
การเมืองหลัง “รัฐธรรมนูญ 59”
เมื่อระบบเลือกตั้งก่อให้เกิดรัฐบาลผสม ที่ต้องการ “ผู้มีบารมี” จึงเห็นได้เลาๆ ว่า นายกฯ คนต่อไปจะเป็นใคร หรือมีลักษณะแบบใด
การรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557 ต่างกับ 2549 อย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่าคงไม่มีใครปฏิเสธว่า การรัฐประหารครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากครั้งที่แล้ว ที่หลายคนเรียกกันว่า “ทำไม่เสร็จ” หรือ “ทำไม่สุด” และทำให้เราได้เห็นวาทกรรมว่า “ไม่ให้เสียของ”
กระบวนการหลังรัฐประหารปี 2557 เป็นกระบวนการที่รวดเร็ว รุนแรง และกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย และที่สำคัญคือ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งหมดให้กลับไปเป็นแบบที่ผู้มีอำนาจต้องการ
การรัฐประหารปี 2549 อาจจะล้มรัฐธรรมนูญ 2540 แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็จะเห็นว่าโครงสร้างแบบรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้หายไปไหน เพราะร่างขึ้นมาจากโครงร่างเดิม จะมีเปลี่ยนแปลงก็เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ที่ว่ากันตามจริงแล้ว ไม่เพียงพอต่อสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงและมากขึ้นไปในทางแบบที่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้วางไว้
จึงไม่แปลกที่เราเห็นการยุบพรรคการเมืองใหญ่ 2 ครั้ง แต่สุดท้ายกลุ่มนักการเมืองที่จับขั้วนั้นก็ไม่แยกหายไปไหน พอๆ กับที่ประชาชนก็เรียนรู้ที่จะเลือกพรรคการเมืองและนโยบายของพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นหลัก ดังนั้นในหลายๆ พื้นที่เราจึงเห็นขาใหญ่ เจ้าของพื้นที่เดิมสอบตกเมื่อย้ายพรรค หรือหนีไปจับขั้วใหม่
นี่คือพัฒนาการทางการเมืองและสังคมที่ถูกสร้างขึ้นตามตัวแบบรัฐธรรมนูญ 2540
แต่ในครั้งนี้จะต่างออกไป เพราะร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาใหม่นั้น ถ้าใช้คำง่ายๆ ต้องเรียกว่า จะ “เปลี่ยนรูป” โครงสร้างทางการเมือง และโครงสร้างทางอำนาจไปอย่างสิ้นเชิง
ลองนึกย้อนดูว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 นั้น สร้างระบบที่สามารถมีพรรคการเมืองพรรคเดียวเป็นรัฐบาลได้ และที่สำคัญไปถึงจุดนั้นมาแล้ว ดังนั้นหากจะเปลี่ยนรูปการเมืองจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนตั้งแต่ระบบเลือกตั้งเพื่อจำกัดไม่ให้มีรัฐบาลพรรคเดียว
พวกเขาจึงสร้างโมเดลรูปแบบการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ ให้ยากต่อการมีรัฐบาลพรรคเดียว และวางกลไกล็อกไว้ถึง 2 ชั้น เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครได้เสียงข้างมาก ประการแรก คือ การคิดระบบเลือกตั้ง แบบสัดส่วนผสมที่มีการกำหนดเพดานจำนวน ส.ส.เอาไว้จากคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งวิธีนี้อาจจะคล้ายกับระบบของเยอรมัน ที่มีการใช้ “ป๊อปปูลาร์โหวต” กำหนดเพดาน ส.ส. โดยหากได้ ส.ส.เขตไม่ถึงเพดาน ส.ส.ที่พึงมีก็จะเติมด้วย ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หากขาดมากก็เติมมาก หากขาดน้อยก็เติมน้อย หรือหากได้ ส.ส.เขตเกินจำนวนก็จะไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มเลย ชั้นนี้เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครได้เสียงข้างมาก
ซึ่งวิธีนี้ พวกเขาเชื่อว่าด้วยคะแนนที่มีมาในอดีต วิธีที่เรียกว่า winner take all หรือผู้ชนะได้หมด ทำให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้จำนวน ส.ส.มากเกินความจริง
นอกจากนี้เพื่อป้องกันมีพรรคใดรองความนิยมแบบป๊อปปูลาร์โหวตเกินครึ่ง พวกเขาจึงล็อกชั้นที่สองด้วยการกำหนดให้ใช้บัตรเพียงใบเดียวในการเลือกตั้ง จากที่ควรจะแบ่งเป็นสองใบ คือ บัตรแบบแบ่งเขต และบัตรแบบปาร์ตี้ลิสต์ นี่จึงทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเลือกให้ชัด โดยไม่สามารถแบบแยกความอยากมี ส.ส.เป็นสองประเภทได้ เพราะหากพวกเขาชอบตัวบุคคลแต่ไม่ชอบพรรคก็จำต้องเลือกว่าจะเอาทางไหน ขณะที่บางคนชอบพรรคแต่ไม่ชอบคนก็ต้องเลือกเช่นกัน
ด้วยระบบเลือกตั้งแบบสองชั้นนี่เอง จึงทำให้เชื่อได้ว่า จะไม่มีพรรคไหนครองที่นั่งในสภาแบบเกินครึ่งค่อนข้างแน่นอน เว้นไว้แต่คนทั้งประเทศเทคะแนนไปในทางเดียวกัน
