คอลัมนิสต์

ใบสั่งสะดวกจ่ายชำระผ่านธนาคาร

ใบสั่งสะดวกจ่ายชำระผ่านธนาคาร

03 ก.ย. 2559

ใบสั่งสะดวกจ่ายชำระผ่านธนาคาร : เรื่องเล่าข่าวดัง  โดยภัทรลดา ก้อนทอง

             สภาพจราจรที่ติดขัดอย่างหนักเป็นปัญหาโลกแตกของกรุงเทพมหานคร กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของคนเมืองหลวงมายาวนาน ซึ่งยากที่จะแก้ไขให้ทุเลาเบาบาง นอกจากปริมาณยวดยานพาหนะที่เพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่องไม่เหมาะสมกับพื้นที่ถนนหนทางที่มีอยู่อย่างจำกัดแล้ว สาเหตุแห่งวิกฤติจราจรส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติการณ์การใช้รถใช้ถนนของคนเมืองหลวง ที่ยังไร้ระเบียบวินัยไม่เคารพกฎจราจร

             ในปีที่ผ่านมาตำรวจจราจรมีการออกใบสั่งให้ผู้ใช้รถใช้ถนนไปชำระค่าปรับหลังฝ่าฝืนคำสั่งจราจรมากถึง 1.4 ล้านใบ แต่เชื่อหรือไม่ในจำนวนนี้มีผู้ไปชำระค่าปรับเพียง 4 หมื่นใบเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่ามีผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรที่เพิกเฉยไม่ไปจ่ายค่าปรับจากการทำผิดกฎจราจรมากถึง 1 ล้านราย ซึ่งนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากฎหมายจราจรในประเทศไทยเวลานี้ยังไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์

             บ่อยครั้งที่เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยหนึ่งในข้อวิจารณ์ที่เกิดขึ้นเสมอคือ การเรียกรับผลประโยชน์ของผู้บังคับใช้กฎหมายจราจร เป็นที่มาของ “ส่วยจราจร” ส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจอย่างยิ่ง ทั้งที่ความจริงแล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นปฏิเสธไม่ได้ว่าขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้ที่ใช้รถใช้ถนนด้วย 

             มีการถกเถียงกันในวงของผู้ที่เคยทำผิดกฎจราจรอยู่บ่อยครั้งว่า แม้จะมีการประชาสัมพันธ์เป็นระยะว่า ผู้ที่ติดค้างไม่จ่ายค่าปรับจราจรหลังถูกออกใบสั่งจะไม่สามารถจ่ายภาษีรถยนต์หรือที่รับรู้กันว่าต่อทะเบียนรถได้ แต่เมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ บางรายเชื่อว่าสามารถทำได้ เพราะเป็นเรื่องของกฎหมายคนละฉบับ ใบสั่งจราจร เป็นการทำผิด พ.ร.บ.จราจร ขณะที่การจ่ายภาษีหรือการต่อทะเบียนรถนั้น เป็นเรื่องของ พ.ร.บ.ขนส่งทางบก

             ในจำนวนนี้มีไม่น้อยที่อ้างว่าสาเหตุหลักที่ไม่จ่ายค่าปรับตามใบสั่งเกิดจากความยุ่งยาก เพราะต้องไปติดต่อจ่ายเงินค่าปรับที่สถานีตำรวจในพื้นที่ที่กระทำผิดกฎ หรือที่กองบังคับการตำรวจจราจร ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนวิภาวดีรังสิต 

             ข้ออ้างนี้นำมาสู่การเสนอให้มีการปรับแก้ พ.ร.บ.จราจรทางบก เพื่อเพิ่มช่องทางชำระค่าปรับ ซึ่งมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 โดยวันนั้นมี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้มีมติรับหลักการพร้อมทั้งตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณา

             นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเนื้อหาสาระสำคัญว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เพิ่มช่องทางการชำระค่าปรับตามใบสั่งในกรณีที่ไม่มีการเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถ ทั้งนี้เป็นการชำระด้วยวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเครดิต หรือวิธีการอื่น โดยผ่านธนาคารหรือหน่วยบริการรับชำระเงิน เป็นไปตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด โดยหลักในการเสนอกฎหมายนี้ก็เพื่ออำนวยความสะดวก เตรียมมาตรการสำคัญในอนาคต และเป็นการพยายามคิดช่องที่ไม่ต้องมีการจ่ายเงินผ่านมือเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดเรื่องเหมือนที่เกิดเป็นข่าวในขณะนี้ โดยทั้งหมดเชื่อว่าจะทำให้เกิดวินัยได้

