คอลัมนิสต์

มองเหตุทมิฬ7จังหวัดภาคใต้จาก‘นัจมุดดีน-ปณิธาน’ 

มองเหตุทมิฬ7จังหวัดภาคใต้จาก‘นัจมุดดีน-ปณิธาน’ 

23 ส.ค. 2559

มองเหตุทมิฬ7จังหวัดภาคใต้จาก‘นัจมุดดีน อูมา-ปณิธาน วัฒนายากร’ 

            ยังคงสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษสำหรับเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดเพื่อสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ในช่วงวันที่ 10-12 สิงหาคม โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ และฝ่ายมั่นคงต่างฟันธงว่า เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็น “ระเบิดการเมือง” ที่เกิดจากฝีมือกลุ่มการเมืองผู้เสียประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ที่ผ่านฉลุยในการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม โดยให้น้ำหนักไปที่ “กลุ่มการเมืองในพื้นที่” โดยอาจเป็นคนสนับสนุนกลุ่มคนร้ายให้ออกมาท้าทายอำนาจรัฐในลักษณะเช่นนี้

            เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว “นัจมุดดีน อูมา” อดีต ส.ส.นราธิวาส กลุ่มวาดะห์ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่ "ไพรมไทม์” เนชั่นทีวี 22 กรณีมีกระแสข่าวว่า เหตุระเบิด 7 จังหวัด เมื่อช่วงวันที่ 10-12 สิงหาคม มีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มในจังหวัดชายแดนภาคใต้สนับสนุนคนร้าย ไว้อย่างน่าสนใจว่า ข่าวบางกระแสบอกว่ากลุ่มการเมืองบางกลุ่มอาจเกี่ยวข้อง โดยอ้างความเชื่อมโยงประชามติ ในฐานะคนในพื้นที่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับประชามติ เพราะก่อนวันที่ 7 สิงหาคม ก็มีเหตุเกิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ห่วงว่า ประชาชนจะไม่มาใช้สิทธิ แต่ความจริงประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ร้อยละ 70 ออกมาใช้สิทธิด้วยความเคารพประชาธิปไตย ส่วนกรณีที่ประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะไม่สบายใจเรื่องเสรีภาพทางศาสนา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเสนอกรธ.ให้ทบทวนเรื่องนี้สามครั้ง แต่ไม่มีใครรับฟัง ฉะนั้นอย่าโยงเหตุระเบิด 7 จังหวัดกับประชามติ

            "ทุกครั้งที่เกิดเหตุก็มาโยงที่กลุ่มการเมือง ไม่ว่ารัฐบาลใดๆ แต่พวกผมหนักแน่น เพราะบริสุทธิ์ใจ พวกผมเล่นการเมืองตรงไปตรงมา วันนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมือง ทำสวนยางในพื้นที่ บางคนทำธุรกิจ และเชื่อว่า วันหนึ่งความจริงจะปรากฏ อย่าตั้งธง ขอให้สืบสวนและทำงานตรงไปตรงมาเสียก่อน ไม่รู้ว่าเวลาเกิดเหตุทำไมต้องมีชื่อเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ไม่สนใจเพราะไม่เคยกระทำผิด สาบานที่ใดก็ได้ ผมโดนพาดพิงประจำ จึงรู้สึกเฉยๆ แล้ว สมัยรัฐบาลประชาธิปไตยโดนพาดพิงหนักกว่าตอนนี้เสียอีก”
 
            มีข้อสังเกตว่า คนร้ายที่บางฝ่ายอ้างว่าอาจเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็น

