ผักตบชวาปัญหาชาติ
ผักตบชวาปัญหาชาติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 23 สิงหาคม 2559
น่าเห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ที่ออกอาการหงุดหงิดกับบางเรื่องราวที่ต้องลงมาสั่งการเองอย่างเช่น ปัญหาผักตบชวาบริเวณเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งกำลังจะเป็นอุปสรรคสำหรับการระบายน้ำจากภาคเหนือลงมายังที่ราบลุ่มภาคกลาง อันสะท้อนให้เห็นการทำงานแบบขาดการบูรณาการของหน่วยงานราชการ จนทำให้เกิดคำถามว่าถ้าหากเกิดภาวะฝนตกหนักอย่างที่เคยคาดการณ์เอาไว้ จะเกิดอุทกภัยเพราะไม่ได้เตรียมการรับมือเอาไว้อีกหรือไม่ นี่คือตัวอย่างที่ควรจะเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาซึ่งจะต้องอาศัยหลายหน่วยงานเข้าร่วมกันวางแผน และดำเนินกิจกรรมไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการบริหารจัดการน้ำซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่อย่างสาหัสสากรรจ์
หรือในทางกลับกัน ถ้าหากวิเคราะห์คาดการณ์ทางด้านวิชาการคลาดเคลื่อน แทนที่จะเกิดภาวะฝนตกหนักอันอาจนำไปสู่อุทกภัย กลายเป็นภาวะฝนทิ้งช่วง ยาวนาน และปริมาณน้ำไม่เพียงพอที่จะเติมในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า เกษตรกรรมในระบบชลประทานจะต้องประสบปัญหาต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 1 ปี ดังเช่นที่ขณะนี้ บางจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ยังอยู่ในภาวะแห้งแล้ง น้ำในอ่างเก็บน้ำที่นครราชสีมายังไม่พ้นจากวิกฤติ ประเด็นของการบริหารจัดการน้ำขณะนี้จึงอยู่ที่ว่า จะต้องเตรียมความพร้อมรับมือเอาไว้ทั้งสองด้านในเวลาเดียวกัน หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ประเทศไทยทุกวันนี้ ไม่มีทางหนีพ้นภัยแล้งและอุทกภัย
สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) รายงานระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนทั่วประเทศเอาไว้ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ว่า มีน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งหมด 35,027 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณความจุทั้งหมด 70,418 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับ 50% สามารถใช้การได้จริง 11,518 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 16% แต่ตัวเลขเหล่านี้ก็เป็นค่าเฉลี่ย ซึ่งนับรวมเขื่อนเล็กๆ ทั้งหมดเข้ามาด้วย แต่ถ้าดูตัวเลขจากเขื่อนขนาดใหญ่ จะพบว่า ยังน่าเป็นห่วง เช่น เขื่อนภูมิพลมีน้ำในอ่างแค่ 34% และใช้การได้จริงเพียง 5% เท่านั้น เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำในอ่าง 54% ใช้การได้จริง 24% ที่น่าติดตามเป็นพิเศษก็คือ เขื่อนศรีนครินทร์กับเขื่อนวชิราลงกรณซึ่งเคยทำหน้าที่สำรองน้ำไว้ในช่วงวิกฤติแล้งเมื่อปีกลาย เหลือน้ำในอ่างอยู่ 66% และ 51% ตามลำดับ แต่เขื่อนศรีนครินทร์เหลือน้ำใช้การได้จริงแค่ 8% เท่านั้น
ปัญหาผักตบชวา และการบริหารจัดการน้ำนั้นเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณถึงสังคมโดยรวมที่ว่า ถ้าหากทุกคนช่วยกันเอาผักตบขึ้นจากน้ำคนละต้น ผักตบก็จะหมดไปนั้น เป็นเรื่องยากยิ่งในทางปฏิบัติ หากแต่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความย่อหย่อนที่จะเอาใจใส่ต่อสภาพแวดล้อมซึ่งถือเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ก็เช่นกัน ที่ได้สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ ถ้าหากเขื่อนศรีนครินทร์เข้าขั้นวิกฤติ ก็เท่ากับว่า ระบบบริหารจัดการทั้งหมดได้กลายเป็นปัญหางูกินหางไปแล้ว ซึ่งไม่มีทางเลือกอื่นเลยที่จะเยียวยาสภาพแวดล้อมให้คืนสู่ปกติ ทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลได้ แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ทุกคนก็จะต้องเร่งลงมือทำ เช่นเดียวกับปัญหาผักตบชวา ที่ถ้าหากพากันนิ่งดูดาย สุดท้าย ประเทศไทยก็หนีไม่พ้นภัยแล้ง และน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี จนอยู่คู่กับสังคมไทยไปอีกนานแสนนานเช่นเดียวกับผักตบชวา



