัฐธรรมนูญในตอนนั้นให้คนนอกรับตำแหน่งนายกฯ ได้) 2.บุคลิกนิ่มนวล สุภาพ 3.การเลือกใช้คน 4.ข้าราชการประจำช่วยรัฐบาลคิดเเละผลักดันนโยบาย 5.การร่วมมือกับภาคเอกชน ผมร่วมงานกับ พล.อ.เปรมนั้น สบายใจสุดๆ เพราะ ครม.ชุดนั้นไม่มีการทุจริต”
ถึงแม้วันนี้ พล.อ.เปรม จะหมดบทบาททางการเมือง แต่บารมีในฐานะประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และความเป็น “ป๋า” ของคนในกองทัพ ก็ไม่ได้ลดน้อยลง และไม่มีอะไรยืนยันบารมีของ “ป๋าเปรม” ได้ดีไปกว่าบรรยากาศที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ในโอกาสสำคัญๆ
เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่หลายคนพยายามเชื่อมโยงบทบาทของ พล.อ.เปรม กับสถานการณ์หรือจุดพลิกผันทางการเมืองหลายครั้งที่ผ่านมา และก็อาจไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเช่นกัน ถ้าต้นกำเนิด “เปรมโมเดล” จะคาดหวังว่าจะได้เห็นนายทหารที่ไว้วางใจมากที่สุดในขณะนี้ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ เดินตามรอยเดียวกัน
เพราะถ้า พล.อ.เปรม มีกองทัพอยู่ข้างหลังในช่วงเวลาที่เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ก็คงมีแรงหนุนไม่แพ้กัน การจัดวางตัวผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่เป็นหลักประกันว่า ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหัวหน้า คสช.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังจะพึ่งพาอำนาจของกองทัพได้เมื่อถึงวันที่อาจกลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง
แน่นอนว่า ความสง่างามที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงคงไม่ได้เกิดจากเสียงท็อปบู๊ทของกองทัพ แต่มาจากกระบวนการที่อย่างน้อยที่สุดมีภาพของความเป็นประชาธิปไตย
แหล่งข่าวใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยกับไพรม์ไทม์ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ยังเห็นความจำเป็นที่ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อไม่ให้บ้านเมืองกลับไปสู่วังวนของความขัดแย้ง และมีความเชื่อมั่นว่า มีเสียงไม่น้อยที่ต้องการให้ทำหน้าที่บริหารประเทศต่อไปหลังการเลือกตั้ง”
การมีพรรคการเมืองที่มีจุดยืนสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นทางเลือกให้คนเหล่านี้ และอาจเป็นคำอธิบายว่า ทำไม พรรคประชาชนปฏิรูปของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” จึงปรากฏตัวในช่วงเวลานี้พร้อมคำประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง
แม้แต่พรรคการเมืองขนาดกลางที่มีอยู่แล้ว ก็ดูเหมือนพร้อมจะช่วยสร้างความสง่างามให้แก่พล.อ.ประยุทธ์ เพราะประเมินแล้วว่า ขั้วอำนาจปัจจุบันภายใต้การควบคุมและกำกับของ คสช.คงจะอยู่อีกนาน ซึ่งหมายความว่าพรรคขนาดกลางเหล่านี้จะไม่ลังเลใจที่จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกถ้าผลประโยชน์ทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน
และที่แน่นอน คือ พรรคการเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ คงจะไม่อยู่ในฐานะที่ต่อรองอะไรได้มากนัก ภายใต้ระบบการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทำให้การได้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาดในสภาเป็นเรื่องที่ยากมาก
แต่หลักประกันของ “ความสง่างาม” ที่ไว้วางใจได้มากที่สุดสำหรับพล.อ.ประยุทธ์ คือ เสียงจากวุฒิสภา เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สมาชิกวุฒิสภา 250 คน ซึ่ง คสช.จะเป็นคนสรรหาและแต่งตั้ง คือฐานอำนาจการเมืองที่จะทำให้ “เปรมโมเดล” เป็นจริง
อำนาจของวุฒิสภาในการร่วมลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นคำถามพ่วงที่ผ่านการลงประชามติด้วยคะแนนเสียงเด็ดขาด เพราะฉะนั้นในความเห็นของ คสช. เสียงของวุฒิสภาก็คือเสียงที่ผ่านการเห็นชอบของประชาชน ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะพยายามบ่ายเบี่ยงที่จะพูดถึงอนาคตทางการเมืองของตัวเองหลังการเลือกตั้ง
แต่บางครั้งคำพูดที่ดูเหมือนเป็นการปฏิเสธก็อาจจะเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง
เพราะหากจับบางวลีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยกล่าวไว้ว่า... “หาใครไม่ได้แล้วค่อยมาคุยกับผม” เรียกว่าส่งสัญญาณชัดเจนทั่วไทยแล้วว่าหมายความเช่นใด...
ติดตามเบื้องลึก เบื้องหลังข่าว ในรายการ Primetime กับเทพชัย ทุกวันเสาร์ 19.50-20.50 น. ทางเนชั่นทีวี 22 และ https://www.facebook.com/Primetimeกับเทพชัย