            ถามว่าบีอาร์เอ็นตัวจริงคือใคร ? ไม่มีใครตอบได้ ส่วนตัวไม่เคยไปเกี่ยวข้อง พวกนั้นทำงานแบบปิด แต่ทำงานในระบบเปิด ขอย้ำว่าไม่เคยเกี่ยวกัน และไม่ขอประเมินกับเหตุล่าสุด หรือเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีหลายกลุ่มที่ลงมือ แต่ไม่ขอพูด เพราะไม่ต้องการขึ้นศาลอีก เหตุ 7 จังหวัดครั้งนี้ ขอให้การสืบสวนเป็นไปตามพยานหลักฐาน หากจะอ้างว่าคนร้ายมาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ให้ว่ากันไป แต่อย่าใส่ร้ายบางคน ส่วนตัวยินดีนะที่ตำรวจทำงานรอบคอบและเป็นประโยชน์ ก่อนหน้านี้อาจทำงานคลาดเคลื่อนไปบ้าง เชื่อว่าคนที่ลงมือมีความชำนาญทางอาวุธ และหลายกลุ่มก็มีความชำนาญด้านนี้
 
            โทรศัพท์มือถือที่พบในจุดเกิดเหตุที่มาจากมาเลเซีย

            ขอเรียนว่า หากจะใช้โทรศัพท์มือถือจากมาเลเซียในไทย แล้วใช้ซิมการ์ดในไทยก็ใช้ได้ แต่ขอร้องว่าอย่าไปโยงกันแบบนั้น ไม่เกี่ยวกัน และหากถามว่า สมมุติว่าเหตุ 7 จังหวัด คนที่ลงมือจริงคือคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มูลเหตุที่ลงมือจะมาปัจจัยใด ขอตอบว่าไม่ทราบ เพราะหลายเหตุความรุนแรงในพื้นที่ยังไม่ว่าใครลงมือ หน่วยข่าวในพื้นที่รู้ดีว่าใครลงมือ แต่คนนอกพื้นที่อาจไม่รู้ อย่างไรก็ตาม หากให้มองการต่อสู้กับภาครัฐ สิ่งใดที่ทำลายรัฐได้ คนพวกนี้พร้อมลงมือ เช่น กลุ่มไออาร์เอ (Irish Republic Army) ของไอร์แลนด์เหนือ กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์ (อีทีเอ)ในสเปน เป็นต้น

            ระบบการข่าวบกพร่องตามที่นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกไว้นั้น

            ขอให้แก้ไขกัน แต่อย่ากระทำในสิ่งที่ไม่มีข้อมูล บทเรียนที่บางคนโดนใส่ร้ายกับสถานการณ์ความไม่สงบนั้น มันเจ็บปวด เพราะเคยโดนมาแล้ว และเชื่อว่าคนการเมืองไม่ทำเรื่องแบบนี้เพราะคนการเมืองอยู่ในระบบ และอย่าโยนมาใส่คนการเมือง เพราะทุกเหตุที่เกิดก็โยนกันแบบนี้ ส่วนตัวเคยเป็นอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย หัวหน้าพรรคคือนายกรัฐมนตรีในตอนนั้น(นายทักษิณ ชินวัตร 2547)

            ผมเคยโดนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเหตุความไม่สงบในพื้นที่ ผมไม่กลัว และไม่เคยไปขอร้องผู้ใหญ่ในรัฐบาลให้ช่วย ขอต่อสู้ตามระบบยุติธรรม (ข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดนเบอร์ซาตู) แล้วสุดท้ายคดีนี้ก็ยกฟ้อง(ปี 2548) ตรงนี้หนักที่สุดในชีวิตแล้ว ถามคำเดียวว่า ในตอนนั้นเรื่องนี้มันเกิดและเป็นไปได้อย่างไร ตอนนั้นมีความพยายามบีบให้หนีในช่วงออกหมายจับ แต่ไม่หนีและสู้คดี เพราะคนในพื้นที่รู้ว่าเป็นเช่นใด

            ชื่อกลุ่มวาดะห์ ไม่ว่าจะร่วมรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้านก็มีความพยายามลบชื่อกลุ่มวาดะห์ เพราะกลุ่มวาดะห์ทำงานเป็นรูปธรรม ครั้งหนึ่งมีคนพยายามทำลายในทุกวิถีทาง หัวคะแนนของวาดะห์โดนออกหมายจับทุกประเภท เพื่อกดดันให้ไปช่วยอีกฝ่าย ทำให้แพ้เลือกตั้ง แต่ก็ยังสู้อยู่ สุดท้ายประชาชนจะรู้ว่ามันไม่เป็นความจริง
 
