คอลัมนิสต์

'เซตซีโร่พรรคการเมือง'พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

'เซตซีโร่พรรคการเมือง'พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

22 ส.ค. 2559

'เซตซีโร่พรรคการเมือง'พลิกวิกฤติเป็นโอกาส :  ขยายปมร้อน โดย ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี สำนักข่าวเนชั่น

            ผ่านความวุ่นวายจากการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมาหมาดๆ ควันหลงยังไม่ทันจะจางหาย ความขัดแย้งระลอกใหม่ทำท่าจะมาแทนที่เสียแล้ว กับข้อเสนอ “เซตซีโร่” พรรคการเมือง
   
            เซียนการเมืองต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เรื่องรีเซตพรรคการเมือง หรือเซตซีโร่พรรคการเมืองนั้น หากฝ่ายที่เกี่ยวข้องเดินหน้าผลักดันอย่างจริงจังแล้ว การเมืองไทยมีหวังปั่นป่วนกันน่าดู
  
            หากเรามองจากภาพกว้างๆ นั้น เรื่องนี้คงจะขึ้นอยู่กับว่า แต่ละพรรคการเมืองมีความสามารถที่จะจัดการกับสถานการณ์ได้ดีขนาดไหน
  
            สำหรับพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าเมื่อถึงสถานการณ์ตรงนั้นผลกระทบคงจะไม่มากมายอะไรนัก เพราะผ่านการถูกยุบพรรคมาแล้วหลายรอบ ดังนั้น เรื่องกระบวนการจัดตั้งพรรคใหม่ ต่อให้ไม่มีการรัฐประหารอย่างทุกวันนี้ พรรคเพื่อไทยก็คงเตรียมพร้อมกับสถานการณ์แบบนี้ไว้อยู่แล้ว
  
            ผิดกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย คงจะรับมือยากลำบากหน่อยหากมีการเซตซีโร่ขึ้นมาจริงๆ เพราะที่ผ่านมาเต็มที่ก็แค่เกือบถูกยุบพรรค การเตรียมพร้อมต่างๆ จึงเกือบจะเป็นศูนย์
  
            แต่ถ้าหากลองมองลงไปในภาพที่แคบลงแล้ว แต่ละพรรคการเมืองน่าจะพยายามทำวิกฤติครั้งนี้ให้เป็นโอกาสให้ได้ นั่นคือจัดการปฏิรูปพรรคเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคต
  
            เพราะถ้าหากว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว การจะให้พรรคการเมืองปฏิรูปสิ่งที่มีอยู่เดิมนั้นย่อมมีข้อจำกัด เช่น พรรคเพื่อไทยที่ทุกอย่างถูกตัดสินใจโดย “นายใหญ่” เพียงคนเดียว
  
            ตรงนี้คงต้องหันมาใช้วิธีการรักษาศรัทธาของประชาชนเอาไว้ ยึดกุมเรื่องหลักการประชาธิปไตย และพร้อมเผชิญหน้ากับอำนาจนอกระบบ ซึ่งไม่ว่าอำนาจนอกระบบนั้นจะอยู่ต่อไปอีกยาวนานแค่ไหน แต่ในที่สุดแล้วย่อมฝืนกระแสสังคมโลกไม่ได้อยู่ดี ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสในวิกฤติที่ทุกพรรคการเมืองควรคิดอ่านและเตรียมการไว้
  
            ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าคราวนี้มันต่างออกไปจากเดิม เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้เอื้อกับการมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่นั้น
  
            แน่นอนว่า ความคิดระยะสั้นของบรรดานักการเมืองที่วิ่งเข้าหากันเพื่อสร้างขั้วอำนาจใหม่ย่อมเกิดขึ้น แต่เชื่อเถอะว่า วิธีนี้จะทำให้อยู่ได้เต็มที่ก็ไม่เกิน 1 สมัย
  
            เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา สุดท้ายแล้ว นักการเมืองที่เลือกที่จะวิ่งเข้าหาอำนาจด้วยวิธีการพิเศษนั้น มักจะค่อยๆ สูญพันธุ์ไปในที่สุด
  
            วันนี้การคิดถึงเพียงแค่กติกาการเลือกตั้งในสมัยหน้าคงจะไม่พอแล้ว แต่ต้องคิดว่า ภายใต้กติกาแบบนี้ จะทำอย่างไรเพื่อให้คำว่าประชาธิปไตยกลับคืนมาโดยเร็ว น่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
  
            ซึ่งถ้าหากพรรคการเมืองยังทำแบบเดิมๆ ยังคิดที่จะสมประโยชน์อำนาจกัน ก็คงต้องถือเป็นชะตากรรมที่โหดร้ายของสังคมไทย
  
            จริงอยู่ ที่หนทางอาจจะยาวไกล แต่ถึงที่สุดแล้ว มันจะก้าวเดินไปได้ตลอดรอดฝั่ง พร้อมๆ กับอนาคตของประเทศ
  
            ส่วนเรื่องพรรคการเมืองขนาดใหญ่ อาจจะเลือกใช้วิธีแตกตัวกลายเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก ลักษณะเหมือนกับพรรคสาขานั้น

            เป็นไปได้ว่า อาจจะเป็นเทคนิคทางการเมืองของแต่ละพรรคที่ต้องการจะรักษาฐานที่มั่นของตัวเองไว้ภายใต้กติกาใหม่นี้ แต่จะใช้เทคนิคพิเศษอย่างไรก็ตาม จะต้องยืนอยู่บนหลักการของประชาธิปไตยด้วยจึงจะได้รับการยอมรับ
  
            ถ้าคิดเพียงแค่จะใช้เทคนิค แต่กลับละเลยเรื่องหลักการประชาธิปไตย สุดท้ายมันอาจจะจบง่ายและจบเร็วได้เหมือนกัน
  
            ขณะที่ คสช. ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าน่าจะยังคงมีอำนาจอยู่อีกยาวนาน และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บรรดานักการเมืองที่ยังอยากจะก้าวเข้าสู่สภา จำเป็นต้องจับขั้วกันใหม่นั้น เอาเข้าจริงๆ แล้วต้องบอกว่าไม่น่าห่วงเลยว่า คสช.จะมีอำนาจอยู่อีกนาน เพราะการถือครองอำนาจไว้โดยฝืนกระแสสังคมโลกนั้น เป็นเรื่องที่เปราะบางมาก
  
            คสช.อาจจะกำลังรู้สึกว่า ผลประชามติที่ออกมานั้นทำให้อำนาจของตัวเองกลับคืนมาสู่มืออีกครั้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้งเมื่อไหร่ คสช.จะรู้ว่า เรื่องการสืบทอดอำนาจจะกลายเป็นเรื่องที่เปราะบางมากสำหรับคสช.
  
            วันนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลประชามติก็ดี หรือว่าเรื่องใดๆ ก็ตาม ล้วนไม่ได้เป็นหลักประกันอำนาจให้แก่ คสช.ได้เลย นอกเสียจาก “ปืน” ที่ถืออยู่ในมือเท่านั้น
   
            แต่หลังจากนี้ เมื่อถึงวันเลือกตั้ง วันที่ คสช.ต้องวางปืนลง วันนั้น คสช. คงจะรับรู้ถึงสถานะของตัวเองได้เป็นอย่างดี