คอลัมนิสต์

ปัจจัยเสี่ยงเลื่อน โรดแม็พ !?

ปัจจัยเสี่ยงเลื่อน โรดแม็พ !?

20 ส.ค. 2559

กติกาเปลี่ยน ส.ว.เสียงข้างมาก ? โรดแม็พ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จากนี้ไปอาจจะยังมีเส้นทางคดเคี้ยวซ้อนเร้นอยู่


               ทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่เกี่ยวพันถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้งผ่านขั้นตอนประชามติไปแล้ว เส้นทาง โรดแม็พ ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งได้เริ่มนับถอยหลังขึ้นทันที

               แม้ คสช.จะได้วางเป้าหมายและทิศทางประเทศไว้ในระดับหนึ่ง แต่นั่นก็ยังไม่อาจรับประกันอะไรได้ว่าจะไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น และมันคือปัจจัยสำคัญที่ คสช.ประเมินไว้ว่า อะไรคือความเสี่ยงและอะไรคือทางออกของประเทศ หากเกิดวิกฤตินั้นขึ้นมา

               เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านการทำประชามติ การนับถอยหลังของ โรดแม็พ ของ คสช. สู่การเลือกตั้งก็ถือว่าได้เริ่มขึ้นแล้ว ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามปฏิทินการเมืองที่ คสช.วางไว้อีก 3 เดือน การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญก็ควรจะแล้วเสร็จและประกาศใช้ราวเดือนพฤศจิกายน และภายในเดือนกรกฎาคม 2560 กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ควรเสร็จเพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้งทั้วไปที่คาดว่าน่าจะตกอยู่ในเดือนธันวาคม 2560 หรือช้าที่สุดคือต้นปี 2561 

               ต่างๆ นานาเหล่านี้เป็นกรอบเวลาบนสมมุติฐานว่าการเมืองไทยเดินหน้าโดยไม่มีอะไรติดขัด...แต่ใครจะให้หลักประกันได้ว่าทุกอย่างจะราบรื่น เพราะคำพูดของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เคยบอกกับสังคมไว่ว่า “หากประเทศไม่สงบก็เลือกตั้งไม่ได้” ยังเป็นสิ่งเตือนใจเสมอว่า อะไรๆ ก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงลงมาบนแผ่นดินไทย

 

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ปัจจัยเสี่ยงเลื่อน โรดแม็พ

 

               “ไพรม์ไทม์” ได้ข้อมูลจากแกนนำระดับสูง คสช. ที่ประเมินความเป็นไปได้ของสถานการณ์การเมืองจากนี้ไป และทางออกเพื่อรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงที่ระบุให้วุฒิสภาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ อาจเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดกระแสการเคลื่อนไหว 

               มีความพยายามยกเลิกการใช้บัญชีรายชื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ที่พรรคการเมืองเสนอระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง และเปิดทางให้สมาชิกวุฒิสภาร่วมลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภาตั้งแต่ครั้งแรก เพราะวุฒิสภาที่จะมีสมาชิก 250 คน จะมีสถานะไม่ต่างจากฐานการเมืองของคสช. และอยู่ในฐานะที่จะกำหนดได้ว่านายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งจะเป็นใคร

               2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะเคลื่อนไหวคัดค้านแนวคิดดังกล่าว ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในกติกาประชาธิปไตยที่ผ่านประชามติ 7 สิงหาคม 2559

               ขณะที่พรรคขนาดกลางและเล็ก เช่น พรรคชาติพัฒนา ชาติไทยพัฒนา หรือภูมิใจไทย และพรรคใหม่ อย่างพรรคประชาชนปฏิรูปของ “นายไพบูลย์ นิติตะวัน” อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ดูเหมือนพร้อมจะชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

 

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ปัจจัยเสี่ยงเลื่อน โรดแม็พ

 

               ความขัดแย้งในเรื่องนี้อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมืองรอบใหม่ และมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายการเมืองบางส่วนอาจปลุกระดมให้เกิดการชุมนุมประท้วงและสร้างความวุ่นวาย

               เมื่อถึงจุดนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีทางเลือกมากนัก กับทางเลือกที่มีไม่มากนัก อาจต้องใช้อำนาจภายใต้มาตรา 44 เพื่อคงอำนาจการบริหารของ คสช. ให้อยู่ต่อไปจนกว่าทุกอย่างจะสงบเรียบร้อย 

               อีกสถานการณ์หนึ่งที่ คสช.กำลังประเมินคือสิ่งที่จะตามมาหลังจากประกาศให้พรรคการเมืองประชุมและจัดการชุมนุมเพื่อหาเสียงในช่วงการเลือกตั้งได้ มีความเป็นไปได้ที่นักการเมืองและผู้สมัคร ส.ส.จะใช้การหาเสียงเป็นเวทีโจมตี คสช. และรัฐบาล หรือเกิดความวุ่นวายจากการชุมนุมทางการเมือง