            บทบาท พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในสายตาคนในพื้นที่

            ยอมรับว่าประชาชนให้เกียรติและเคารพ พล.อ.ชวลิตมากที่สุด บางคนถามว่าอนาคตพวกตนจะอยู่กับพลเรือนหรือทหาร ตอนนั้นตอบไปว่า ไม่สำคัญว่าจะอยู่ฝ่ายใด มันอยู่ที่ว่าประชาชนเชื่อมั่นอย่างไร พล.อ.ชวลิตไม่ใช่คนในพื้นที่ และเป็นไทยพุทธ แต่ พล.อ.ชวลิตเข้าใจปัญหาคนในพื้นที่ หรือคนที่มีอำนาจทางภาคใต้มากกว่าบางคนในพื้นที่ ใครที่ให้เกียรติและพร้อมแก้ปัญหาในพื้นที่ก็พร้อมปกป้อง
 
            ได้ฟังข้อชี้แจงของอดีต ส.ส.นราธิวาส กลุ่มวาดะห์ เกี่ยวกับเรื่องที่ทุกฝ่ายค้างคาใจไปแล้ว ขณะเดียวกัน “ปณิธาน วัฒนายากร” ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงบอกกับ “ไพรม์ไทม์” ในเรื่องดังกล่าวว่า

            “ยอมรับว่าประเทศไทยเข้าสู่สถานการณ์ใหม่ และเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ หลังวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่มีการลงประชามติ ความท้าทายเหล่านี้หากบริหารให้ดี ประเทศไทยจะพัฒนาไปข้างหน้าได้ด้วยดี ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ๆ ค่อนข้างเยอะในแง่การเมือง เศรษฐกิจ และช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ก็มีความคืบหน้า โดยเฉพาะการพูดคุยสันติสุขก็เป็นไปตามกรอบ ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบกับโรดแม็พหรือเวลาที่รัฐบาลได้วางเอาไว้"

            รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงมองเหตุใน 7 จังหวัดอย่างไรบ้าง แรงจูงใจ ฝีมือใคร และใครสั่งการ

            สถานการณ์ที่เกิดขึ้นหากมองในเรื่องความรุนแรงไม่อยู่ในระดับที่ตื่นตกใจ แต่กังวลในเรื่องที่มีลักษณะใหม่ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงจะต้องเข้าไปแก้ไขปัญหา แต่การดำเนินคดีจะเป็นส่วนสำคัญ เพราะความชัดเจนที่มีมากขึ้นจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ดีตามที่หลายฝ่ายต้องการ ทั้งนี้ฝ่ายนโยบายทำงานแบบไม่ได้กล่าวหาใคร และให้พื้นที่แก่เจ้าหน้าที่ เร่งรัดการดำเนินคดี ที่สำคัญปรับปรุงมาตรการเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ภาคประชาชนให้มากขึ้น

            “เราได้ตัวกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจากกล้องวงจรปิด พยานบุคคล หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ทั้งดีเอ็นเอ และลายนิ้วมือชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะต้องรวบรวมหลักฐานจากผู้ต้องสงสัยเหล่านี้ โดยสอบปากคำและดำเนินคดี แต่เรื่องนี้ก็มีความซับซ้อนในกรอบใหม่ คือในบางกรณี อาจจะโดนจับกุมด้วยหมายศาลพลเรือนและถูกส่งต่อให้แก่ทหาร ตามมาตรา 44 หลังจากนั้นก็จะมอบให้ตำรวจดำเนินคดีต่อไป โดยทหาร และตำรวจก็ทำงานควบคู่กันไป เพียงแต่จะซับซ้อนมากกว่าเดิมเท่านั้น”

