
'ทนาย'ทันสมัย-รายได้มั่นคงสภาทนายความยุค'ถวัลย์ รุยาพร'
'ทนาย'ทันสมัย-รายได้มั่นคงคอนเซ็ปต์สภาทนายความ-ยุค'ถวัลย์ รุยาพร' : สำนักข่าวเนชั่นรายงาน
ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ “ถวัลย์ รุยาพร” ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งนายกสภาทนายความและคณะอีก 22 คนในทีมของเขา สามารถเอาชนะ “แชมป์เก่า” ทีมผู้สมัครคู่แข่ง อย่าง เดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ ซึ่งเพิ่งครบวาระและเคยเป็นนายกสภาทนายความรวมถึง 3 สมัย ในการเลือกตั้งนายกและกรรมการสภาทนายความเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา
สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ทีมของ “เดชอุดม” ที่ครองอำนาจการบริหารในสภาทนายความมาหลายสมัย ต้องเพลี่ยงพล้ำให้แก่ทีมของ “ถวัลย์” ในการแข่งขันชิงตำแหน่งนายกสภาทนายความและกรรมการสภาทนายความในครั้งนี้ ก็น่าจะมาจากการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ทนายความ เปิดช่องให้ชาวต่างชาติมาประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้ทนายความจำนวนไม่น้อยไม่พอใจ ทำให้คะแนนเสียงของทีีมเดชอุดมหดหายไปในการเลือกตั้งครั้งนี้
"ถวัลย์ รุยาพร" นายกสภาทนายความคนใหม่ บอกถึงนโยบายในการบริหารงานว่า สิ่งแรกที่จะทำคือ การขอถอนร่าง พ.ร.บ.ทนายความ ที่คณะกรรมการสภาทนายความชุดเดิมเคยเสนอออกใบอนุญาตให้ทนายความต่างชาติว่าความในประเทศไทยได้ ซึ่งตอนนี้ร่างดังกล่าวอยู่ที่ รมว.ยุติธรรม เนื่องจากอาชีพกฎหมายเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย และทนายความส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ทนายความต่างชาติมาว่าความในประเทศไทยได้
“เมื่อเราถอนร่าง พ.ร.บ.ทนายความกลับมาแล้ว ก็จะนำเรื่องที่จะให้ทนายความต่างชาติว่าความในประเทศไทยได้ มาถามทนายความทั่วประเทศว่า เห็นด้วยหรือไม่ โดยจะทำในรูปของประชาพิจารณ์ ถ้าผลออกมาไม่เห็นด้วยเรื่องนี้ก็คงต้องตกไป แต่ถ้าเกิดเห็นด้วย คณะกรรมการสภาทนายความ จะนำเรื่องนี้มาพิจารณาดูอีกทีว่า จะแก้ไขตรงไหนหรือดำเนินการอย่างไรต่อไป สำหรับผมเห็นว่า ต้องทำการพัฒนาทนายความของเราให้มีความพร้อมเสียก่อน แล้วจึงค่อยเปิดเสรีให้ทนายความต่างชาติเข้ามาว่าความในประเทศไทยได้ เพราะถ้าขืนเปิดเสรีีตอนนี้ เราสู้ต่างชาติไม่ไหวในเรื่องของระบบทุน เช่น การลงทุนในการเปิดสำนักงานทนายความ เป็นต้น ก็เหมือนกับที่ห้างจากต่างชาติเข้ามาในไทย ทำให้ร้านขายของชำของคนไทยตายเรียบ ดังนั้นต้องใช้เวลาในการพัฒนาทนายความเราในด้านองค์ความรู้ พัฒนาฝีมือทนายความ ให้มีความพร้อมเสียก่อน”
สำหรับนโยบายต่อมาของ “ถวัลย์” ก็คือ การปฏิรูปทนายความให้ทันสมัย ทัดเทียมกับวงการอื่นในกระบวนการยุติธรรม เช่น ตำรวจ อัยการ ศาล ทั้งในด้านวิชาการและกฎหมาย
