
ปางหลวงแห่งศตวรรษที่ 21
ปางหลวงแห่งศตวรรษที่ 21 : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น
การที่จะเป็นผู้นำของชนหลากหลายเผ่าพันธุ์ที่แตกแยกสู้รบกันให้ได้นั้น มีไม่กี่วิธีนักหรอก ที่ถนัดที่สุดของพวกอนุรักษนิยมก็คือ ไล่กระทืบพวกไม่ยอมรับรัฐบาลกลางซะ ใช้กำปั้นเหล็กปกครอง แต่ถ้าต้องการได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย รวมทั้งนานาชาติด้วยแล้วก็ต้องประสานประโยชน์ของทุกกลุ่มชนให้ได้ แบบที่นางออง ซาน ซูจี กำลังวิ่งตีนพลิกทำอยู่นี่ ภารกิจรวมชาติสหภาพเมียนมาร์ของจริงกำลังเป็นสิ่งที่เธอทำอยู่นี้ อาจเป็นเฟสสุดท้ายในชีวิตเธอ ที่ถ้าสำเร็จก็จะทำให้ชื่อของเธอเป็นอมตะมากกว่าเรื่องราวที่เธอสู้รบแบบอหิงสากับฝ่ายทหารมาค่อนชีวิตจนเมียนมาร์ได้ปกครองแบบประชาธิปไตยเสียอีก
แต่ว่าเรื่องนี้มันยากสาหัสกว่าเรื่องยื้อกับทหารมาก แม้ว่าซูจีจะหาญกล้าขนาดที่จะจัดประชุมที่ชื่อว่า ปางหลวงแห่งศตวรรษที่ 21 ในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ เอาทุกกลุ่มชาติพันธุ์มาคุยกันที่เนปิดอว์ โดยไม่สนว่ากลุ่มเหล่านั้นจะวางอาวุธหรือหยุดยิงกับรัฐบาลกลางหรือยัง เธออยากให้ทุกกลุ่มที่ต่างมีเป้าหมายของตนเองได้เอาข้อเสนอมาแบ มาหาจุดลงตัวตกลงร่วมกัน เพื่อความเป็นเมียนมาร์ที่ยั่งยืน ไม่ต้องแตกแยกสู้รบกันอีกต่อไป
แนวทางฟังเสียงชนกลุ่มน้อยอย่างเป็นทางการนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนสมัยปลายสงครามมหาเอเชียบูรพาโน่น ในยุคโน้นอังกฤษเจ้าอาณานิคมวางรูปแบบปกครองไว้อย่างแยบยล พม่าที่ต้านอังกฤษหนักๆ ก็เอาไปผูกไว้กับเบงกอล ขณะที่รัฐเจ้าฟ้าต่างๆ อังกฤษใช้วิธียึดตรงมั่ง ให้เป็นกึ่งรัฐประเทศราชของอังกฤษบ้าง ต่างรูปต่างแบบกันไปลักษณะนี้จึงรวมกันติดยาก หากนายพลอองซานจะเอาเอกราชก็อาจได้พื้นที่แค่แถวย่านที่มีแต่พม่ามอญทางตอนใต้เท่านั้น เขาก็เลยก็ต้องไปเกลี้ยกล่อมพวกเจ้าฟ้ารัฐต่างๆ ให้ยอมลงสัตยาบันรวมเป็นหนึ่งประเทศกันก่อน แล้วพอได้เอกราชไปสักระยะค่อยว่ากันใหม่ ตอนนั้นพวกเจ้าฟ้าทั้งหลายก็โอเค จนนำไปสู่การได้เอกราช แต่เพราะการที่นายพลอองซานโดนสังหาร และต่อมาพม่าก็โดนทหารปฏิวัติ คำสัญญาของบรรดาเจ้าฟ้าก็โดนเบี้ยว ชาติพันธุ์พม่าซึ่งเป็นรัฐบาลกลางพยายามบี้ชาติพันธุ์อื่นให้อยู่ในอำนาจ เจ้าฟ้าทั้งหลายที่ไม่เก่งเรื่องการทำศึกค่อยๆ สาบสูญไป แต่หลายชาติพันธุ์ไม่ยอมแพ้ ตั้งกองกำลังสู้รบกับรัฐบาลกลางจนบัดนี้ แม้รัฐบาลทหารพม่าจะใช้วิธีหลากหลายอย่างมากก็แค่สงบศึกชั่วคราว แถมยุคนี้รูปโฉมไส้ในกองกำลังหลายกลุ่มเปลี่ยนแปลงไปอีก ปัญหาช่างซับซ้อน
ในชั้นต้นถึงกองทัพจะยอมผ่อนปรนให้กลุ่มที่ไม่ยอมลงนามหยุดยิงมาร่วมประชุมได้ ก็ไม่รู้ว่า วันจริงพวกนี้จะมากันกี่กลุ่ม การเจรจาหากเกิดขึ้นได้ก็คงต้องใช้เวลากันอีกนานหลายรอบ เพราะแต่ละกลุ่มยังต้องการอิสระในการปกครองตนเองและมีอาวุธในครอบครองทั้งนั้น นางซูจีเอง ไม่เพียงแต่จะต้องหาทางสนองตอบข้อเรียกร้องของพวกนี้โดยรัฐบาลเสียผลประโยชน์น้อยที่สุดเท่านั้น เธอยังต้องทำให้กองทัพรับได้ด้วย แถมยังต้องล็อบบี้จีน ผู้อุปถัมภ์อย่างไม่เป็นทางการของกลุ่มดุๆ เช่น ว้าแดงกับโกกั้งอีก วุ่นแต่เรื่องนี้ อาจอ้างได้ว่าไม่มีเวลาไปพะวงเรื่องโรฮิงญาเลย นานาชาติเขาคงไม่ว่าอะไรมั้ง