               ในสถานการณ์เช่นนี้ แกนนำ คสช.บอกต่อไพรม์ไทม์ว่า คสช.มีทางเลือกสองทาง คือเรียกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องมาขอความร่วมมือ แต่ถ้าไม่ได้ผล และสถานการณ์อาจบานปลายจนเกิดความวุ่นวาย พล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจจำเป็นต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ประกาศเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจนกว่าสถานการณ์จะสงบ

               ถ้าถึงจุดนั้น ก็คงไม่มีใครตอบได้ว่า ขั้นตอนสุดท้ายของ โรดแม็พ คสช.จะลงเอยอย่างไร คสช.อาจจะอยู่ในอำนาจเพื่อควบคุมสถานการณ์นานตราบเท่าที่จำเป็นต้องทำ 

               เพราะฉะนั้น โรดแม็พ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จากนี้ไปจึงเป็น โรดแม็พ ที่อาจจะยังมีเส้นทางคดเคี้ยวซ้อนเร้นอยู่...

               และคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะเป็นคำตอบได้ดีที่สุด

               "กระบวนการเลือกตั้ง มันอีกตั้งยาว แต่มาถามในสิ่งที่ยังไม่เห็นในวันข้างหน้า อย่างที่เคยพูดไว้กลัวผีที่มองไม่เห็น จะกลัวกันทำไมวันนั้น ใครก็ได้ผมคิดว่ามีคนดีมากกว่าผมอีกเยอะแยะในประเทศนี้ ไปดูก็แล้วกัน ถ้าหาคนดีไม่ได้ค่อยมาพูดกับผม"

 

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ปัจจัยเสี่ยงเลื่อน โรดแม็พ

 

กติกาเปลี่ยน ส.ว.เสียงข้างมาก?

               คงไม่มีคำถามว่า “ถ้าหาคนดีไม่ได้แล้วค่อยมาคุยกับผม” ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.พูดต่อสื่อมวลชน หมายความว่าอย่างไร แต่คงจะมีคำถามว่า มีกระบวนการอะไรบ้างก่อนที่จะไปคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ หลังจากหาคนดีมาทำหน้าที่ สร.1 หลังการเลือกตั้งไม่ได้แล้ว

               หลังจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านการลงประชามมติ กระบวนการนับจากนี้จึงเหลือแค่การเพิ่มเติมเนื้อหาของคำถามพ่วงเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญและเนื้อหาที่เพิ่มนั้น ก็ทำให้ถูกมองว่าเป็นหนทางที่จะได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภา

               มาตรา 88 ของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ระบุให้พรรคการเมืองส่งชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 รายชื่อส่งให้ กกต.ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง จากนั้น กกต.จะประกาศให้ประชาชนทราบ

               ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อถึงเวลาที่จะเลือกผู้ที่เหมาะสมที่จะขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายที่เสนอรายชื่อ “ว่าที่นายกรัฐมนตรี” เอาไว้ ก็จะส่งชื่อคนของตนเองต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อให้โหวตเสียง โดยผู้ที่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา อันประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร 500 เสียง รวมวุฒิสภาอีก 250 เสียง จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

               ...หากไม่มีใครได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ระบุให้ สมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อตามที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ ประธานรัฐสภาจะจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา แต่เนื้อหาตรงนี้ จะต้องไปดูว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเขียนเพิ่มเติมว่าอย่างไร แต่เนื้อหาสำคัญก็คือ ให้วุฒิสภา 250 คน ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

 

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : กติกาเปลี่ยน ส.ว.เสียงข้างมาก

 

               ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้จำกัดการได้มาซึ่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น ไม่ได้ทำให้พรรคขนาดใหญ่ได้เปรียบ หรือได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อมากกว่าที่ควรจะได้ เพราะจะนับเอาตามคะแนนเสียงจริงที่ประชาชนเลือกแล้วนำมาคำนวณหาสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ ที่ตัดคะแนนของพรรคที่ได้เสียงไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วเอาสัดส่วนตรงนั้นไปให้พรรคขนาดใหญ่

               เมื่อกติกาเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ ก็เป็นไปได้ว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา หรือจำนวน 375 เสียง จำนวนของวุฒิสภาที่มาจากการเลือกของ คสช.ก็จะกลายเป็นเสียงข้างมากในรัฐสภา 

               และหากมีพรรคการเมืองขนาดกลางเทเสียงไปรวมตามที่ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ประกาศตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป เตรียมเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะทำให้โอกาสที่จะมีคนไปขอพูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ ภายหลังที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถหาผู้ที่ได้รับเสียงโหวตมากกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ 

               เรื่องนี้ในอนาคตก็อาจมีความเป็นไปได้สูง...แต่ต้องรอจนกว่าวันนั้นว่า เรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เเละจะมีอะไรเป็นปัจจัยเเทรกซ้อนขึ้นมาในวันนั้น  

               ซึ่งต้องรอติดตามกันต่อไป...

               ติดตามชมรายการ Primetime กับเทพชัย ลึกกว่า! รอบด้านกว่า! ทุกวันเสาร์ 19.50 - 20.50 น. ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 และเฟซบุ๊ก Primetime กับ เทพชัย

 

------------------------

(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ปัจจัยเสี่ยงเลื่อนโรดแม็พ : โดย...ทีมข่าวไพรม์ไทม์ เนชั่นทีวี 22)