“ต่อไปจะมีโครงการผลิตทนายความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็เหมือนแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้นต่อไปก็จะมีทนายความด้านคดีแรงงาน, คดีครอบครัว, คดีทรัพย์สินทางปัญญา และจะมีการเสนอกฎหมายให้ทนายความมีรายได้มากขึ้น เช่น บริษัท ห้างร้าน ต้องมีทนายความประจำ เปรียบเสมือนร้านขายยาต้องมีเภสัชกรประจำ”
“ถวัลย์” เล่าว่า ปัจจุบันมีผู้ที่ขึ้นทะเบียนต่อสภาทนายความกว่า 8 หมื่นคน แต่ประกอบวิชาชีพทนายความจริงๆ เพียงประมาณ 2 หมื่นคน ซึ่งในจำนวนนี้มีทนายความบางส่วนที่ยังมีรายได้น้อย ไม่มีความมั่นคงในอาชีพการงาน
“ทนายความต้องมีความมั่นคงในวิชาชีพ ที่ผ่านมาทนายความเราอิสระ ต่างก็ว่าความประกอบอาชีพกันไป กระจัดกระจายกันไป แต่ต่อไปจะมีการรวมทนายความให้เป็นปึกแผ่น ด้วยการเสนอกฎหมายที่ทำให้วิชาชีพทนายความมีมาตรฐาน เพื่อที่ทนายความจะได้เป็นปึกแผ่น”
นอกจากนี้ อีกเรื่องก็คือ เรื่องของสวัสดิการของทนายความ ซึ่งนายกสภาทนายความคนใหม่มีความคิดที่จะทำ “ประกันภัยกลุ่ม” ให้แก่ทนายความ เพื่อดูแลในเรื่องการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ
ส่วนในเรื่องการดูแลเกี่ยวกับ “จริยธรรม” เพื่อไม่ให้ทนายความมีความประพฤติออกนอกลู่นอกทางนั้น “ถวัลย์” บอกว่า จะไม่เน้นในเรื่องการลงโทษทนายความ เพราะเชื่อว่า สิ่งที่ทนายความบางคนทำลงไปนั้น เพราะไม่รู้ว่าเป็นการผิด “จริยธรรม” คงไม่มีทนายความคนไหนต้องการให้ตัวเองถูกลงโทษในด้านวิชาชีพที่ใช้ทำมาหากิน
“ดังนั้นผมจะเน้นในเรื่องการให้ความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมต่อทนายความ โดยการจัดสัมมนา อบรม เกี่ยวกับจริยธรรมของทนายความ เช่น ให้ความรู้แก่ทนายความว่าเมื่อรับคดีมาแล้วต้องรีบทำหน้าที่ อย่าทิ้งขว้างคดีของลูกความ รวมทั้งจะทำเอกสารเผยแพร่เรื่องจรรยาบรรณต่อทนายความด้วย”
ส่วนเรื่องทนายความอาสา ช่วยเหลือประชาชนที่มีความเดือดร้อนทางกฎหมายฟรี ไม่คิดเงิน ยังคงเดินหน้าต่อไป เช่นเเดียวกับงานเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายสู่ชุมชนและผ่านสื่อมวลชน
ทั้งนี้วาระการดำรงตำแหน่งของนายถวัลย์และทีมงานในการบริหารงานสภาทนายความ จะมีระยะเวลา 3 ปี
เป็นกรรมการสภาทนายความ ได้ประโยชน์อะไรหรือไม่
อาจจะมีบางคนสงสัยว่า ทำไมถึงมีการแข่งขันกันมาเป็นกรรมการสภาทนายความ คนที่ต้องการเป็นกรรมการสภาทนายความหวังได้ผลประโยชน์อะไรหรือไม่ หรือมี “ขุมทรัพย์” ในสภาทนายความให้ตักตวงหรือไม่
ในเรื่องนี้ได้สอบถาม “ทนายความ” ที่คร่ำหวอดในวงการ เขาอธิบายให้ฟังว่า คนที่มาเป็นกรรมการสภาทนายความนั้น เป็นเรื่อง “จิตอาสา” ที่ต้องการทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม ไม่มีเงินเดือน ไม่มีเงินประจำตำแหน่ง จะได้เป็นเบี้ยประชุมแต่ละครั้งไป อย่างกรรมการสภาทนายความจะประชุมเดือนละครั้ง ได้เบี้ยประชุมครั้งละ 500-1,000 บาท เนื่่องจากคนที่มาเป็นกรรมการสภาทนายความมีรายได้ประจำอยู่แล้ว นอกเหนือจากการเป็นกรรมการสภาทนายความ