            ตอนนี้ได้ภาพถ่ายของกลุ่มผู้ต้องสงสัยทยอยออกมา และมีพยานบุคคลเข้ามา จึงจะสามารถดำเนินการกับกลุ่มที่ปฏิบัติการ และสาวไปถึงผู้บงการอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งยอมรับว่าค่อนข้างซับซ้อน เพราะการปฏิบัติการแบบนี้เกือบ 20 จุด เกือบ 10 จังหวัด เป็นกลุ่มบุคคลที่ค่อนข้างซับซ้อน และเตรียมการมาเป็นอย่างดี ไม่ได้ใช้คนน้อยๆ เพราะการเข้าพื้นที่ใช้คนเป็น 10 คน รวมถึงทีมสนับสนุน ซึ่งอะไรที่ทำให้ทีมเหล่านี้สามารถเก็บความลับได้จนถึงการปฏิบัติการ สิ่งสำคัญคือการจับกุมคนหลบหนีเพื่อที่จะสาวไปถึงคนบงการ
 
            การแกะรอยโทรศัพท์มือถือที่เป็นชิ้นส่วนมาจากประเทศมาเลเซีย 

            เรื่องนี้หน่วยงานความมั่นคงแลกเปลี่ยนข่าวกรองอยู่หลายประเทศ ที่ผ่านมาก็แบ่งปัน เพราะบางประเทศมีเครื่องมือสลับซับซ้อนมากกว่าประเทศไทย สามารถดักจับอะไรได้หลายอย่าง ทำให้มีข้อมูลที่มั่นใจมากขึ้น ซึ่งบางประเทศได้แจ้งเตือนมาแล้วก่อนที่จะมีการระเบิดในพื้นที่ 7 จังหวัด โดยนานาประเทศให้ความสนใจและมีการให้ข้อมูลแก่ประเทศไทย

            “ทิศทางการเมืองคนส่วนใหญ่พอใจ แต่คนส่วนน้อยหลายกลุ่มก็อาจจะรู้สึกเสียประโยชน์ บางกลุ่มอาจจะหันไปใช้วิธีการรุนแรงเพื่อเบี่ยงเบนทิศทาง ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องแรงจูงใจว่าแรงจูงใจอาจจะไม่ประสงค์ และทิศทางที่เดินอยู่สะดุด หรือเบี่ยงเบนทำให้รัฐบาลกังวลจัดการกับเรื่องเหล่านี้ ทำให้การเดินโรดแม็พระยะที่ 3 สะดุด ถือเป็นหนึ่งในแรงจูงใจที่เจ้าหน้าที่จะเอามาใช้ประกอบการสืบสวนสอบสวน ส่วนการวางระบบรักษาความปลอดภัยจะชัดเจนว่า กลุ่มเหล่านี้จะต้องควบคุมดูแลไม่ให้เคลื่อนไหวให้เป็นพิษเป็นภัย แต่หลักการไม่ใช่ปัญหาเท่ากับการปฏิบัติการจริงในพื้นที่”

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เชื่อมโยงกับกลุ่มภายนอกประเทศ แต่ก็ไม่ได้ละเลย และยังไม่ได้สรุป เพียงแต่น้ำหนักจะต้องดูจากตัวบุคคล ความเคลื่อนไหว เครือข่าย เชื่อว่าน่าจะมาจากกลุ่มภายในประเทศ แต่กลุ่มระหว่างประเทศ หรือการเคลื่อนไหวอื่นๆ ได้เฝ้าระวังอยู่แล้ว ทำให้น้ำหนักยังไม่มาก โชคดีไม่ได้เข้ามาในประเทศ แม้ว่าจะพยายามเข้ามาแต่โดนเพื่อนบ้านหลายประเทศจับกุมและควบคุมตัว ประเทศไทยยังปราศจากภัยคุกคามมาจากนอกประเทศ
 
......................................

(หมายเหตุ : ติดตามชมรายการ PrimeTime กับเทพชัย ลึกกว่า! รอบด้านกว่า! ทุกวันเสาร์ 19.50-20.50 น. และ https://www.facebook.com/Primetimeกับเทพชัย)