คอลัมนิสต์

ถอดถอนครั้งสุดท้าย

ถอดถอนครั้งสุดท้าย

23 ส.ค. 2559

ถอดถอนครั้งสุดท้าย : ขยายปมร้อน โดยศรายุทธ สายคำมี

 การประชุมสนช.เมื่อวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่ผ่านมา นับเป็นประวัติศาสตร์การเมืองของไทยอีกวันหนึ่ง

เมื่อวันพฤหัสบดีทีี่ 18 สิงหาคม คณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงปิดสำนวนถอดถอน นายประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย ออกจากตำแหน่ง กรณีใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการทำงานขององค์การตลาด (อต.) ในการพิจารณาลงโทษการทุจริตของนายธีธัช สุขสะอาด อดีต ผอ.องค์การตลาด ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557

เรื่องราวมีอยู่ว่า นายประชา ได้เป็น รมช.มหาดไทย แต่เจ้ากระทรวงยังไม่ได้แบ่งงานให้ดู แต่กลับไปโทรสั่งให้รองประธานบอร์ด องค์การตลาด ระงับการประชุมบอร์ดออกไปก่อน

เพราะวันที่จะประชุมบอร์ดองค์การตลาดนั้น มีวาระเลิกจ้างนายธีธัช

นั่นก็ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปแล้วดอกหนึ่ง เพราะถือว่า ไปล้วงลูกแทรกแซงตั้งแต่ยังไม่มีอำนาจกำกับดูแล

ถึงจะงงๆ กับการกระทรวงมหาดไทย มีองค์การตลาดในสังกัดได้อย่างไร แต่ก็ชัดเจนว่า อำนาจการเลิกจ้าง ผู้อำนวยการองค์การตลาดเป็นของบอร์ดองค์การตลาดเขา

ต่อมาบอร์ดองค์การตลาด ก็มีมติเลิกจ้างนายธีธัช ก็ทำให้นายประชามีคำสั่งปลดบอร์ดองค์การตลาด

ป.ป.ช.บอกว่า พฤติการณ์ของนายประชาแสดงถึงการใช้อารมณ์และอำนาจในการบริหารรัฐวิสาหกิจ เป็นการล้วงลูก ทำลายระบบบริหารงานรัฐวิสาหกิจร้ายแรง ไม่ให้มีอิสระในการทำงาน ถูกฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงไม่จบสิ้น จึงเข้าข่ายสมควรให้ สนช.ลงมติถอดถอน

นายประชา ปฏิเสธทุกกล่าวหาของ ป.ป.ช. และยืนยันว่า มีอำนาจ ไม่มีเจตนาแทรกแซง

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม สนช.ลงคะแนนลับถอดถอนนายประชาออกจากตำแหน่งด้วยคะแนน 182 เสียง ไม่ถอดถอน 7 เสียง งดออกเสียง 2

นายประชาจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

กรณีนายประชา นับเป็นกรณีที่ 2 เพราะก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยโดนถอดถอนมาแล้ว เพราะไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนเกิดความเสียหายหลายแสนล้านบาท

เรื่องราวอย่างนี้ หากเป็นช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบเมื่อก่อน ก็คงจะไม่มีใครต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองอย่างแน่นอน

วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งไม่เคยถอดถอนใครได้มาก่อน จนทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ตัดประเด็นที่ให้อำนาจวุฒิสภาพิจารณาถอดถอนนักการเมืองออกไป แล้วให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มี 2 ศาล เพื่อให้นักการเมืองอุทธรณ์ได้

นั่นก็เพราะการเมืองไทยคงจะยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนักหากเป็นกติกาแบบเดิมๆ ที่เอื้อให้ครอบครัว หรือเครือญาติ หรือกลุ่มผลประโยชน์ร่วม มีสิทธิให้คุณให้โทษกันและกัน

บุญคุณนั้นพร้อมที่จะแปรเป็นผลประโยชน์ทางการเมืองได้ทุกเมื่อ

อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่า การทำหน้าที่ของ สนช.ครั้งนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว การถอดถอนนักการเมืองภายใต้กติกาเดิมจะไม่มีอีกแล้ว

นั่นก็หมายความว่า ระบบอุปถัมภ์ที่ทำลายหลักนิติธรรมก็จะเจือจางลงไปด้วยเช่นกัน