             หลังกระบวนการพิจารณานี้นานเกือบครึ่งปี ในที่สุดมาตรการนี้จึงมีผลบังคับใช้ โดยได้เริ่มเฟสแรกแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับธนาคารกรุงไทยขยายช่องทางให้บริการรับชำระค่าปรับจราจร เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ได้รับใบสั่ง ไม่ต้องไปชำระที่สถานีตำรวจ โดยรับชำระใบสั่งจากกล้อง ผ่านธนาคารกรุงไทยทุกสาขาใน กทม. และเคทีบี เน็ตแบงก์ ส่วนผ่านเครื่องเอทีเอ็มเริ่มให้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายนนี้ และตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป ผู้ที่ได้รับใบสั่งจราจรทุกประเภทจะสามารถชำระค่าปรับในทุกช่องทางการให้บริการของธนาคารกรุงไทยได้ทั่วประเทศ

             “ความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างตำรวจกับธนาคารถือเป็นการยกระดับมาตรฐานงานด้านบริการประชาชน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและธนาคารกรุงไทย ได้ร่วมกันพัฒนาระบบรองรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เนื่องจากธนาคารกรุงไทยมีศักยภาพในการติดตั้งระบบการเชื่อมต่อข้อมูลรองรับการชำระเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย มีระบบตรวจสอบการรับส่งเงิน ตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด จึงมั่นใจว่า บริการรับชำระค่าปรับจราจรผ่านธนาคารกรุงไทยจะช่วยลดขั้นตอน ระยะเวลา และภาระในการเดินทางของประชาชน และในเฟสต่อไป จะให้บริการรับชำระด้วยบัตรเดบิตและบัตรเครดิต ผ่านตัวแทนรับชำระเงิน (Banking Agent) และเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าว

             สอดคล้องกับ นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ที่ยืนยันว่า ใบสั่งที่ออกโดยตำรวจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2559 และมีแถบบาร์โค้ดไปชำระที่เคาน์เตอร์สาขากว่า 1,200 แห่ง ทั่วประเทศ และเคทีบี เน็ตแบงก์ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ และผ่านเครื่องเอทีเอ็มกว่า 9,000 เครื่อง ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2559 นอกจากนี้ธนาคารจะขยายการรับชำระใบสั่งทุกประเภททุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ ภายในเดือนมกราคม 2560

             ส่วนธนาคารอื่นๆ รวมถึงบริการของเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่ให้บริการอยู่ตามร้านสะดวกซื้อจะสามารถเปิดให้บริการรับชำระค่าปรับจราจรตามใบสั่งได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ซึ่งมาตรการนี้เป็นการเพิ่มช่องทางในการชำระค่าปรับจราจร เพื่อขยับสัดส่วนการชำระค่าปรับตามใบสั่งจากเดิมที่มีเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ให้ได้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเร็วที่สุด นอกจากนี้จะมีการรวบรวมข้อมูลผู้กระทำความผิด หากมีความผิดซ้ำจะเพิ่มโทษค่าปรับและพักใช้ใบอนุญาตขับขี่

             สมนึก ดวงแก้ว ผู้ใช้รถใช้ถนน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องที่ดีที่มีการเพิ่มช่องทางการชำระค่าปรับความผิดจราจรตามใบสั่ง จะทำให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เสียเวลามาก เนื่องจากต้องไปจ่ายค่าปรับที่สถานีตำรวจ และยังเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องส่วยจราจรได้ในระดับหนึ่ง เพราะไม่สามารถเรียกรับกันได้โดยตรง แต่ยังไม่มั่นใจว่า มาตรการนี้จะแก้ปัญหาการจราจรได้หรือไม่ เนื่องจากปัญหาวิกฤติจราจรในกรุงเทพมหานครทุกวันนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย

             “การไร้ระเบียบวินัยของผู้ใช้รถใช้ถนนคือสาเหตุหนึ่ง แต่ความไร้ความรับผิดชอบของหลายหน่วยงานต่างมีส่วนนะ ผมเห็นถนนในหลายพื้นที่เดี๋ยวขุดเดี๋ยวเจาะ บางทีเสร็จแล้วกลบไม่สนิท บางทีเอาแผ่นเหล็กไปปิดไว้ เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนอดคิดไม่ได้ว่า งบประมาณก่อสร้างบ้านเรามันมากมายขนาดนั้นเลยหรือ เห็นเดี๋ยวทุบเดี๋ยวสร้างใหม่อยู่เสมอ ไม่รู้เมื่อไหร่จะแล้วเสร็จกันเสียที ผมว่านี่แหละคือปัญหาหลักที่ทำให้จราจรของกรุงเทพฯ เข้าขั้นวิกฤติ” สมนึก ตั้งข้อสังเกต