
จะปฏิรูปทุนนิยมผูกขาดอย่างไร
จะปฏิรูปทุนนิยมผูกขาดอย่างไร : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น
ไม่ว่าใครจะนิยามประเทศไทยว่าเป็นแบบใด แบบเกษตรกรรม แบบประชาธิปไตย แบบเผด็จการหรือแบบไทยๆ แต่แบบหนึ่งซึ่งไม่ผิดแน่ๆ คือ ไทยเราเป็นประเทศที่ทุนนิยมเฟื่องฟูมาก พ่อค้าร่ำรวยผูกขาดเศรษฐกิจอย่างได้ผล และพยายามผูกขาดมากขึ้นทุกทีๆ ด้วย การกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดช่องว่างของฐานะและชนชั้นมหาศาล เป็นปัญหาโครงสร้างที่แก้ไม่ได้ ถึงเคยพยายามจะแก้ก็ไม่สำเร็จ จนบัดนี้ก็ไม่ต้องคิดจะแก้กันเลย ทุนนิยมกระชับสัมพันธ์แน่นกับฝ่ายปกครอง ถึงขั้นกำหนดชะตากรรมเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ แล้วจะต้องปฏิรูปกันไหม
โครงการปัญหารถไฟฟ้าสีม่วงเป็นภาพย่อยที่เป็นตัวแบบให้เราเข้าใจภาพใหญ่ว่า สังคมไทยก็กำลังเผชิญกับปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ ที่ทุกทางออกมีแต่เจ็บปวด กรณีรถสีม่วงที่ขาดสถานีต่อเชื่อมอยู่ 1 สถานี สร้างความไม่สะดวกแก่ผู้สัญจรนั้น ปัญหามาจากการเย่อกันระหว่างสองแนวคิด กทม.ต้องการให้เจ้าเดิมที่ทำทำรถไฟฟ้าสีน้ำเงินสำเร็จไปแล้วมาทำสายสีม่วงด้วย จะได้ต้นทุนถูกๆ แต่สภาพัฒน์ไม่ต้องการให้มีการประเคนสัญญาให้เจ้าเดิมทำ เพราะจะเป็นการผูกขาด ยื้อกันห้าปีก็ไม่มีใครทำ เพราะค่าทำเดี่ยวๆ เชื่อมต่อระบบสองสายนั้นแพง เรื่องนี้จะโทษใคร จะโทษเอกชนเจ้าเก่าเจ้าใหม่ว่าเห็นแก่ตัวก็ไม่ถนัด เพราะเขาเป็นพ่อค้าก็ต้องอยากได้แต่กำไร ขาดทุนก็ไม่เอา จะให้รัฐประเคนให้ตามเขาเรียกคนลงนามก็จะถูกมองไว่ามีนอกมีใน เรื่องมันเลยล่าช้า
ในภาพใหญ่ ทุนนิยมยักษ์ใหญ่บ้านเราสยายปีกครอบคลุมทุกหย่อมหญ้าต่อทุนขยายไปเรื่อย ใหญ่โตตามทุนและขีดความสามารถของตน ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไม่มีใครหาญมาแข่งด้วย เพราะแข่งไปก็ไม่ไหว ด้านราคา การผลิต สายป่าน หรือแม้แต่การตลาด พวกเอสเอ็มอีสู้ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ถ้าไม่ยอมเป็นลูกไล่ซื้อของเขามาทำกำไรนิดหน่อยกับตลาดหยิบมือของตน ก็ต้องยอมเป็นซัพพลายเออร์ให้ หรือต้องฉีกไปทำอย่างอื่น ซึ่งเดี๋ยวเงื้อมมือยักษ์ก็ไปถึง ไปแข่งและกลืนกินอีก การพัฒนาและเทคโนโลยีขององค์กรเล็กๆ เป็นอันเลิกพูดกัน ยักษ์เหล่านี้ผูกขาด แต่ก็ทำให้ผู้บริโภคพอใจในระดับหนึ่งคือ จ่ายถูก รวดเร็ว ประกันคุณภาพพอได้ แล้วจะมีใครกล้าปฏิรูปให้เกิดความเท่าเทียม กล้าให้โอกาสบริษัทเล็ก แต่ต้องรับสภาพเสี่ยง เจ็บปวด ลำบาก และกินเวลานาน
ตราบใดที่ไม่เกิดการปฏิรูปขนานใหญ่ที่ล้มทุนนิยมทั้งระบบ สภาพเศรษฐกิจไทยก็ต้องเดินไปอย่างนี้ การพยายามใดๆ อาจเยียวยาคนเป็นรองได้บ้าง ผลักดันบริษัทเล็กๆ ที่โดดเด่นเติบโตร่ำรวยได้บ้าง แต่ธุรกิจทั้งระบบยังอยู่ภายใต้การครอบงำของยักษ์ใหญ่ไม่เปลี่ยนแปร เราจะยอมเห็นแก่สะดวกสบายเอาโอท็อปไปผูกกับทุนยักษ์หรือให้โชห่วยไปอิงร้านเชนหมื่นสาขา หรือพยายามสร้างหลักความเท่าเทียมยุติธรรมแต่สาหัสแพงเจ็บปวด ก็ไม่ทราบเหมือนกัน อาจจำยอมเห็นการผูกขาดต่อไป ช่องว่างฐานะชนชั้นแตกแยกอย่างหนักก็ต้องทน เพราะถ้าเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น สถานการณ์ก็อาจย่ำแย่ไปอีกทาง แล้วจะปฏิรูปอย่างไรดี