วิธีเช่นนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้มีรัฐบาล “ผสม” เกิดขึ้น และแน่นอนว่าย่อมต้องตามมาด้วยการต่อรองและต้องการ “ผู้มีบารมี” ยามจัดตั้งรัฐบาล
นอกจากระบบเลือกตั้งแล้ว พวกเขายังวางระบบผ่านทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ได้รับเสียงเห็นชอบจากการทำประชามติ โดยกำหนดให้ ส.ว.ชุดแรก ที่มีวาระ 5 ปี มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ซึ่งเมื่อมาจาก คสช.แล้ว สภาวะการทำงานเป็นอย่างไร เราก็มีฐานการอ้างอิงจากการทำงานของ สนช.และ สปท. แล้วยิ่งหากพวกเขาเชื่อว่าคณะผู้กุมอำนาจชุดปัจจุบันจะมีอำนาจต่อไปในระยะยาว ก็ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาต้องแตกแถว โดยคำถามพ่วงได้มอบอำนาจที่สำคัญให้คือ อำนาจในการเลือก “นายกรัฐมนตรี” แก่ว่าที่ ส.ว.ชุดแรก พร้อมทั้งเปิดทางให้มีการเลือกนายกฯ คนนอกอีกด้วย
เมื่อระบบเลือกตั้งก่อให้เกิดรัฐบาลผสม ที่ต้องการ “ผู้มีบารมี” และ ส.ว.ที่เมื่อเข้ามาก็จะเปรียบได้เป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด ถึงนาทีนี้เราจึงเห็นได้เลาๆ ว่า นายกฯ คนต่อไปจะเป็นใคร หรือมีลักษณะแบบใด
นอกจากเสียงสนับสนุนในสภา ที่จะสามารถควบคุมได้ 5 ปี และอาจจะสืบเนื่องไปถึง 8 ปี ตามวาระของสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาล ยังมีการวางระบบการควบคุมการใช้อำนาจ การเข้าสู่อำนาจ ที่สำคัญคือ การสกรีนคนไว้อย่างเข้มข้น หากไม่เป็นที่พึงประสงค์ก็อาจจะต้องกระเด็นกระดอนหลุดออกจากวงโคจร
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า การ “เปลี่ยนรูป” ทางการเมือง เพราะตามโครงสร้างใหม่ การเมืองจะไม่มีทางกลับไปสู่รูปแบบช่วงรัฐธรรมนูญ 2540 ได้
รวมถึงข้อเสนอที่ว่าด้วยการ “รีเซตพรรคการเมือง” ที่บางคนตั้งคำถามว่าจะซ้ำรอยการยุบพรรคหรือไม่ ที่สุดท้ายโดยมากก็เลือกอยู่ที่เดิม และพรรคก็ยังอยู่อย่างมั่นคง แต่ด้วยระบบที่วางมานี้ ทำให้เห็นได้ว่า จะไม่ซ้ำรอยอย่างแน่นอน เพราะหากต้องการเอาตัวรอด “นักการเมืองจำต้องแตกรัง” นโยบายที่เสนอไว้ในรูปแบบพรรคก็ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ เนื่องจากไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ รัฐบาลจะอยู่ในสถานะเอื้อเฟื้อแบ่งปันและอุปถัมภ์ ที่สำคัญผู้นำรัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องทำตามนโยบายที่แต่ละพรรคหาเสียง เพราะเขาก็จะไม่ใช่คนคนเดียวกับที่ไปหาเสียงกับประชาชนไว้
นอกจากนั้นประชาชนก็จะค่อยๆ หมดความหวังกับนักการเมืองลงไปเรื่อยๆ เพราะการเลือกใครมาก็ไม่ต่างกัน เพราะสุดท้ายคำหาเสียงก็จะเป็นเพียงลมปาก ที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง
ส่วนองคาพยพอื่นก็ต้องซูฮกต่อผู้มีอำนาจ ดังที่เราเริ่มเห็นการเกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่เริ่มมีคนที่ออกมาแสดงอาการสนับสนุน “นายกรัฐมนตรี” ให้เป็นต่อไปในสมัยหน้าอย่างออกนอกหน้า แม้ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งหรือที่เราเรียกว่า “นายกฯ คนนอก”
ก่อนหน้านี้อาจจะมีการเหนียมอายกับการเสนอความคิดเช่นนี้ แต่เมื่อมาถึงนาทีนี้แล้วไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการถูกสังคมมองอย่างเวทนา อาจจะไม่มีผลเท่ากับการมองด้วยสายตาเอ็นดูจากผู้มีอำนาจ
เราจึงเห็นบางคนที่ออกมาบอกว่าจะตั้งพรรคสนับสนุนผู้นำคนปัจจุบัน เราจึงเห็นคนที่ออกมากว่านายกฯ ไม่จำเป็นต้องตั้งพรรค และเสนอโมเดลแห่งอนาคตมีลอกมาจากอดีต เราจึงเห็นข้อเสนอกฎหมายเลือกตั้งที่ย้อนยุค เช่น ให้ คสช.คุมการเลือกตั้ง ให้ มท.จัดการเลือกตั้ง เราจึงเห็นการพยายามจำกัดการหาเสียงเพื่อทอนความได้เปรียบของนักการเมืองให้มากที่สุด
เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น เพราะทุกอย่างในโลกไม่ได้ลอยมาแบบไม่มีที่มาที่ไป พอๆ กับที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการรองรับโดยกระบวนการประชามติ
แต่คำถามคือ โครงสร้างเช่นนี้จะคงอยู่ได้ยาวนานขนาดไหน และจะทรงประสิทธิภาพได้อีกนานเพียงใด!
---------------------
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : การเมืองหลัง “รัฐธรรมนูญ 59” : โดย...อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น)



