
หนังตะลุงของคนหนุ่ม
หนังตะลุงของคนหนุ่ม : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา
“หนังตะลุงทุกวันนี้ เหมือนเดินอยู่บนสะพานไม้แผ่นเดียว” นายหนังตะลุงหนุ่มน้อยวัยไม่เกิน 20 ปี กล่าวกับผมในตอนหนึ่งของการสนทนา หลังจากลงจากโรงมากินข้าวต้มเมื่อการแสดงของเขาจบสิ้นลงเพียงไม่นาน
แทบไม่น่าเชื่อว่าเด็กหนุ่มหน้ามล ผิวคล้ำ ที่มีสองตาเต็มไปด้วยประกายฝันและคิดครุ่น คือคนคนเดียวกับนายหนังตะลุงที่นั่งขับบทและชักเชิดรูปหนังตะลุงหลังจอผ้าขาวเรียกเสียงฮาจากผู้ชมหน้าโรง ท่ามกลางเหล่าลูกคู่ของเขาที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกันเกือบสิบชีวิต เมื่อลงมาจากโรงหนังตะลุงอันเป็นเสมือนเวทีการแสดงของพวกเขา ทุกคนก็ไม่ต่างจากเด็กวัยเรียนมหาวิทยาลัยทั่วไป มีความร่าเริง สนุกสนาน แม้ผ่านการแสดงอย่างต่อเนื่องมาร่วม 6 ชั่วโมง ในความเป็นศิลปินหนังตะลุง เด็กหนุ่มคนนี้ทำหน้าที่ของเขาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือ เขาเป็นนายหนังตะลุงที่กำลังศึกษาในชั้นปีสุดท้าย ในสาขาวิชาการพัฒนาชุมชน แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เขาคือนายหนังตะลุงจาก อ.ควนเนียง จ.สงขลา เป็นลูกบ้านเดียวกับนักเขียนเรื่องสั้นรางวัลซีไรต์นาม วัชระ สัจจะสารสิน
จากความสำเร็จอย่างท่วมท้นของหนังตะลุงน้องเดียว ศิลปินหนังตะลุงหนุ่มน้อยผู้พิการทางสายตา แต่มีปฏิภาณไหวพริบในการแสดงหนังตะลุงเป็นเลิศ ส่งผลให้หนังตะลุง ศิลปะการแสดงพื้นบ้านชาวปักษ์ใต้ ที่เคยซบเซา โรยราไปจากผู้ชม ได้กลับพลิกฟื้นคืนชีิวิตขึ้นมาอย่างคึกคัก คงไม่ผิดหรอกที่เราจะยกความดีส่วนหนึ่งในหนังน้องเดียว แต่ความจริงอีกส่วนก็คือ สำหรับคนปักษ์ใต้แล้ว หนังตะลุงเป็นศิลปะการแสดงที่ไม่มีวันตาย ทำนองเดียวกับแสดงหมอลำของภาคอีสาน เพียงแต่ว่าอาจมีพลวัตปรับเปลี่ยนไปให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมมากขึ้น
นายหนังตะลุงหนุ่มที่ผมกล่าวถึง เขาคือนายหนังคณะชายป้อ ประทุมศิลป์ ซึ่งผมได้ดูการแสดงและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเขาเมื่อคืนวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา เขาได้รับเชิญให้มาแสดงในงานศพคุณพ่อของผม ซึ่งถึงแก่กรรมไปด้วยความชรา งานศพคนแก่ หากมีมหรสพมาแสดงบ้างก็ไม่ถึงกับน่าเกลียด ว่าไปแล้วเขาเป็นนายหนังตะลุงอายุรุ่นลูก แต่เราพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างได้อรรถรส ระหว่างเขาซึ่งเป็นนักเล่าเรื่องบนจอผ้าขาว กับผม นักเล่าเรื่องบนหน้ากระดาษ เขาทำให้ผมอัศจรรย์ใจ เช่นเดียวกับที่ผมรู้สึกเช่นนี้เสมอ เมื่อได้ชมการแสดงหนังตะลุงไม่ว่าจะเป็นของคณะใดก็ตาม สำหรับผม หนังตะลุงคือศิลปินผู้เปี่ยมด้วยความรู้ ความสามารถ มีปฏิภาณไหวพริบ มากกว่าศิลปินแขนงอื่น เพราะว่านายหนังตะลุงคนเดียวสามารถแสดงบทบาทได้หลากหลาย เมื่ออยู่บนโรง เขาคือพระเจ้า ที่กุมชะตาชีวิตของตัวละครทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบทหญิง ชาย เจ้าฟ้า ข้าไพร่ คนดี คนเลว มนุษย์ ยักษ์ เทวดา ตัวตลก เขาต้องพากย์ได้หมดทุกตัว ทั้งลีลาเชิดหนัง การขับกลอนและบทพากย์เจรจา นายหนังตะลุงคือศิลปินที่แท้จริง
คณะหนังตะลุงชายป้อ ประทุมศิลป์ มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ตรงที่ทั้งนายโรงและลูกคู่ทุกคนต่างอยู่ในวัยเรียนระดับอุดมศึกษาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนตีกลอง นายปี นายทับ นายโหม่ง ฉิ่ง กรับ รวมไปถึงดนตรีสมัยใหม่เช่น กีตาร์เบส คีย์บอร์ด ที่นำมาบรรเลงร่วมกันในท่วงทำนองดนตรีหนังตะลุง ได้อย่างกลมกลืนและเร้าใจ บางคนเรียนที่มหาวิทยาลัยทักษิณ บางคนเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ลูกคู่บางคนก็เป็นนายหนังด้วยกัน พวกเขารวมตัวกันเป็นคณะหนังตะลุงของคนหนุ่ม ที่มากด้วยความสามารถ ผมบอกพวกเขาว่า นี่คือ “ดรีมทีม” ที่ดูท่าจะมีอนาคตสดใส หากไม่เลิกราไปเสียก่อน
“ผมไม่แน่ใจว่าวิชาที่ผมเรียนไปจะเอาไปทำอะไรได้บ้างในอนาคต" ตอนหนึ่งนายหนังหนุ่มปรารภขึ้นกับผม เกี่ยวกับสาขาวิชาที่เขากำลังศึกษา ผมบอกเขาไปว่า การเรียนพัฒนาชุมชน มันก็มีประโยชน์ ตรงที่ได้สัมผัสคลุกคลีกับชาวบ้าน ชุมชนและท้องถิ่น ทำให้เรารับรู้ปัญหาของชาวบ้าน มันคือต้นทุนที่เขาสามารถนำมาใช้ในการแสดงได้เป็นอย่างดี
เขาเริ่มมั่นใจมากขึ้น พร้อมยกมือไหว้ผมด้วยความนับถือ ผมก็ยกมือไหว้ตอบเขาด้วยความนับถือเช่นกัน เขานับถือผมในฐานะคนเขียนหนังสือ ผมก็นับถือเขาในฐานะนายหนังตะลุง ทั้งเขาและผมไม่ต่างกันมากนัก
เพราะเราต่างคือ “นักเล่าเรื่อง” เหมือนกัน