“อาจจะมีบ้างที่การได้เป็นกรรมการสภาทนายความทำให้บางคนมีชื่อเสียง คนรู้จักมากขึ้น ได้ออกสื่อ คนยอมรับมากขึ้น ซึ่งอาจมีผลโดยอ้อม ทำให้มีคดีเข้าสำนักงานมากขึ้น ได้ค่าว่าความมากขึ้น อาจจะได้ไปเป็นกรรมการที่อื่นบ้าง เช่น นายกสภาทนายความเป็นกรรมการดีเอสไอโดยกฎหมาย, เป็นกรรมการคัดเลือกกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ, เป็นคณะอนุกรรมการของหน่วยงานราชการบางแห่ง เช่น กระทรวงสาธารณสุข แต่การที่ไปเป็นกรรมการตามที่ต่างๆ ก็เกิดจากการที่กฎหมายเขียนไว้หรือหน่วยงานนัั้นๆ เชิญมา ซึ่งก็ได้เบี้ยประชุมจากการไปเป็นกรรมการหรืออนุกรรมการที่อื่นครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองกับบางคนภายหลังที่ได้เป็นกรรมการสภาทนายความ แต่ไม่มีใครที่เข้ามาเป็นกรรมการสภาทนายความโดยตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะได้สิ่งเหล่านี้หรือผลพลอยได้แบบนี้"
แหล่งข่าวคนดังกล่าวเล่าต่อว่า ส่วน “องค์กรสภาทนายความ” ก็ไม่ได้มีเงินทองอะไร ตอนนี้มีแต่ “หนี้” ที่กรรมการสภาทนายความต้องเข้ามาแก้ไขจัดการ
“แต่ละปีสภาทนายความจะได้งบประมาณสนับสนุนจากรัฐปีละ 50 ล้านบาท เพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย แต่เงินก้อนดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่สภาทนายความ โดยอยู่กับกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากในการของบของสภาทนายความต้องเสนอผ่านกระทรวงยุติธรรมและให้กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ขอจากรัฐอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นสภาทนายความจึงต้องทำเรื่องเบิกจ่ายเงินต่อกระทรวงยุติธรรมเป็นครั้งๆ ไป และต้องมีหลักฐานการใช้เงินในแต่ละครั้ง อีกทั้งจะมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของสภาทนายความทุกปี และเงินก้อนนี้จะนำไปใช้ในการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเท่านั้น กรรมการสภาทนายความไม่มีสิทธิเอาไปใช้"
ส่วนรายได้อื่นของสภาทนายความก็จะมีค่าใบอนุญาตทนายความ ถ้าเป็นใบอนุญาตตลอดชีพ ใบละ 4,000 บาท ใบอนุญาตประเภท 2 ปี ใบละ 800 บาท ซึ่งเงินที่ได้ก็นำมาใช้ในกิจการของสภาทนายความทั้งสิ้น นำมาจ่ายค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟของสำนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกจิปาถะ นอกนั้นสภาทนายความก็มีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากการขายเนกไท เข็มขัด หนังสือ และมีผู้บริจาคทรัพย์สินให้สภาทนายความบ้าง อย่างมากก็เป็นเงินแค่หลักแสน
ที่สำคัญ ที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการก่อตั้งสภาทนายความ ยังไม่เคยมีกรรมการสภาทนายความคนใดถูกกล่าวหาหรือถูกลงโทษเกี่ยวกับเรื่องการใช้เงินของสภาทนายความแต่อย่างใด



