
ส่องไทม์ไลน์‘กฎหมายสำคัญ’รธน.ใหม่-ล็อกให้ต้องทำ!
ส่องไทม์ไลน์‘กฎหมายสำคัญ’รธน.ใหม่-ล็อกให้ต้องทำ
ในวันที่ 6 เม.ย. 2560 ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 สิ่งหนึ่งที่ต้องทำหลังจากมีผลบังคับใช้คือ การออกกฎหมายใหม่หรือปรับปรุงกฎหมายเดิมให้สอดคล้องกับเนื้อหาของ รัฐธรรมนูญถาวร
เหตุผลที่ต้องจับตา เพราะขั้นตอนของการออกกฎหมายนั้น เสมือนเป็นหลักประกันความไม่ “เสียของ” จากการเข้ามารัฐประหารประเทศ โดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มองตามเกม พลันที่รัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้ หน่วยงานของรัฐ โดยการสั่งการของ คณะรัฐมนตรี (ครม.) และหน่วยงานอิสระ ต้องระดมสรรพกำลังเพื่อสังคยายนากฎ ระเบียบของตัวเอง โดยมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นกองหนุน
บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติได้ล็อกไทม์ไลน์ให้การออกกฎหมายที่สำคัญ ทำให้เสร็จสิ้นภายในช่วงรัฐบาล คสช. ซึ่งแบ่งได้เป็นระยะๆ ดังนี้
เริ่มจากระยะไม่เกิน 60 วัน
ให้ ครม. ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษา ทำข้อเสนอแนะ และยกร่างกฎหมายว่าด้วยการศึกษา โดยหลักสำคัญคือ การทบทวนเนื้อหา พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ต้องครอบคลุมทุกมิติด้านการศึกษาตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ไปจนถึงการศึกษาตามความต้องการ
ระยะไม่เกิน 120 วัน
ให้ ครม.ออกกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ มีสาระสำคัญ คือ กำหนดกลไกให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมทำแผน ซึ่งการดำเนินงานอาจเป็นไปภายใต้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ
และให้มี กฎหมายว่าด้วยขั้นตอนและแผนขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ โดยเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามคำสั่งของรัฐบาล ต้องทำกฎหมาย ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนและแผนการปฏิรูปที่หน่วยงานรัฐดำเนินการ ขณะเดียวกันระหว่างทำกฎหมายต้องรับฟังข้อเสนอแนะจาก สปท.ด้วย โดยล่าสุด สปท.ภายใต้กรรมาธิการหลายคณะได้ตั้งวงเพื่อเตรียมส่งข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อแล้ว
ระยะไม่เกิน 180 วัน
“ครม.” ต้องปรับปรุง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) พ.ศ.2553 เพื่อปรับโครงสร้าง กสทช.เป็นองค์กรอิสระมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญเกี่ยวกับคลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะ และประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้
ระยะไม่เกิน 240 วัน
“หน่วยงานของรัฐ” ภายใต้การสั่งการของ ครม. ต้องทำร่างกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ คือ ร่างกฎหมายว่าด้วยการศึกษาและประเมินผลกระทบคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน, ร่างกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ และร่างกฎหมายที่ส่งเสริมให้ภาคประชาชนรวมตัวเพื่อต่อต้าน ขจัด การทุจริต ประพฤติมิชอบทั้งภาครัฐ และเอกชน
โดยข้อกำหนดที่สำคัญ คือ หากระยะ 240 วันนั้น หน่วยงานของรัฐใดไม่ดำเนินการ ให้ ครม.สั่งหัวหน้าหน่วยงานของรัฐพ้นจากตำแหน่ง เพื่อเป็นหลักประกันให้หน่วยงานรัฐต้องปฏิบัติตาม อย่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ชั้นพิจารณา สนช.กำหนดกรอบต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน นับแต่ได้รับร่างกฎหมาย
“คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” มีภาระพิเศษต่อเนื่อง เพื่อทำ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) จำนวน 10 ฉบับ ได้แก่ 1.พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. ต้องเขียนสาระสำคัญ คือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องยื่นหลักฐานการเสียภาษีเงินได้ประกอบการสมัครฯ, 2.พ.ร.ป.การได้มาซึ่งส.ว. โดยมีส่วนต้องเน้นคือ ขั้นตอนการเลือกกันเองตามกลุ่มวิชาชีพ-ประสบการณ์ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม
3.พ.ร.ป.พรรคการเมือง เนื้อหาสำคัญต้องคำนึงการปฏิรูปนักการเมือง อาทิ มีกลไกความรับผิดชอบของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่และนโยบาย การบริหารพรรคการเมืองต้องเปิดเผย-ตรวจสอบได้ พรรคการเมืองต้องทำงานโดยอิสระ ไม่มีการครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค เปิดให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งจะมีการ “รีเซต” พรรคการเมืองหรือไม่ ก็อยู่ที่ พ.ร.ป.ฉบับนี้
4.พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้ง 5.พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 6.พ.ร.ป.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ต้องเขียนเนื้อหาสำคัญ คือ กำหนดระยะที่แล้วเสร็จอย่างชัดเจน ส่วนงานไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระว่าทำทุจริต ละเว้นต่อหน้าที่ 7.พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดิน 8.พ.ร.ป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องเขียนเนื้อหาให้ชัดเจนต่อกระบวนการ เงื่อนไขการยื่นคำร้อง การพิจารณา และทำคำวินิจฉัย รวมถึงการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญ 9.พ.ร.ป.การพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ 10.พ.ร.ป.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กำหนดให้มีสาระสำคัญ คือ การสรรหากรรมการ ให้ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนมีส่วนร่วมในการสรรหาด้วย
ระยะไม่เกิน 1 ปี
“ครม.” ต้องเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคลในศาลยุติธรรม, ร่างกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานงานบุคคลในศาลปกครอง และร่างกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการกระทำที่ไม่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในองค์กรอัยการ ต่อ สนช.
“ครม.” ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 1 คณะ เพื่อปฏิรูปกิจการตำรวจ โดยมีหน้าที่สำคัญคือ การแก้ไข, ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจ รวมถึงการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง โยกย้าย
และ “ศาลรัฐธรรมนูญ และ องค์กรอิสระ” ต้องทำประมวลจริยธรรมเพื่อใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ โดยต้องมีสาระสำคัญคลุมถึงข้อห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้สถานะหรือตำแหน่งทั้งทางตรงและทางอ้อม ก้าวก่าย แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองโดยไม่ชอบ พร้อมกำหนดโทษของผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง
นอกจากร่างกฎหมายที่ถูกล็อกไว้ให้ต้องทำ!! แล้ว ยังพบว่ามีบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญหลายมาตราที่มีคำห้อยท้ายว่า “ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ” ซึ่งเป็นเหมือนพันธะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีผลผูกพันให้ต้องทบทวนเนื้อหากฎหมายที่มีอยู่เพื่อให้สอดคล้องกับกติกาใหม่อันสูงสุดของประเทศ เช่น กฎหมายว่าด้วยองค์กรผู้บริโภค, กลุ่มกฎหมายว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น



