คอลัมนิสต์

ปัญหาโรฮิงญา : จากอดีตสู่ปัจจุบัน (1)

ปัญหาโรฮิงญา : จากอดีตสู่ปัจจุบัน (1)

02 ก.ย. 2559

ปัญหาโรฮิงญา : จากอดีตสู่ปัจจุบัน (1) : วิถีมุสลิมโลก

             อาระกัน (Arakan) หรือยะไข่ในปัจจุบัน มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า รัฐระไคน์ หรือ “ยะไข่” (Rakhine State) ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของประเทศพม่า มีเมืองหลวงชื่อ ซิตตะเว่ (Sittwe) ในอดีตเคยเป็นอาณาจักรที่ปกครองตัวเองอย่างอิสระ มีอาณาเขตติดต่ออนุทวีปจนถูกมองว่าเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของอินเดียตอนใต้

             ศาสนาอิสลามมีความรุ่งเรืองในยะไข่ในช่วงศตวรรษที่ 14–16 หรือในช่วงราชวงศ์มรัคอู (Mrauk-U) ซึ่งเคยเป็นเมืองท่าสำคัญของอ่าวเบงกอลระหว่างช่วงศตวรรษที่ 7–17 และเป็นด่านหน้าในสงครามอังกฤษ-พม่าในยุคล่าอาณานิคม ต่อเนื่องมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างอังกฤษกับญี่ปุ่น

             ด้วยลักษณะทางภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าว การพัฒนาทางประวัติศาสตร์ของยะไข่ก่อนยุครัฐชาติสมัยใหม่จึงเกิดขึ้นท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมและพลวัตทางเศรษฐกิจการเมือง

             ความจริงศาสนาอิสลามได้เข้ามามีอิทธิพลในยะไข่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 จากการเข้ามาตั้งรกรากของนักเดินเรือชาวมุสลิม แต่อิสลามกลายเป็นศาสนาที่มีความรุ่งเรืองสูงสุดระหว่างศตวรรษที่ 14-16 โดยในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ปรากฏว่าไม่มีบันทึกเกี่ยวกับความขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์เกิดขึ้นแต่อย่างใด จนกระทั่งถึงยุคอาณานิคม

             ความขัดแย้งเริ่มก่อตัวจากปัญหาเศรษฐกิจ เมื่ออังกฤษสนับสนุนให้คนอินเดียจำนวนมากที่เป็นชาวมุสลิมอพยพเข้าสู่พม่า และได้เบียดขับคนท้องถิ่นออกจากพื้นที่เศรษฐกิจ ต่อมาในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพพม่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างชาวอินเดียกับชาวพม่าได้เชื่อมโยงเข้ากับกระบวนการทางเมืองภายใต้แนวคิด “ชาตินิยมแนวพุทธแบบพม่า”

             แนวคิดและปฏิบัติการต่อต้านชาวอินเดียได้แพร่กระจายไปยังพื้นที่เศรษฐกิจทั่วไปในพม่าเมื่อขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านไม่แยกแยะระหว่างชาวมุสลิมอินเดียกับชาวมุสลิมพม่า แต่มองว่าชาวมุสลิมทั้งหมดเป็นผู้อพยพจากอินเดีย การต่อต้านชาวมุสลิมแบบเหมารวมจึงได้แพร่ขยายออกไปในเวลานั้น และได้พัฒนาไปสู่ความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม-โรฮิงญาในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นโดยการสนับสนุนของชาวพุทธพม่าได้ทำสงครามกับอังกฤษ ซึ่งมีความใกล้ชิดและได้รับการสนับสนุนจากชาวมุสลิม-โรฮิงญา

             ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 เมื่อประเทศต่างๆ เริ่มเข้าสู่กระบวนการประกาศเอกราชจากอาณานิคม ชาวมุสลิม-โรฮิงญาในยะไข่จึงได้แสดงเจตนารมณ์ในการขอแยกตัวเป็นอิสระจากพม่า เนื่องจากมีความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรม นอกจากนี้ความขัดแย้งยังเกิดจากการก่อตัวของแนวคิดการรวมชาติอิสลาม ดังจะเห็นได้จากข้อเรียกร้องให้รวมเอายะไข่ตอนเหนือเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

             เมื่อพม่าได้รับเอกราชใน ค.ศ.1948 ยะไข่จึงถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศพม่า อัตลักษณ์ของชาวมุสลิม-โรฮิงญาได้ปะทะโดยตรงกับชาติพม่าที่ตีความ “ความเป็นชาติ” โดยผนวกรวมระหว่างเชื้อชาติพม่าเข้ากับศาสนาพุทธ ในขณะที่ชาวมุสลิม-โรฮิงญาก็ยังคงเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิปกครองตนเอง รัฐบาลพม่าจึงกล่าวหาคนกลุ่มนี้ว่าเป็นชาวต่างชาติที่ไม่มีพื้นเพในพม่า

             การต่อต้านชาวมุสลิม-โรฮิงญาถูกพัฒนาและเผยแพร่อย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้กลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการปกครองตนเองของชาวมุสลิม-โรฮิงญาได้ยุติบทบาทในปลายทศวรรษที่ 1990 และปัจจุบันสถานการณ์ภายในพม่าได้คลี่คลายไปสู่วิถีทางการเป็นประเทศประชาธิปไตย

             แต่การต่อต้านชาวมุสลิม-โรฮิงญากลับยังคงดำรงอยู่ และรัฐบาลพม่าไม่มีความพยายามยับยั้งความขัดแย้งอย่างเป็นรูปธรรม มิหนำซ้ำยังมีทีท่าสนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน