คอลัมนิสต์

ภัยมืดจากการดื้อยา

ภัยมืดจากการดื้อยา

22 ส.ค. 2559

ภัยมืดจากการดื้อยา : บทบรรณาธิการประจำวันที่22ส.ค.2559 

            ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม มีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพไทย พ.ศ.2560-2564 ของกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อยกระดับการทำงานให้สามารถหยุดยั้งปัญหาเชื้อดื้อยาทั้งประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในแต่ละปีคนไทยติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาประมาณ 88,000 คน เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยา 38,000 คน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งทางตรง 6,000 ล้านบาท และทางอ้อม 40,000 ล้านบาทและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการทำงานทั้งองคาพยพ ทั้งการให้ความรู้แก่ประชาชน สร้างระบบควบคุมการใช้ยาอย่างเหมาะสมทั้งสำหรับคนและสัตว์ สร้างความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาการจัดการเชื้อดื้อยา

            ปัจจุบันปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ยาปฏิชีวนะ ซึ่งใช้ในการป้องกันและรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียและจุลชีพอื่นๆ กลับมีประสิทธิภาพลดลง เนื่องจากมีการใช้เกินความจำเป็น จากข้อมูลทางด้านสาธารณสุขระบุการใช้ยาปฏิชีวนะกว่าร้อยละ 90 ในไทยเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม ประชาชนหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป โดยไม่ต้องพบแพทย์ จึงใช้ยาบ่อยกว่าที่ควรและไม่ครบตามปริมาณยาที่ควรใช้เพื่อกำจัดเชื้อโรคในร่างกายแต่ละครั้ง ทำให้เชื้อแบคทีเรียมีพัฒนาการดื้อยาได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับบริษัทผู้ผลิตยาไม่มีแรงจูงใจในการผลิตยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ๆ ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกตกอยู่ในวิกฤติร่วม คือกำลังเข้าสู่ยุคที่โรคติดเชื้อที่เดิมเคยรักษาหาย กลับรักษาไม่หายเพราะเชื้อดื้อยา 

            พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า นายกฯ อยากให้ประชาชนหันมาใช้ยาแผนไทยให้มากขึ้น และได้ติดตามการขยายบริการทางการแพทย์แผนไทยเพื่อให้บริการคู่ขนานกับการแพทย์แผนปัจจุบันมาโดยตลอด ฝากกำชับกระทรวงสาธารณสุขเร่งขยายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และให้เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยเพื่อเป็นทางเลือกแก่ประชาชน ซึ่งปัจจุบันมีการผลิตบุคลากรใน 27 สถาบัน ปีละกว่า 1,000 คน มีใบประกอบวิชาชีพที่ควบคุมจากสภาการแพทย์แผนไทยว่าสามารถวินิจฉัยโรคและจ่ายยาได้เช่นเดียวกับแผนปัจจุบัน อีกทั้งรัฐบาลยังได้กำหนดให้ยาแผนไทยซึ่งทำจากสมุนไพรไทยบรรจุในตำรับยาหลักของชาติ โดยมีประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการประกาศกำหนดตำรับยาและตำรับการแพทย์แผนไทยของชาติรองรับ จึงมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัยและสามารถรักษาโรคได้อย่างแน่นอน

            เห็นได้ชัดว่าปัญหาเชื้อดื้อยาส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อปศุสัตว์ ประมง การเพาะปลูก การค้าระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วไป และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ สามารถแพร่กระจายข้ามพรมแดนได้โดยผ่านการเคลื่อนย้ายของคน สัตว์ และสินค้าทางการเกษตร ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐและเอกชนรวมทั้งสมาคมวิชาชีพและภาคประชาสังคมต้องบูรณาการงานด้านการดื้อยาต้านจุลชีพ หากไม่รีบแก้ไขคาดว่าในปี พ.ศ.2593 ทั่วโลกจะมีคนเสียชีวิตจากปัญหาเชื้อดื้อยารวม 10 ล้านคน และประเทศในทวีปเอเชียจะได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะจะเสียชีวิตมากที่สุดสูงถึง 4.7 ล้านคน